วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปชน.เดือดปลุกด้อมส้มลุกสู้
ตลบหลัง‘กกต.’
ดำเนินคดีกลับแจ้งความเท็จ
รับไม่ได้ปิดปากชาวบ้าน
กกต.แฉทำเป็นขบวนการ
พรรคประชาชน รับไม่ได้ กกต.ดำเนินคดีผู้ซูมบาร์โค้ด ถอดรหัสบัตร ชี้เป็นการคุกคามปิดปาก ปลุกดอมส้มลุกสู้ เอาคืน ฟาดกลับข้อหา แจ้งความเท็จ ด้านกกต.แจงคนเหล่านี้ ทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่ในฐานะประชาชนทั่วไป มุ่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายอำนาจและการทำหน้าที่จัดเลือกตั้งของ กกต.ซ้ำยังปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้าน“นิพิฏฐ์”แนะผู้ถูกกล่าวหาสารภาพ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พรรคประชาชน โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชนโดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชนโดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก
การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า, การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ, ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันในบางหน่วยระหว่างใบขีดนับคะแนน (สส. 5/11) กับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18), การรับรองผลการเลือกตั้ง สส. เขต ก่อนที่จะมีการประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ, รวมไปถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร
แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแทนที่ กกต.จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 ก.พ.) ทาง กกต.ได้ ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าว ว่ากกต.ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15กรุงเทพมหานคร โดยรายชื่อที่ถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชนและ พริษฐ์ วัชรสินธุ-ไอติม -Parit Wacharasindhu โฆษกพรรคประชาชน
ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน ทางพรรคประชาชนขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต.
แนะควรชี้แจงมากกว่าฟ้อง
หากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ
แต่ทาง กกต. กลับเลือกใช้วิธีการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้ง
การตรวจสอบ
เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย โดยหน่วยงานรัฐเสียเอง
ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ทางพริษฐ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจ สอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยทางพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
เอาคืนกกต.แจ้งความเท็จ
ในส่วนของข้อเท็จจริง พริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และ
ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย
เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป
ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต.ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย
กกต.ยันไม่ได้คุกคามสื่อ
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า การที่กกต.แจ้งความกองบังคับการปราบปรามเป็นการฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อนั้นไม่เป็นความจริง
สำหรับบุคคลหรือสื่อมวลชนที่ดำเนินการตั้งกล้องวิดีโอหรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดำเนินการขานคะแนนหรือนับคะแนน พร้อมทั้งแสดงภาพบัตรเลือกตั้งที่วินิจฉัยแล้วให้ประชาชนทราบสามารถกระทำได้ หรือการถ่ายวิดีโอหรือถ่ายภาพบรรยากาศของประชาชนมาใช้สิทธิลงคะแนนสามารถกระทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่ต้องไม่กระทบ (1) สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) ไม่กระทบหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.
(3) กกต.มีหน้าที่ในการดูแลกระบวนการและผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แต่หากการตรวจสอบ (การใช้สิทธิเสรีภาพ) ไปละเมิด (3 ข้อข้างต้น)กกต.ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ไม่อาจละเว้นได้
“เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และดำเนินการแจ้งความไปตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในวันที่22 กุมภาพันธ์ 2569 มีสื่อมวลชนและประชาชน กว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์แต่อย่างใด และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง และการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ”
แฉทำเป็นขบวนการ
โดย กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหา กลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2569 ปรากฏว่ามีการกระทำของกลุ่มบุคคล / หรือความผิดเฉพาะบุคคลที่ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน และต่อเนื่องไปจนถึงการนับคะแนน และมีการกระทำซึ่งหน้าบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ
“แต่กลุ่มบุคคลนี้ มีความพยายามที่จะเปิดเผย หรืออาจถูกเปิดเผยที่จะดำเนินการ โดยอ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง เพราะข้อมูลการลงคะแนนในครั้งนี้จะต้องนำผลการลงคะแนนไปใช้จริง เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่มิอาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตได้”
ซึ่งหากเป็นกรณีการเลือกตั้งจำลอง ที่ผลคะแนนไม่ได้นำมาใช้ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้
1.ขัดขวางการดำเนินงาน ของ กกต. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากทราบว่าจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสังเกต การณ์ในเรื่องนี้ และบางคนที่มาใช้สิทธิ เลือกตั้งพอมาถึงหน้าหน่วยเลือกตั้งเห็นกล้องในลักษณะถ่ายวิดิโอตั้งอยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีการนำเสนอข่าวว่าจะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้ โดยมีเป้าหมายคือ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว
2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใครเป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย 3.การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรกที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป
กระทบความมั่นคงต่อชาติ
4.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน มีรูปถ่าย และมีหลักฐานอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
5.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน
6.มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการ ที่ประมวลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต และมีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่างๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด การออกเสียงต้องโดยตรงและลับ กำกับทุกขั้นตอนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อทุกฝ่ายโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่มีสองมาตรฐาน เพราะทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง โดย กกต.ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุด
หนุนกกต.ฟ้องพวกป่วน
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ สมาชิกผู้สมัคร สส.กทม. เขต 22 พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า
“ปชต.แพ้ได้ ด้อยค่าไม่ได้ เหมาะสมแล้วครับ.. การฟ้องกลับของกกต.เย็นนี้ สู้กันตามกระบวนการ กับทีมงานฝ่ายค้านและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวม 6 ราย ซึ่งพึ่งมีการฟ้องม.157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กับกกต.ในเช้าวันเดียวกัน
อย่างที่ผมได้เคยให้ความเห็นไว้หากการเลือกตั้งตามปชต.ต้องถูกด้อยค่าวาทกรรม “นับกาก = นับโกง” จากขบวนการสื่อสารที่ตั้งใจบิดข้อมูลเท็จจนปชช.มึนงงหลงโกรธไปด้วย เป็นการทำร้ายประชาธิปไตยทั้งระบบ ไม่งั้นวันหน้าพรรคไหนแพ้งอแง พามวลชนล้มเลือกตั้ง โมฆะท่าเดียว
ท่านจำทฤษฎีสมคบคิดมากมายได้มั้ย.. รูปถ่ายการรวมคะแนนไม่เป็นทางการ, การบวกเลขพลาดจาก humanerror ความผิดพลาดมนุษย์ อาสา กปน.,เฟคนิวส์จำนวนบัตรเขย่งที่ไม่ใช่ 3.2 แสนแต่เป็นบัตรเขียว 37,389 ใบ บัตรชมพู 56,664 ใบ
การเอาภาพจากคูหานึง อย่างถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด (ซึ่งเค้าอธิบายว่าคลุมตั้งแต่ก่อนนับคะแนน เพราะกล้องมองเห็นจุดที่คนกากากบาทในคูหา) ไปใช้แสดงความผิดปกติทั้งประเทศ โดยลืมไปว่าทั้งประเทศมีหน่วยเลือกตั้งถึง 99,487 หน่วย
ที่ตลกสุดคือ QR Code ที่โชว์สรุปว่าเป็นเพียงเลข Serial number ของเล่มใบเลือกตั้ง ไม่ใช่รหัสลับ ย้อนกลับไปส่องคะแนนที่คนลงแต่ละใบได้ แบบที่เซียนอินเตอร์เน็ต พยายามทำทฤษฎีสมคบคิดกันเลอะเทอะวันนี้กกต.เริ่มที่จะไฟว้กลับมีการฟ้อง พ.ร.บ.คอม ม.14 ข้อมูลเท็จกลับ, มาตรา 322เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล, ม.116 ปลุกปั่น ..ไปจนถึงข้อหาอั้งยี่ ซึ่งแฟร์ๆ ในความเห็นผมน่าจะไม่เข้ากรอบขนาดนั้น
เรื่องนี้ว่ากันตามหลักฐานข้อเท็จจริงเลยครับ ลอรี่ เป็นผู้สมัครไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เราสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม ให้ศาลพิพากษาตามจริง.. อย่าให้ความเท็จเป็นใหญ่ อย่าให้ประชาธิปไตยไทยถูกด้อยค่า”
ไม่ขอสู้คดีกับกกต.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ขอโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี
กกต. แจ้งความพลเมือง 6 คน (ผมใช้คำว่าพลเมือง ในขณะที่สื่อใช้คำว่าประชาชน) เป็นพลเมืองที่พยายามค้นคว้าหาความจริง ว่า การลงคะแนนเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นความลับ ตามรธน.มาตรา 85 หรือไม่
ความจริงพลเมืองทั้ง 6 คน ถือเป็นรุ่นน้องผม เพราะผมถูกกกต.แจ้งความมา ตั้งแต่ปี 2562 กรณีวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของกกต. มีน้องๆทั้งอัยการ, ผู้พิพากษา, ทนายความ, ตำรวจ โทรมาให้กำลังใจและแนะนำให้ผมสู้คดีกับกกต.
ผมรับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ใจผม ไม่คิดสู้แล้ว หากไปศาล ผมจะรับสารภาพ และขอให้ศาลพิพากษาไปได้เลย จะจำคุกกี่วัน กี่เดือน ก็ว่าไป
ผมไม่อยากผิดคำพูดกับครอบครัว 13 คดีในการไปศาลในฐานะจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาท ผมชนะคดีหมด แต่คดีที่ 14 นี้ ใจผมไม่คิดสู้ขึ้นมาเฉยๆ เพราะการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสุจริต ทุกอย่างกลับมาที่เดิมหมด และกำลังถอยหลังเสียด้วยซ้ำ
ผมจะรับสารภาพว่า ไม่มีการซื้อเสียงไม่มีการเก็บบัตร/ถ่ายบัตรประชาชน
กกต.ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นผมสำคัญผิดไปเอง บัดนี้ ผมสำนึกผิดในการกระทำแล้วการเลือกตั้งในประเทศนี้ สุจริตและเที่ยงธรรม ประชาชนเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ ไม่มีการซื้อสิทธิ-ขายเสียงขอโอกาสให้ผมกลับตัวเป็นพลเมืองดีเถอะ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี