สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’

รับมือขั้นสูงสุด

ประเมินการสู้รบลากยาว

เปิดแผนอพยพคนไทย

นายกฯถกด่วน สมช.รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางประเมินสถานการณ์ยืดเยื้อแน่ สั่งเตรียมแผนอพยพคนไทยออกจากอิหร่านผ่านชายแดนตุรกี จ่อคุยรัฐบาลอิหร่านให้หลักประกันความปลอดภัย-อำนวยความสะดวก เผย ‘ตร.-ฝ่ายการข่าว’คุมเข้มสถานทูต‘สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน’ พร้อมเฝ้าระวัง นทท.ต่างชาติ ด้านกองทัพไทย ยืนยันยกระดับความพร้อมสูงสุด

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง


เร่งอพยพคนไทยกลับให้เร็วที่สุด

โดยนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องของการช่วยเหลือพลเมืองไทย ที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาตอนนี้ ได้ดําเนินการด้านการทูต โดยเราจะให้การช่วยเหลือทุกรูปแบบ ประชาชนไทยที่อยู่ในอิหร่านก็จะเร่งให้การช่วยเหลือนํากลับประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ส่วนประเทศอื่นๆจะประสานงานผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับ จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

กต.อยากเห็นสันติวิธีแก้ไขปัญหา

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมว่า ประเด็นหลักที่มีการประชุมคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะนี้ที่มีการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอล ต่ออิหร่าน ซึ่งท่าทีของไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงในภูมิภาคของโลก

“เราอยากให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาทางการทูต บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ “นายสีหศักดิ์ ระบุ

เปิดแผนอพยพออกจากอิหร่าน

นอกจากนี้ เรามีความห่วงใยในความปลอดภัยของคนไทย ที่อยู่ในพื้นที่โดยเฉพาะอิหร่าน เพราะมีคนไทยอยู่ 200 กว่าคน ซึ่งสถานทูตไทยในกรุงเตหะราน ได้ติดต่อคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดโดยให้ใช้ความระมัดระวังและให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญ ในการช่วยเหลือคนไทยเดินทางกลับมาประเทศ

“ขณะนี้น่านฟ้าบริเวณดังกล่าวปิดอยู่ ดังนั้นการอพยพคนไทยออกจากอิหร่าน ต้องทำผ่านชายแดนตุรกี และเดินทางกลับโดยเครื่องบิน ซึ่งคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับขณะนี้ 20 คนโดยจะอำนวยความสะดวกด้วยการ เดินทางทางบก โดยใช้รถยนต์ข้ามผ่านชายแดนตุรกี หากมีจำนวนไม่เยอะ ก็ใช้เครื่องบินพาณิชย์” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นอกจากการเดินทางทางบกแล้ว เราอาจจะต้องมีการส่งเครื่องบินไปรับ ซึ่งได้มีการประสานงานกับกองทัพอากาศแล้ว เพราะฉะนั้นในทุกฉากทัศน์เรามีความพร้อม

คนไทยในอิสราเอลขออยู่ต่อ

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงการอพยพคนไทยในอิสราเอลว่าทางอิสราเอลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาได้ และยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับ ซึ่งอิสราเอลให้ความสำคัญกับแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยอย่างดี

ทั้งนี้ ตนห่วงใยสถานการณ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะในดูไบมีคนไทยที่แสดงความจำนงอยากจะกลับพันกว่าคน จะประสานงานผ่านสนามบินที่เมืองมัสกัต ในโอมาน

ส่วนประเทศที่ได้รับการโจมตีจากอิหร่าน ทั้งบาห์เรน จาการ์ตา คูเวต ได้ให้สถานทูตไทยติดต่อแล้วว่าอยากกลับไทยหรือไม่ ผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุดในซาอุฯ

ให้อิหร่านช่วยอำนายความสะดวก

เมื่อถามว่า การอพยพคนไทยจำนวน 20 คนจากอิหร่าน จะดำเนินการเร็วที่สุดได้เมื่อใดนั้น นายสีหศัหดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เกิดสงคราม 12 วัน การเดินทางด้วยรถยนต์ 1,000 กว่ากิโลเมตร ค่อนข้างลำบากและมีด่านต่าง ๆ ซึ่งเราจะดำเนินการทันที แต่ขอให้ประสานกับทางอิหร่านเพื่อให้เขาอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้เกิดความราบรื่น

เมื่อถามว่า จะรับรองความปลอดภัยในการเดินทางจากอิหร่านไปยังตุรกีอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราจะคุยกับฝ่ายอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นมนุษยธรรม และต้องขอให้เขาให้หลักประกันในเรื่องความปลอดภัย

ประเมินสถานการณ์ยืดเยื้อแน่

เมื่อถามว่า ได้ประเมินหรือไม่ว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราประเมินว่าคงจะยืดเยื้อ เพราะเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล คงไม่ใช่เรื่องของการขจัดภัยนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียวและอิหร่านมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติการโต้ตอบไปยังหลายประเทศที่มีฐานทัพอเมริกัน รวมทั้งฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมในประเทศด้วย จึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว

เมื่อถามว่า มีความกังวลเกี่ยวกับสถานทูตไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีการติดต่อกันได้ แม้จะมีสัญญาณขาดการติดต่อเป็นช่วง ๆ แต่เราก็ทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่เป็นห่วงคือ ประชาชนคนไทยต้องเตรียมเสบียงน้ำและอาหารแห้งทั้งหลาย

สมช.สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง

ขณะที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า มติที่ประชุมสมช. วันนี้ 1.ได้มอบหมายให้ทางตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าว ไปติดตามเฝ้าระวัง สถานที่คู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะ สถานที่เอกอัครราชทูต ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว และมีแผนรองรับที่ชัดเจน

และ2.ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้จะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติม และ3.เรื่องสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีการบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง ก็จะมีการติดตามตรวจสอบให้ถูกต้องเหมาะสม

พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นักท่องเที่ยวทั้งอิหร่านและอิสราเอล ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีการดูแลอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เราจะดูแลความปลอดภัยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติประเทศไหนก็ตาม

เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างไร เลขาฯสมช. กล่าว ว่า ที่ประชุม ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการข่าวและทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ไปดำเนินการในเรื่องนี้ ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญ เพราะโซเชียลฯ ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

กองทัพไทยสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด

ส่วน พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากสมช. และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมแผนรองรับวิกฤตการณ์อย่างเต็มรูปแบบ โดย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ และผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมอพยพทันทีที่รัฐบาลสั่งการ

“ยืนยันจุดยืน «เป็นกลาง» ตามนโยบายรัฐบาล โดยยึดถือการปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยบูรณาการร่วมกับเหล่าทัพและกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอากาศยาน เพื่อเริ่มการปฏิบัติการอพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่ง”พล.ต.วิทัย ระบุ

ผบ.ตร.ยกระดับความปลอดภัย

ทางด้านพล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีนายกฯสั่งการเร่งช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยให้ทุกหน่วยพร้อมปฏิบัติการ 24 ชั่วโมงนั้น ทางพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังให้ติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับ ณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีการเดินทางรับคนไทยกลับเข้าประเทศไทย จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการรองรับความแออัดในพื้นที่ท่าอากาศยานในกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยังสั่งการให้ประสานข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ ประเทศสมาชิก องค์การตำรวจสากล หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง และใช้กลไกช่องทางกงสุล ในการประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และให้ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจเฝ้าระวังเข้มพื้นที่เอี่ยวสู้รบ

พล.ต.ต.อัฎธพร วงศ์ศิริปรีดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ได้เฝ้าระวังพื้นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตะวันออกกลาง เช่น สถานทูต ชาบัด โบสถ์ยิว หรือที่พักอาศัยของกลุ่มชาวยิว ตลอดจนมัสยิดชุมชนชาวชีอะห์ สนามบิน พร้อมทั้งคุมเข้มระบบขนส่งมวลชน รวมถึงจุดเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์ และสถานีอโศก อย่างไรก็ตาม การข่าวยังอยู่ในระดับสีเขียว

นอกจากนี้ ได้มอบหน่วยงานเกี่ยวข้องหาข่าว พร้อมทั้งบูรณาการกำลังกับ 191 และสันติบาล เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงทั้ง 3 เป้าหมาย โดยเฉพาะวันที่ 3 มี.ค.จะมีพิธีรำลึกถึงเหยื่อและส่งกำลังใจให้ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่ง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ดูแลพื้นที่เป้าหมาย พร้อมสั่งเพิ่มเติมให้ดูแลบ้านพัก ห้องเช่า ให้สำรวจกล้องวงจรปิดและมุมกล้องแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี พร้อมจัดรถสายตรวจออกตรวจตามวงรอบ และตั้งจุดตรวจเฝ้าระวังเหตุ

ตรีนุช’เผยแรงานไทยขอกลับน้อย

ส่วน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน แถลงถึงผลการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยเรื่องของแรงงานไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์เร่งด่วนในการติดตามแรงงานไทยที่อยู่ในกลุ่มตะวันออกกลางใกล้ชิด ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของประเทศอิสราเอล ประมาณ 60,000 คน เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ในส่วนรัฐบาลอิสราเอลได้ให้การดูแลแรงงานไทยเป็นอย่างดี และยังไม่ได้รับรายงานการขอกลับประเทศไทย โดยสถานการณ์ยังคงต้องประเมินเป็นระยะ

“นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำและแสดงความเป็นห่วง กระทรวงแรงงานได้ประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีที่คนไทยต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศไทยได้ประสานในส่วนของการนำส่งคนไทยกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ “น.ส.ตรีนุช กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top