กรณ์ เสนอ 3 เสาหลัก แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาทอย่างยั่งยืน

กรณ์ เสนอ 3 เสาหลัก แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาทอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

 

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาท 


วันนี้ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm และพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอีกครั้ง หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อ 6 ปีก่อน สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่

คือการเติบโตของโครงสร้าง เขาไม่ได้พึ่งพาเพียงการปลูกผลผลิต แต่พัฒนาไปสู่ระบบครบวงจร ทั้งการตลาด การแปรรูป และการบริหารทรัพยากร จนเกิดความยั่งยืนที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล

ไม่ใช่เพียงความหวัง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพ “มะพร้าว 2 บาท” ก็ยังเกิดขึ้นจริง

ตัวเลขในช่วงปี 2561-2564 มูลค่าส่งออกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มต่อเนื่อง แตะประมาณ 28,000 ล้านบาทในปี 2566 สะท้อนว่าสินค้ายังมีศักยภาพสูง และในปี 2567-2568 ตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพยังมีแนวโน้มขยายตัว

แต่ราคาหน้าสวนบางช่วงกลับเหลือเพียง 2-3 บาท ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 บาท และราคาปลายทางสูงกว่านั้นหลายเท่า นี่จึงไม่ใช่คำถามว่าสินค้าขายไม่ได้ แต่เป็นคำถามว่า “มูลค่าถูกกระจายอย่างไร”

เมื่อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง จะเห็นชัดว่าอำนาจต่อรองกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่กลางน้ำ ขณะที่เกษตรกรขายแบบต่างคนต่างขาย ระบบล้งทำหน้าที่รวบรวมและส่งออก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ แต่เมื่อผู้

ซื้อกระจุกตัวและเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง ความผันผวนของราคาจึงตกกลับมาที่ต้นทางก่อนเสมอ

ที่ผ่านมาเราใช้มาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่แก้โครงสร้าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ Aromatic Farm พยายามออกแบบคำตอบในระดับ “โมเดลธุรกิจ” ผ่าน 3 เสาหลัก คือ People, Planet และ Profit โดยมี Sustainability เป็นแกนกลาง บนปรัชญาเศรษฐกิจพอ

เพียง และทั้งสามเสาไม่ได้แยกจากกัน แต่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว

Aromatic Farm มีสวนของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่รับซื้อมะพร้าวจากสวนของสมาชิก ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เขาทำได้เพราะเขามีช่องทางการตลาดของเขาเอง นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

แต่หัวใจของกิจการของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้สุดท้ายไม่หนีมาตรฐานคุณภาพผลผลิตที่ผ่านการดูแลและคัดกรองเป็นอย่างดี ผนวกกับการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพ 

โมเดลนี้จึงไม่ได้แก้ปัญหาราคาเพียงระยะสั้น แต่ลดความเปราะบางของระบบในระยะยาว

ผมเคยเห็นตัวอย่างในนิวซีแลนด์ อุตสาหกรรมนมที่เคยกระจัดกระจาย ถูกควบรวมจนเกิด Fonterra ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้ถือหุ้น และเป็นเจ้าของห่วงโซ่มูลค่าของตนเอง นี่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะพยุงราคาอย่างไรในปีนี้ แต่คือเราจะออกแบบอุตสาหกรรมอย่างไรสำหรับสิบปีข้างหน้า

ผมจึงขอฝากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างจริงจัง สนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกร  วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใส กำกับระบบล้งให้เป็นธรรม และสร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้า

ถึงได้โดยตรง

เพราะหากเรากล้าปรับโครงสร้าง มะพร้าวไทยจะไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร แต่จะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผมหวังว่าแนวคิดที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนครับ ถ้าปล่อยไว้นานสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือผลผลิตลดลงเพราะเกษตรกรไม่เหลือทุนในการบำรุงรักษาต้นและดิน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top