วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
การจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้ง มักตามมาด้วยกระแสอคติอยู่เสมอ โดยเฉพาะทันทีที่มีชื่อทายาทนักการเมืองปรากฏขึ้น สังคมไทยจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะสวมบทผู้พิพากษาทันที รีบตีตราล่วงหน้าว่านี่คือการสืบทอดอำนาจของทายาททางการเมือง
การโจมตีคนเพียงเพราะนามสกุล จึงกลายเป็นกระแสที่ทำกันจนลืมทั้งมารยาทและเหตุผล เรากำลังติดอยู่ในกับดักของการตรวจสอบแบบบิดเบี้ยว คือการตั้งสมมติฐานล่วงหน้าไปก่อนว่า ใครก็ตามที่เกิดในตระกูลการเมืองย่อมต้องเป็นคนไร้ความสามารถ และอยู่ได้เพราะบารมีครอบครัว
ตรรกะแบบนี้ไม่ได้ทำให้สังคมดูตื่นรู้มากขึ้นเลย ตรงกันข้าม มันสะท้อนวิธีคิดที่รีบลดทอนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพียงเพราะเขาเกิดมาในบ้านที่มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น
เมื่อสังคมตัดสินคนจากสายเลือดก่อนจะได้เห็นการทำงานจริง กำแพงก็ถูกสร้างขึ้นทันที และกำแพงนั้นเองที่ขวางกั้นคนที่อาจมีความพร้อมในการบริหารประเทศมากที่สุด เพียงเพราะความรู้สึกส่วนตัวของสังคม ตราบาปจึงถูกเขียนใส่ตัวบุคคลตั้งแต่เขายังไม่ได้เริ่มพิสูจน์อะไรเลย
ถ้ามองโลกตามความเป็นจริง การเติบโตในบ้านนักการเมือง คือการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงที่ไม่มีอยู่ในหลักสูตรปริญญาที่ไหนในโลก
ในขณะที่บางคนต้องเรียนรู้ผ่านตำรา ทายาทเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับภาพของการเจรจาต่อรองทางอำนาจ เห็นการจัดการความขัดแย้ง เห็นแรงกดดันจากประชาชน และเห็นการทำงานของระบบราชการมาตั้งแต่จำความได้
ประสบการณ์ที่ซึมซับผ่านชีวิตแบบนี้คือปัญญาจากภาคปฏิบัติ เป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้คนบางคนไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในวันที่ต้องรับผิดชอบงานระดับกระทรวง งานที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำ
การมองต้นทุนแบบนี้ว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่น่ารังเกียจ จึงสะท้อนการมองโลกที่ไม่เข้าใจกลไกของการบริหารจริง เพราะในโลกของการทำงานระดับประเทศ ความต่อเนื่องของประสบการณ์ และสัญชาตญาณทางการเมือง คือเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนงาน
ที่น่าสนใจคือ สังคมไทยมีมาตรฐานที่ลักลั่นอย่างน่าประหลาด
เราชื่นชมทายาทธุรกิจที่ขึ้นมารับไม้ต่อในอาณาจักรหมื่นล้าน เรียกพวกเขาว่า “คนรุ่นใหม่ไฟแรง” และยกย่องว่าเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จของครอบครัว
แต่พอเป็นทายาททางการเมืองที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในรัฐ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นผลผลิตของการสืบทอดอำนาจทันที
ทำไมการสืบทอดความสามารถทางธุรกิจจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่การสืบทอดประสบการณ์ทางการเมืองกลับถูกตีความว่าเป็นความผิด
ความจริงแล้ว ทายาทนักการเมืองก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เขามีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตตามทักษะและสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา การที่ใครคนหนึ่งรวยหรือมีนามสกุลดัง ไม่ใช่อาชญากรรม และไม่ควรถูกใช้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต
การจับผิดเฉพาะเรื่องชาติตระกูล จึงไม่ใช่การตรวจสอบที่เข้มข้น หากเป็นเพียงอคติที่สังคมเขียนกำกับตัวบุคคลไว้ล่วงหน้า ทั้งที่เขายังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ
หน้าที่ของสังคมคือการตรวจสอบการทำงาน ไม่ใช่การกักขังโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่ม การตะแบงด่าเรื่องนามสกุลไปวัน ๆ ไม่ได้ช่วยให้ประเทศได้คนเก่งขึ้นมาบริหารประเทศ
ถ้าบุคคลคนหนึ่งมีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย และมีประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมมาทั้งชีวิต สิ่งที่สังคมควรทำคือเปิดพื้นที่ให้เขาพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริง มากกว่าจะไปขุดคุ้ยรากเหง้าเพื่อหาความชอบธรรมในการเกลียดชัง
คำว่า “สืบทอดอำนาจ” จึงถูกหยิบมาใช้เป็นตรรกะตัดสินคนรุ่นใหม่ทันทีที่นามสกุลของเขาปรากฏขึ้น ทั้งที่ในการเมืองมีเครื่องมือวัดที่ชัดเจนกว่านั้นอยู่แล้ว นั่นก็คือผลงาน
เพราะในสนามการทำงานจริง ไม่มีนามสกุลใดช่วยให้ใครยืนอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดไป หากทำงานไม่ได้เรื่อง ผลงานจะเป็นผู้ตัดสินเขาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่สังคมควรจับตามองจึงไม่ใช่สายเลือดของนักการเมือง แต่คือความคิด วิธีแก้ปัญหา และผลลัพธ์ของการทำงาน
ประเทศไม่ได้เดินหน้าหรือถอยหลังตามนามสกุลของใคร ประเทศเดินหน้าตามคุณภาพของการบริหารที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี