วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการถกเถียงแทบทุกวัน เสียงวิจารณ์ต่อบุคคลสาธารณะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อนักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดจากตะวันออกกลาง ระหว่างการแสดงความเห็นในรายการหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อรัฐมนตรีรุ่นใหม่ว่า
“ไม่หวัง จะไปหวังได้ไง มานั่งเป็นรัฐมนตรี อย่างลูกเนวิน ถามจริงทำอะไรเป็น หรือซาบีดา ก็โชว์เป็นภาพลักษณ์ได้ แต่อย่างอื่นก็ไม่แน่ใจ”
คำพูดดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมทันที เพราะการตั้งข้อสังเกตไม่ได้มุ่งไปที่บทบาทหน้าที่ของตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่โยงไปถึงภูมิหลังทางการเมืองของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง
ในสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนมีสิทธิวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
ปัญหาอยู่ที่จุดตั้งต้นของการวิจารณ์ เมื่อคำถามเริ่มต้นจาก “ตระกูล” หรือ “นามสกุล” การถกเถียงทางการเมืองก็เลื่อนไปจากบทบาทหน้าที่ของตำแหน่ง ไปสู่เรื่องชาติกำเนิดที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นผู้เลือกตั้งแต่ต้น
แนวคิดเสรีนิยมย้ำมาตลอดว่า การประเมินบุคคลควรตั้งอยู่บนการกระทำและความรับผิดชอบ มากกว่าปัจจัยทางชาติกำเนิด แต่คำวิจารณ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “ลูกเนวิน” กลับพาความสนใจไปสู่สิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นผู้เลือก
การเมืองจึงไม่ควรถูกตัดสินจากคำถามว่าใครเป็นลูกของใคร หากควรถูกพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของคนเหล่านั้นในตำแหน่ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พิชายปรากฏตัวในสื่อและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ในฐานะนักวิชาการที่วิพากษ์โครงสร้างการเมืองแบบเก่า
ท่าทีทางความคิดของเขามักใกล้เคียงกับกลุ่มการเมืองที่นิยามตนเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะการวิจารณ์แนวคิดของกลุ่มอนุรักษนิยม และการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย
ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักวิชาการสายเสรีนิยมที่ยืนอยู่ฝั่งการเมืองแบบก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์ล่าสุดกลับเริ่มต้นจากภูมิหลังของบุคคล มากกว่าการพิจารณาบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งรัฐมนตรี
คำพูดที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “ลูกเนวิน” ทำให้จุดสนใจของการถกเถียงเลื่อนไปอยู่ที่นามสกุล มากกว่านโยบายหรือบทบาทของตำแหน่ง
การเมืองสมัยใหม่พยายามลดบทบาทของการตัดสินบุคคลจากปัจจัยเหล่านี้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวเลือก
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ นักวิชาการที่วิพากษ์การเมืองแบบตระกูลมาตลอด กลับเริ่มต้นคำวิจารณ์ของตนเองด้วยคำว่า “ลูกเนวิน”
ข้อถกเถียงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่านักการเมืองรุ่นใหม่เก่งหรือไม่เก่ง หลายคนเพิ่งเริ่มต้นทำหน้าที่ และยังอยู่ในช่วงเวลาของการเรียนรู้บทบาททางการเมือง
สิ่งที่เห็นชัดคือการวิจารณ์ที่พุ่งไปยังภูมิหลังของบุคคลตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงความสามารถของคนรุ่นใหม่เข้ากับตระกูลทางการเมือง
ในความเป็นจริง แนวคิดอนุรักษนิยมไม่ได้หมายถึงความล้าหลัง หากเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของสังคม การรักษาโครงสร้างหลักของประเทศ และสถาบันที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวของประชาชน
แนวคิดดังกล่าวมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองควรเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้สังคมสูญเสียเสถียรภาพหรือรากฐานที่ค้ำจุนระบบการเมืองมาเป็นเวลานาน
การนำชาติกำเนิดมาเป็นเกณฑ์ตัดสินคนไม่ใช่หลักคิดของเสรีนิยม หากเป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่าที่ถูกวิจารณ์มานานในการเมืองไทย
เมื่อการเมืองถูกมองผ่านนามสกุลก่อนบทบาทหน้าที่ วิธีคิดเช่นนี้ก็ทำให้การเมืองถอยกลับไปสู่จุดเดิมที่หลายฝ่ายเคยวิพากษ์วิจารณ์
ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ความก้าวหน้าอย่างที่กล่าวอ้าง หากเป็นการเมืองที่ยังมองคนผ่านสายเลือดมากกว่าหน้าที่
และนั่นเองที่ทำให้คำวิจารณ์ครั้งนี้สะท้อนความย้อนแย้งของนักวิชาการที่ประกาศตนอยู่ฝ่ายเสรีนิยม แต่คำวิจารณ์กลับเริ่มต้นจากสิ่งที่เสรีนิยมพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด นั่นคือ การตัดสินคนผ่านนามสกุลก่อนบทบาทหน้าที่.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี