ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ มักถูกจดจำในฐานะขุนพลคู่ใจของตระกูลชิดชอบแห่งบุรีรัมย์ แต่ในวันนี้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์ส่งชื่อเขาสู้ศึกเลือกตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 นี้
นาย โสภณ ซารัมย์ หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า ตุ๋ง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เขาเป็นบุตรของ นายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนัน และนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ
.jpg)
ซึ่งชีวิตในวัยเรียนของโสภณไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงชีวิตนักศึกษานี่เองที่เป็นที่มาของฉายา โส ซาเล้ง เนื่องจากเขาต้องสู้ชีวิตถีบรถซาเล้งรับจ้างเพื่อหารายได้เสริมส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเรียนจบและเริ่มต้นอาชีพรับราชการครู หลังฝ่าฟันอุปสรรคจนเรียนจบครุศาสตร์ โสภณเลือกบรรจุเป็น ครูประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูประชาบาล เขาเลือกกลับมาทำงานในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารของบ้านเกิดอย่างลำปลายมาศ ในยุคที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงและถนนหนทางยังเป็นดินแดง สำหรับคนในพื้นที่ เขาคือ ครูตุ๋ง ครูบ้านนอกผู้ใช้เวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตราชการ คลุกคลีอยู่กับฝุ่นและแดดในโรงเรียนประถมขนาดเล็กที่ห่างไกลความเจริญ การเป็นครูของเขาในตอนนั้นจึงไม่ใช่แค่การยืนหน้ากระดานดำ แต่คือการเป็นนักพัฒนาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านสร้างโรงเรียน ขุดบ่อน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ลูกศิษย์ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเกษตรกรยากจน
ด้วยความเป็นคนใจกว้างและรักพวกพ้องตามสไตล์คนบุรีรัมย์ ครูโสภณในขณะนั้นจึงกลายเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้านในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องกฎหมายพื้นฐาน การเกษตร ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยปัญหาในชุมชน ความผูกพันที่เขามีต่อชาวบ้านไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบข้าราชการกับประชาชน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบญาติมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจริง ๆ ความเป็นครูที่เข้าถึงง่ายและไม่ลืมรากเหง้า นี้เองที่ทำให้บารมีของเขาสะสมมาตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง
.jpg)
และประสบการณ์การเห็นเด็กขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา เห็นครูในชนบททำงานอย่างโดดเดี่ยว ทำให้เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สภาฯ เขาจึงมักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานด้านการศึกษาเสมอ ทั้งการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร หลายสมัย ซึ่งเขามักจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมของครูบ้านนอกและกองทุนการศึกษา เพราะเขารู้ดีว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตเด็กยากจนให้กลายเป็นรัฐมนตรีได้ เหมือนที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว
ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งในปี 2544 นายโสภณรับราชการครูอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากตำแหน่งครูตัวเล็ก ๆ ในโรงเรียนประถมถิ่นทุรกันดารที่อำเภอลำปลายมาศ จิตวิญญาณความเป็นครูบ้านนอกที่ต้องแบกรับทั้งภาระการสอนและงานพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านในยามลำบาก คือเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงรากหญ้าได้ลึกที่สุด การทำงานท่ามกลางปัญหาความยากจนมาตลอดชีวิตราชการครูคือต้นทุนชีวิตที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมบทบาทของเขาในสภาฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาและคุณภาพชีวิตครูอย่างไม่เคยเปลี่ยน

โสภณ ซารัมย์ ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัวในปี 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ ครั้งแรกในนาม พรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายสู่ พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 และ พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 ตามลำดับ และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองและการยุบพรรคพลังประชาชน โสภณในฐานะคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายเข้าสังกัด พรรคภูมิใจไทย และกลายเป็นกำลังหลักของพรรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 เจ้าตัวก็ยังเคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว
ฉายา โส ซาเล้ง กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางในปี 2552 ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อถูกนักข่าวซักถามเรื่องรถไฟตกรางในภาคใต้ ซึ่งเขาตอบด้วยอารมณ์ขันและถ่อมตัวว่าเรื่องรถไฟอาจไม่สัดทัดเท่าเรื่องถีบซาเล้ง นอกจากนี้ เขายังเคยผ่านบทพิสูจน์สำคัญในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2553 กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเขาสามารถฝ่ามรสุมมาได้ด้วยคะแนนไว้วางใจ 234 เสียง
.jpg)
บนเส้นทางถนนแห่งความรักของ โสภณ ซารัมย์ เขาได้สมรสกับ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ และสร้างรากฐานครอบครัวจนมีทายาทร่วมกัน 3 คน คือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง), น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ (ลูกตั๊ก) และ นายปวริศร์ ซารัมย์ (ลูกต้อ) ซึ่งดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างไม่คาดฝัน เมื่อข่าวคราวความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ซัดเข้าหาครอบครัวในปี 2560
และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการจากไปอย่างกะทันหันของบุตรชายคนโต นายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ สจ.เติ้ง ดาวรุ่งทางการเมืองของบุรีรัมย์ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ความโศกเศร้าในครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โสภณตัดสินใจเปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง ด้วยการก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) ขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นลูกชายให้คงอยู่ตลอดไป
.jpg)
ในขณะที่พี่ชายคนโตล่วงลับไป ทายาทอีก 2 คนที่เหลืออยู่ก็ได้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนงานอย่างแข็งขันแทนพี่ชาย เพื่อประคับประคองทั้งงานราษฎร์และงานหลวงของตระกูลซารัมย์ โดยมี น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ หรือ ลูกตั๊ก บุตรสาวเพียงคนเดียวผู้เปรียบเสมือนลมใต้ปีกของบ้าน เธอคือทายาทหญิงที่เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการงานเบื้องหลังทั้งหมด แม้จะไม่ได้ก้าวลงสู่สนามเลือกตั้งท่ามกลางสปอตไลท์เหมือนคุณพ่อ แต่ลูกตั๊กคือคนดูแลความเรียบร้อยของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ อย่างใกล้ชิด พร้อมควบตำแหน่งบริหารธุรกิจของครอบครัว เธอจะปรากฏตัวเคียงข้างนายโสภณในทุกงานสังคมและกิจกรรมการกุศล ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และดูแลภาพลักษณ์ของตระกูลซารัมย์ให้สง่างามเสมอ ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานการเมืองระดับประเทศได้อย่างไร้กังวล
ส่วนน้องคนเล็กอย่าง นายปวริศร์ ซารัมย์ หรือ ลูกต้อ ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นเพื่อรับไม้ต่อและเดินตามรอยเท้าของพี่ชายที่จากไป ปัจจุบันลูกต้อดำรงตำแหน่ง สจ.บุรีรัมย์ เขตอำเภอลำปลายมาศ โดยใช้บทบาทนี้เป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน พร้อมกับเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ในระดับชุมชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มคนยากไร้และผู้เปราะบางตามความตั้งใจดั้งเดิมของครอบครัวซารัมย์อย่างแท้จริง

หลังจากห่างหายจากตำแหน่งฝ่ายบริหารไปนาน ในวันที่ 19 กันยายน 2568 โสภณกลับมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่ล่าสุดในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเขาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาคนที่ 1
การสู้ศึกทางการเมืองของโสภณในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดตประธานสภาฯ จึงมีกำลังใจสำคัญมาจากทายาทที่เหลืออยู่ทั้งสองคน รวมถึงแรงผลักดันจากเจตนารมณ์ของบุตรชายคนโตที่ฝากไว้ผ่านงานมูลนิธิฯ ทำให้ก้าวย่างของ โสภณ ซารัมย์ ในวัย 67 ปี ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก bhumjaithai.com, เฟซบุ๊ก ครูโสภณ ซารัมย์, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์(ลูกเติ้ง)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี