533.jpg
ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.53 น.

"ดร.ณัฏฐ์"ชี้กรณี"วาโย"ปชน. เล็งยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ปมแก้ไขมาตรา 112 กระทบพระมหากษัตริย์-ความรู้สึกประชาชน เป็นเรื่องร้ายแรง

1 เมษายน 2569 สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อฟ้องกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล โดยมีจำนวน สส.10 คน พรรคประชาชน ถูกกล่าวหาด้วย ต่อมา นายวาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรค และถูกกล่าวหาด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านอ้างว่า กระทบต่อผู้นำฝ่ายค้านและไม่เปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีจาก ป.ป.ช.นั้น


ล่าสุด "ดร.ณัฎฐ์" หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ระบุว่า ปกติในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง ต้องแนบรายละเอียดว่า จำเลยหรือผู้ถูกร้องรายใด ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพื่อเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์หรือผู้ร้อง

ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตรงนี้เป็น "ปัญหาข้อกฎหมาย" ที่ได้บัญญัติไว้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง

แม้ ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง จะไม่มีคำขอหรือไม่ก็ตาม ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นเด็ดขาด เว้นแต่เป็นดุลพินิจของศาลเป็นอย่างอื่น

ในชั้นตรวจฟ้อง ก่อนประทับรับฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์หรือผู้ร้องเท่านั้น กฎหมายให้อำนาจฟ้องลับหลังจำเลยได้ หากศาลมีคำสั่งประทับรับคำฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งอดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช.ฟ้อง ตกเป็นจำเลยหรือผู้ถูกร้องทันที

กรณี นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน และตกเป็นหนี่งในผู้ถูกร้องหรือจำเลยด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านจำนวน 3 คำร้องนั้น เพื่อให้ตนเอง , นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง สส.พรรคประชาชน อื่น รวม 10 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยอ้างว่า กระทบต่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นสิทธิของจำเลยหรือผู้ถูกร้อง

แต่ปัญหาว่า คำคัดค้านที่นายวาโย ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น เฉพาะเนื้อหาเพียงส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ สส.ของฝ่ายค้าน เป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักเบา หากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างต่อสู้คดี เป็นเพียงถูกระทบสิทธิในการทำหน้าที่ สส.อาจถูกตัดสิทธิบางประการชั่วคราว ในระหว่างพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีจริยธรรมร้ายแรง ปมการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการลดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ กระทบโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่า "เป็นภัยร้ายแรง"

พูดภาษาชาวบ้าน คือ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นภัยร้ายแรงในระบอบการปกครองประเทศ แม้จะอ้างว่า ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เกินขอบเขตอำนาจ หากเป็นโทษในอดีต ต้องถูกประหารชีวิต 7 ชั่วโคตร

กลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 วรรคหนึ่ง ให้พรรคการเมืองที่มี สส.มากสุด เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่กฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรคเปิดช่องให้พรรคการเมืองสามารถปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้ หากมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

ส่วนที่อ้างว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน หากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะถูกกระทบสิทธิ นั้น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ศิริกัญญา ไม่แน่จะมีหรือไม่ เพราะเพิ่มมีคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงเป็นการคาดคะเน แม้กลไกลรัฐธรรมนูญมาตรา 159 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรายชื่อที่ได้แจ้งไว้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 หาก น.ส.ศิริกัญญา จะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตข้างหน้า ต้องไปพิสูจน์ตนเองก่อนในกระบวนการยุติธรรม เพราะข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่ ป.ป.ช.ฟ้อง ถือเป็นคุณสมบัติโดยตรงของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเพิ่งจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ จึงไม่แน่นอนว่า พรรคประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะมีสถานะเป็นฝ่ายค้านและรวบรวมเสียงข้างมากไม้ได้

ส่วนคำร้องที่นายวาโย อ้างว่า ในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. และไม่รับฟังพยานหลักฐานฝ่ายตนเอง ขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. เป็นการยกข้อกล่าวอ้างว่า การไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ให้อำนาจ ป.ป.ช.ใช้ระบบไต่สวนและรับฟังพยานหลักฐาน ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช.ประกอบ ระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปิดช่องให้เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ข้อกล่าวอ้างนายวาโย ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่เปิดโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ นายวาโย กับพวก ย่อมนำพยานหลักฐานที่ตนอ้างว่า ไม่ได้เข้าสู่สำนวนชั้น ป.ป.ช. อ้างอิงและนำสืบหักล้างในภายหลังได้ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้

คำคัดค้านโต้แย้งว่า ป.ป.ช.กระทำฝ่าฝืนระเบียบฯ ก็ดี หรือมี ป.ป.ช.ที่พัวพันสินบนทองคำไต่สวน ก็ดี ล้วนไม่ทำให้กระบวนการไต่สวน ป.ป.ช.เสียไป ทำให้เกิดอำนาจฟ้อง แตกต่างจากคดีอาญา ที่ดำเนินคดีผ่านพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนไม่ชอบ ย่อมไม่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิอาญามาตรา 120

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top