วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ เกณฑ์คำนวณ “คณะ กมธ.” ในสภาผู้แทนราษฎร คำนวณจาก จำนวน สส. แต่ละพรรคการเมือง ส่วน ปธ.กมธ.แต่ละคณะ แต่ละพรรคการมือง เป็นการคัดเลือกกันเอง
วันที่ 30 เมษายน 2569 กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบ่งโควตาตามจำนวนและที่นั่งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น
.jpg)
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภา แบ่งโครงสร้างอำนาจระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แยกต่างหากจากกัน โดยมีอิสระและตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยระบบรัฐสภาของไทย ถือ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เป็นใหญ่ เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามหลักที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ปรากฏชัด ใน มาตรา 1 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475
โดยระบบการปกครองแบบไฮบริดของไทย ในรูปแบบ 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง ระบอบประชาธิปไตย โดยใช้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ส่วนที่สอง พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคหนึ่ง เมื่อนำสองส่วนมารวมกัน ในการปกครองประเทศตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 ถึงปัจจุบัน ที่เรียกว่า “ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมาก เมื่อผ่านการเลือกตั้ง ได้ สส.เข้าสู่สภา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน ที่เรียกว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หลังรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้ระบบไฮบริด 2 ระบบ ได้แก่ “สส.เขต” และ “สส.บัญชีรายชื่อ” เพื่อทำหน้าที่แทนของประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา ในระบบรัฐสภา ในระบบรัฐสภา เรียกว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ”
พูดภาษาชาวบ้าน คือ ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ การเลือกตั้งผ่านระบบตัวแทน ทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ โดยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยใช้กลไกรัฐธรรมนูญโดยการใช้อำนาจอธิปไตยของราษฎรทั้งหลาย ผ่านการเลือกตั้ง บางครั้ง เรียกว่า “ประชาธิปไตย 3 นาที” เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง โดยวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในการเลือกตั้งโดยใช้วิธีแปลงเสียงคะแนนทั้งหมด หากใครได้คะแนนสูงสุด ถือเป็นตัวแทน เพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทน เป็นปากเป็นเสียงแทนราษฎร โดยมีวาระเพียง 4 ปี หากไม่เข้าท่า ก็เปลี่ยนคนใหม่ ผ่านการเลือกตั้งในรอบถัดไป
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
กลไกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ มีที่มาจาก 2 ส่วน ผ่านการเลือกตั้ง คือ สส. อีกส่วนหนึ่งมาจาก สว.ในการทำหน้าที่ สส.และ สว.จะมีอำนาจและหน้าที่ทั่วไปแล้ว กลไกรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ สส.และ สว.มีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็น กมธ.และมีอำนาจเลือกบุคคลที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกตั้งเป็น กมธ.วิสามัญหรือ กมธ.ร่วม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 137 เพื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆและรายงานให้สภาทราบ ตามระยะเวลาที่สภากำหนด
โดยอำนาจ กมธ.เป็นอำนาจเฉพาะตัว โดยรัฐธรรมนูญห้ามเด็ดขาด ในการสอบข้อเท็จจริง คณะ กมธ.จะมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลใด กระทำแทนไม่ได้
กลไกรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ กมธ.มีอำนาจเรียกพยานเอกสาร เรียกพยานบุคคลในเรื่องที่ศึกษาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่ก็ได้ แต่มิให้บังคับกับผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ใช้อำนาจตุลาการเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ รวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคหก ให้ กมธ.ทั้ง สส.และ สว.เปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดำเนินการ รายงานการสอบข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณี ของ กมธ.ให้ประชาชนทราบ เว้นแต่ สส.หรือ สว.มีมติไม่เปิดเผย
โดย กมธ.มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง โดยนำรัฐธรรมนูญมาตรา 124 นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม การกล่าวถ้อยคำในการประชุม กมธ.จะฟ้องร้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไม่ได้
วิธีการจัดสรรปันส่วนฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปตามหลักเกณฑ์จัดสรรปันส่วน โดยคำคำนวณมาจากฐานยอดจำนวน สส.แต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง มาคำนวณอัตราสัดส่วนจากจำนวน กมธ.ทั้งหมด (เช่น มีจำนวน 35 คณะ) มาเป็นจำนวน คณะ กมธ.ให้แก่พรรคการเมือง ของแต่ละพรรคการเมือง โดยการเลือกคณะ กมธ.ด้านต่างๆ อยู่ที่ตกลงกัน ส่วนการเลือกประธาน กมธ.แต่ละคณะที่ได้รับ เป็นสิทธิของแต่ละพรรคการเมืองจะคัดเลือกกันเอง
ทั้ง สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซี่งเป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญในการจัดสรรจำนวน กมธ.แต่ละคณะ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคแปด บัญญัติให้ กมธ.สามัญ ตั้งมาจาก สส.ทั้งหมด ต้องมีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวน สส.ของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
ในการทำหน้าที่ กมธ.สส.ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วน สว.เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสมาชิกวุฒิสภา
โดยกลไก เครื่องในการทำงานของ กมธ.ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยอำนาจ ตาม พรบ.อำนาจเรียก ตาม พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568 ใช้ในการเรียกพยานเอกสาร พยานบุคคล ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ
เหตุที่ออกแบบ กมธ.เป็นคณะต่างๆ เพื่อกำหนดกลไกให้ทำหน้าที่เฉพาะ มิได้หมายความว่า เมื่อได้ทำหน้าที่ กมธ.คณะหนึ่งแล้ว เพื่อนำ กมธ.ที่ตนประจำ นำไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ที่มิได้ควรโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ประกอบมาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) กำกับควบคุมจริยธรรมอีกชั้นหนึ่งและเป็นอำนาจไต่สวนของ ปปช. โดยมีมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจการเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง ให้รวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรีด้วย ทั้ง สส.หรือ สว.ยังมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ตามบทนิยาม มาตรา 4 แห่ง พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 อีกด้วย
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารมิให้ใช้อำนาจเหลิงอำนาจ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพราะประเทศไทยปกครองโดยใช้กฎหมายควบคุมในการใช้อำนาจที่เรียกว่า "ระบบนิติรัฐ"
ส่วนที่ถามว่า การแต่งกายของนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ใส่ชุดเดรสในการเข้าประชุมสภา มีความเห็นอย่างไร มีความเหมาะสมหรือไม่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า การแต่งกายของ สส. ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ อย่าเดินเปลือยล่อนจ้อนเข้ามาประชุมสภาก็พอ ส่วนการสวมชุดเดรสของ สส.หญิง ถือเป็นเพียงสีสันทางการเมือง ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ ตนไม่ขออกความเห็นเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว มิใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี