วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
ฝ่ายค้านสบช่องจัดทัพ
ซ้อมซักฟอก
ชำแหละนโยบายรัฐบาล
ขยี้วิกฤตพลังงาน-ฝุ่นพิษ
เคาะถกนโยบายรัฐบาล 9-10 เมษายนนี้ อภิปราย 32 ชม.ครึ่ง “ฝ่ายค้าน ได้ถล่ม 14ชม.ครึ่ง ขณะที่ซีกรัฐบาล 5 ชั่วโมงครึ่ง ส่วน สว.ได้4ชม. วิปวุฒิฯเผย 70 สว.ลงชื่ออภิปราย ‘ฝ่ายค้าน’จ้องรุมถล่มวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมัน-ฝุ่นพิษ-รับมือสินค้า-ปัญหาเศรษฐกิจ ‘เท้ง’ลั่น’พอแล้วไม่ไหวแล้ว’นำทีม 20 สส.ปชน.ชำแหละ ‘กล้าธรรม’ลุยเต็มที่ ไม่มีออมมือ ลุ้นระทึก9เม.ย.นี้!ป.ป.ช.ยื่นคำร้องศาลฎีกา คดี44อดีตสส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ไขม.112หากครบถ้วนสมบูรณ์
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันระหว่างประธานรัฐสภา ตัวแทนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตัวแทนสว.และตัวแทนสมาชิกสส.ทุกพรรคการเมืองเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เกี่ยวกับเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ และการจัดสรรเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้
เคาะถกนโยบายฯ2วัน32ชม.ครึ่ง
ภายหลังประชุม นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่ประธานวิปรัฐบาล แถลงผลการประชุมว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลจะใช้เวลาอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง 30 นาที แบ่งเป็น เวลาของประธานในที่ประชุม จำนวน 1 ชั่วโมง 30 นาที เวลาของนายกรัฐมนตรีที่จะแถลงนโยบาย จำนวน 1 ชั่วโมง 30 นาที เวลาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชี้แจง 6 ชั่วโมง เวลาของสว. 4 ชั่วโมง เวลาสส.พรรคร่วมรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30นาที และ เวลาสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที โดยการประชุมในวันที่ 9 เม.ย.จะเริ่มประชุม 08.30-02.00น. ส่วนวันที่ 10 เม.ย. 08.00-23.00 น.
“ที่ประชุมได้หารือและตกลงร่วมกันว่าควรให้เวลาที่มากพอสำหรับการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลขณะเดียวกันต้องให้เวลา ครม.ได้ชี้แจงและอธิบายเนื้อหาของนโยบายที่แถลงไว้เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจรายละเอียด นอกจากนั้นแล้วประธานสภาฯ ยังกังวลต่อการประท้วงในที่ประชุม จึงกำชับให้แต่ละฝ่ายควบคุม ทั้งนี้เพื่อให้สามารถใช้เวลาประชุมสภาฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย”นายกรวีร์ กล่าว
กำชับทุกฝ่ายต้องควบคุมเวลา
เมื่อถามว่าการจัดสรรเวลาที่ออกมานั้นฝ่ายค้านเห็นด้วยหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ฝ่ายค้านตกลงในเวลาที่ได้จัดสรร เพราะทุกครั้งที่ผ่านมาเวลาที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น 29 ชั่วโมงหรือ 30 ชั่วโมง ถึงเวลาจริงก็เกินเวลามาทุกครั้ง ทั้งนี้ กรอบเวลาที่กำหนดมาแทบจะเกินเวลาแล้วหากมากไปกว่านี้คงจะไม่ไหวฉะนั้น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเวลาที่แต่ละฝ่ายได้ไป ก็ไปควบคุมเวลาของฝ่ายตัวเองเพื่อไม่ให้เกินเวลา ทำให้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมีประสิทธิภาพสูงสุดใช้เวลาของสภาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เมื่อถามว่าประธานสภาฯได้กำชับเรื่องความเรียบร้อยในการประชุมอย่างไรบ้าง นายกรวีร์ กล่าวว่า ประธานได้แสดงความเป็นห่วง จึงได้ย้ำถึงเนื้อหาสาระที่จะอภิปราย รวมถึงช่วงเวลาการประท้วงต่าง ๆ ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อยู่ในกรอบการอภิปราย เพราะถ้าเกิดการประท้วง เวลาที่แต่ละฝ่ายประท้วงก็จะหักของฝั่งนั้น ซึ่งตนคิดว่าเพื่อนสมาชิก อยากเห็นการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายทั้ง ครม. รัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึง สว. เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากที่สุด
วิปวุฒิฯเผย70สว.ลงชื่ออภิปราย
ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมว่าวุฒิสภาได้รับการจัดสรรเวลาเหมือนเดิม 4 ชั่วโมง หลังจากเรียกร้องขอเพิ่มเติม เนื่องจากมี สว. ลงชื่ออภิปรายถึง 70 คน เบื้องต้น เตรียมที่จะนัดประชุมวิปวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้(8เม.ย.) เพื่อกำหนดประเด็นและจำนวนผู้อภิปราย เพื่อตกลงว่าควรลดความซ้ำซ้อนในประเด็นอภิปราย ให้มีเวลาการอภิปรายเพิ่มขึ้นจะได้เนื้อหาสาระทั้งนี้ เชื่อว่าการประชุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากทุกฝ่ายยึดระเบียบกติกา ไม่น่าจะมีประเด็นปัญหาอะไร ตนเชื่อว่าประธานรัฐสภาสามารถควบคุมการประชุมได้ดี
‘กล้าธรรม’ลุยเต็มที่ไม่มีออมมือ
ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคไม่มีการออมมือ โดยเตรียมประเด็นทวงถามนโยบายของพรรครัฐบาลที่หาเสียงไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่เคยประกาศเอาไว้ในช่วงหาเสียง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและทำให้ทั้ง2พรรคตั้งรัฐบาลได้ โดยจะประเมินว่านโยบายที่นายกฯและครม.ร่วมกันจัดทำและเสนอต่อรัฐสภาจะนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน
“จากนี้จะไปหารือภายในพรรคถึงการจัดสรรผู้อภิปราย ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้เวลาอภิปราย 3 ชั่วโมง 30 นาที ถึง4ชั่วโมง ไปวางประเด็นไว้ทั้งวิกฤตพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว-การเกษตร-การศึกษา และภาคสังคมในการดูแลผู้สูงอายุ ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ไม่มีออมมือ”นายอรรถกร กล่าว
ปชน.โหมโรงแถลงนโยบายฯ
ขณะที่ พรรคประชาชน(ปชน.)ได้โพสต์ภาพกราฟฟิกโหมโรงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล ในธีม “พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว”โดยระบุว่าในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชั่นเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น
รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน“อวย”ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน“ป่วย”แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ“ห่วย”ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดัน“บ๊วย”จนคนไทยต้องร้องว่า“รวยไม่ไหวแล้ว”แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า“พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัสโดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เม.ย.นี้
‘เท้ง’ลั่น’พอแล้วไม่ไหวแล้ว’
ที่รัฐสภานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลว่าการแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงความเดือดร้อนของประชาชน คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา
ถล่มวิกฤตน้ำมัน-ฝุ่นพิษ
“ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลังโดยตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆมีประชาชนสะท้อนว่าอยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่ามีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่าสุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ
วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกันมีการเกิดขึ้นทุกปี แม้เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่าการจัดสรรงบประมาณ ที่เพียงพอและการให้สวัสดิการที่ดีและเพียงพอ แต่จริงๆรัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย”
นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า2ประเด็นนี้เป็นวิกฤตเฉพาะหน้า ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆอยู่ในขณะนี้แต่จริงๆต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้ายเช่นปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร
นำ20สส.ลุยชำแหละนโยบายฯ
“โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้านโดยผมจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วยนายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน”
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ดูที่เนื้อหาเชื่อว่าผู้อภิปราย20คน ของพรรคประชาชนเตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดีแบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆก็อยู่ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาควรที่จะพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเองไม่ให้มีความซ้ำซ้อน
ขาดความเชื่อมั่นเชื่อใจรัฐบาล
เมื่อถามว่า หลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้วประเมินว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การที่มีการตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการ ขึ้นมา 5 กลุ่ม ซึ่งตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำ คือเขาพยายามที่จะเอานโยบายของพรรคอื่นๆที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกันอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน
“สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้คือ ประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจจะมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่โดยส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง ซึ่งพวกเรายืนยันมาโดยตลอดว่าโฉมหน้าของครม.ลักษณะนี้ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง”นายณัฐพงษ์ ย้ำ
ไม่ฟันธงอยู่ครบเทอมหรือไม่
เมื่อถามว่าจากบริบททางการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาประเมินว่ารัฐบาลอยู่ได้ครบเทอม หรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ครบเทอม ตนคิดว่าอยู่ที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่ การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้นสิ่งที่ตนคิดว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่าที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้องซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมเช่นความผิดปกติที่จังหวัดสุพรรณบุรีเขต2ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของสส.พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
ในขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และดำเนินการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทางสามารถทำได้โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคนำโดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในครม.ต้องไม่มีผลประโยชน์ โดยก่อนหน้านี้เราก็เห็นนายกรัฐมนตรีออกมาปกป้องนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนหน้านี้
ประกาศทุกเวทีคือซักฟอก
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอกนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าเวทีในสภา ทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภา ที่เราต้องใช้กลไกไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว
ขอทำตรงไปตรงมา/อย่าตีรวน
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนถูกโจมตีมาโดยตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้างนายณัฐพงษ์กล่าวว่าตนคิดว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา หากจะมีการใช้ข้อบังคับหรือเทคนิควิธีเพื่อที่จะพยายามตีรวน กระบวนการในสภาเราเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้นวิธีการตอบโต้ แต่ตนไม่อยากให้ เวทีสภาที่ประชาชนรอรับฟังว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้าง ตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่าสมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมาทะเลาะกันเองไม่อยากให้เวทีนี้เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่ารัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง
ปชป.จัด5ขุนพลชำแหละนโยบาย
ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการวางตัวผู้อภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ตอนนี้รอเรื่องการจัดสรรเวลา ที่ประธานสภาฯจะมีการประชุมวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย.)โดยคาดว่าพรรคได้รับจัดสรรเวลา ประมาณ 1ชั่วโมงกว่า มีผู้อภิปรายประมาณ 4 - 5 คน ซึ่งมีตน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ , นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ , นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ที่จะอภิปราย
ปชป.จ้องขย้ำแก้พลังงาน-ราคาสินค้า
นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9-10 เมษายนนี้ว่า จะต้องมีการถามถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพลังงานและราคาสินค้า เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวตามด้วย ดังนั้น การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องการทราบมาตรการแก้ไขพลังงาน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงแล้วในอนาคตราคาน้ำมันมีการปรับตัวลง รัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรในการรับมือเช่นผู้ประกอบการไม่ยอมปรับลดราคาลงภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวลง ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการเด็ดขาด
นายชัยชนะกล่าวว่า ทั้งนี้ ยังมีปัญหาเศรษฐกิจรวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศไทยซึ่งจะครอบคลุมถึงปัญหาชายแดน และภัยจากสแกมเมอร์ข้ามชาติด้วย ซึ่งถือเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ โดยจะมีการแบ่งสรรการอภิปรายกันใน สส.ผู้อภิปรายของพรรค ส่วนนโยบายเร่งด่วนอย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลนั้น จะต้องพิจารณานโยบายการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาล ได้นำมากำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ และนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้นำมาบรรจุไว้ครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบถ้วนจะต้องทวงถาม เพื่อขอความชัดเจนว่า จะมีแนวทางอย่างไร
ลุ้นป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา9เม.ย.คดีแก้112
นายสุรพงษ์อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เอาผิดคดีอดีต44สส.พรรคก้าวไกล กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งถ่ายเอกสารประกอบการพิจารณาส่งคำร้อง จำนวน 56ชุด จำนวนหลายหมื่นแผ่น เพื่อส่งให้องค์คณะศาลฎีกา และฝ่ายเลขานุการศาลฎีกา
“โดยในวันที่ 9 เม.ย.เจ้าหน้าที่จะส่งเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายเลขาธิการ ถ้าเห็นว่า เอกสารประกอบคำร้องต่างๆมีความครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจะส่งคำร้องต่อศาลฎีกาได้ในวันที่ 9เม.ย.แต่ถ้าเอกสารต่างๆจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน อาจต้องขยับการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน ยืนยันป.ป.ช.เร่งทำงานเต็มที่ ถ้ามีความพร้อมจะยื่นทันทีในวันที่ 9 เม.ย.แน่นอน”เลขาธิการ ป.ป.ช.ย้ำ
ปัดเอี่ยวการเมืองวันแถลงนโยบาย
เมื่อถามว่าหากป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาวันที่ 9 เม.ย.จะตรงกับวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพอดี นายสุรพงษ์กล่าวว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน หากมีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าวจริงตามกระบวนการเป็นแค่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จากนั้นศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะเพื่อตรวจสอบและพิจารณาคำร้องจากป.ป.ช.ก่อนจะมีคำสั่งจะรับคำร้อง และให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนหรือไม่ซึ่งยังไม่รู้จะเป็นวันใดเป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลฎีกา
‘เท้ง’เมินป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา9เมย.
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ป.ป.ช.เตรียมจะยื่นคดี44สส.อดีตพรรคก้าวไกลให้ศาลฎีกาในวันที่9เม.ย.นี้มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ว่า เท่าที่รับทราบมา กระบวนการปกติโดยเฉพาะหากติดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศาลควรจะรับคำร้องหรือมีคำสั่งว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ควรจะพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว แต่หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่จะหยุดสงกรานต์จริงตนคิดว่าพื้นฐานข้อเท็จจริงรวมถึงกระบวนการเร่งรัดหากเกิดขึ้นจริง คนที่มีอำนาจในการกดปุ่มสั่งเรื่องนี้ตนคิดว่าไม่ควรทำเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาบล็อกการอภิปรายในส่วนของพรรคประชาชน ในวันแถลงนโยบาย ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภาให้พวกเราได้ทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด
โวยนิติสงครามอย่างชัดเจน
เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่ามองว่ามีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าจริงๆเรื่องคดี44สส.โดยภาพรวม ตนสื่อสารมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าผิดต่อหลักการที่สส.มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นนิติสงครามอย่างชัดเจน ขั้วตรงข้ามทางการเมืองพยายามใช้อาวุธทางกฎหมายในการสกัดกั้นทำลายพวกเรา ยิ่งคุณทำแบบนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจต่อประชาชน ที่เขาแสวงหาความเป็นธรรม ฉะนั้นตนคิดว่าความชอบธรรมของรัฐบาล ที่รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งต้องพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมีความชอบธรรม และตนเข้าใจดีว่าเรื่องคดี44สส.เป็นกระบวนการ ในส่วนขององค์กรอิสระและอยู่ในส่วนของศาลฎีกา แต่ในอีกมุมหนึ่งสังคมก็กำลังตั้งคำถามว่าพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มีอิทธิพลที่สามารถกำกับองค์กรอิสระเพราะมีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระรวมถึงสภาบนและสภาล่าง ฉะนั้น ในส่วนนี้เราไม่อยากให้มีกระบวนการที่เร่งรัดเพราะสังคมอาจตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์
เมื่อถามว่า หากมีคำสั่งคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งออกมา ในวันอภิปราย แถลงนโยบายรัฐบาล พรรคได้มีการเตรียมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคงตอบแทนศาลไม่ได้ว่าอยากเห็นคำสั่งออกมาหน้าตาแบบไหน แต่เชื่อมั่นว่าศาลฎีกาจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม อยากให้ศาลให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าคดีนี้เป็นคดีทางการเมือง ทั้งนี้ เราเตรียมรับมือไว้แล้วทุกสถานการณ์ และในพรรคเราได้คิดไว้ในกรณี เหตุเลวร้ายที่สุดไว้อยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาในวันไหน เราก็เตรียมความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อเต็มที่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี