วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 7 เมษายน 2569 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า
การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การได้รับเกียรติยศ แล้วได้มีภาพใส่สายสะพายไว้แปะฝาผนัง แต่มันคือการใช้หัวใจหนึ่งดวง ยืนขึ้นเพื่อแบกน้ำหนักของหัวใจอีก 66 ล้านดวง
นายกต้องใช้กำลังใจ กำลังความดีและความหนักแน่นเป็นอันมาก ในการฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อลากเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปให้ถึงฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ
อาจารย์เคยเป็นคนที่ไม่อินังขังขอบเรื่องการเมือง กับนายกอนุทินเองก็มองว่า เป็นแค่นักการเมืองในระบบการเมือง “อีกคนหนึ่ง” เท่านั้น
แต่บัดนี้เห็นแล้วว่า การหันหลังให้ กลายเป็นการยอมรับให้การเมืองย่ำยีชาติ จึงหันหน้ากลับมาเผชิญความจริงและสู้เพื่อชาติในมิติที่ทำได้
นายกอนุทินอยู่บนเส้นทางการเมืองมานาน ได้เป็นนายกชั่วคราวมาแล้วก็หนึ่งครั้ง แต่ครั้งนี้ คือของจริงที่สุด หินที่สุด แต่ก็สง่างามที่สุด เหมือนบุญมีแต่กรรมก็คอยถาโถม แต่ก็มอบโอกาสให้ได้สร้างบารมี

อนุทิน ชาญวีรกูลในวันนี้ คือคนที่ถูกเลือกมาทั้งด้วยโชคชะตาและจากพลังของประชาชน
อนุทินวันนี้จะเห็นพี่น้องสำคัญกว่าชาติไม่ได้
จะเห็นเพื่อนและผู้สนับสนุนพรรคที่มีเงื่อนงำทุจริต สำคัญกว่าประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้
อนุทินวันนี้ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ลำดับที่ 33 ของประเทศไทย ผู้ให้สัญญาว่า จะทำตามข้อสั่งการของประชาชน และได้กล่าวคำแถลงนโยบาย 5 ข้อ ที่เมื่ออ่านแล้ว ก็เห็นว่านายกฟังและมีความตั้งใจจะทำเพื่อแก้ปัญหาตามที่ประชาชนเรียกร้อง เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติ
แม้จะมีหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่า “เป็นนโยบายที่ไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ” แต่เราก็รู้ว่า เป็นเพียงวาทกรรมหรูๆ ที่ไว้พูดในการอภิปรายเท่านั้น
อาจารย์เชื่อมั่นในเจตนารมย์ของนายก เชื่อในความจงรักภักดีต่อสถาบันของนายก แต่ไม่เชื่อมั่นคนข้างๆ ไปจนถึงคนรอบข้าง และไม่ค่อยเชื่อมั่นว่า นายกจะกล้าหาญพอที่จะต้านทานการเมืองเดิมๆ ที่มีการถอนทุน มีการแสวงหาประโยชน์เชิงนโยบายไปจนถึงคอยหาช่องทุจริต ได้หรือไม่
นายกต้องไม่ลืมว่า การที่ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้ เป็นเพราะเสียงของปวงชนยอมเปิดทางให้ เพื่อกันไม่ให้พรรคประชาชนได้เสียงข้างมาก มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
นายกต้องไม่ลืมว่า พรรคภูมิใจไทยคือตัวแทนของประชาชนฝั่งสีน้ำเงิน ที่หมายปกปักรักษาสถาบัน
การที่ ภท.กระโดดจากการเป็นพรรคขนาดกลางมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ ทำให้ ภท.มีลักษณะเหมือนพรรคเฉพาะกิจ ที่สั่งสมฐานเสียงของประชาชนมาไม่เพียงพอ หากพลาด ภูมิใจไทยจะกลับคืนสู่สามัญและอาจตกต่ำแบบพรรค รทสช. ที่ก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่เมื่อหมดอำนาจบัดนี้ก็เหลือแค่ 2 ที่นั่ง
นายกอนุทินได้พาภูมิใจไทยขึ้นมาอยู่ในจุดที่ แม้จะสำเร็จสูงสุดแต่ก็เปราะบางที่สุด
หากไม่ทำตามข้อสั่งการของประชาชน พรรคจะถูกตัดตอนเหมือนต้นบอนไซ แล้วความสำเร็จในวันนี้ จะกลายเป็นภาพในอดีตที่เฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นอีกอย่างเจ็บปวด
ไม่ว่านับแต่นี้นายกจะเจอแรงกดดันอันทุจริตจากกลุ่มใด ขอให้ตระหนักว่า นายกมีประชาชนที่เดิมพันศรัทธาไว้ หนุนอยู่
ขอให้นายกเผชิญหน้ากับแรงกดดันนั้นอย่างมีสติ ระลึกถึงความรู้สึกของตนในวันแถลงนโยบาย ที่ยืนขึ้นมาใช้หัวใจหนึ่งเดียวแบกหัวใจของประชาชนเรือนล้าน แล้วยกมือขึ้นเหนี่ยวไกพลังความสุจริต พุ่งใส่ไปที่แรงกดดันอันทุจริตต่อประชาชนนั้น
ความซื่อสัตย์แม้บางครั้งจะเจ็บปวด แต่จะมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ ให้แก่ผู้ที่กล้าหาญยืนหยัดต่อต้านอำนาจอธรรมเสมอ
ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะอิ่มใจและงดงามไปกว่า การได้ใช้ลมหายใจที่เหลืออยู่ เสียสละเพื่อผู้อื่น
ขอให้ธรรมะรักษานายกอนุทินและคณะรัฐบาล ขอส่งแรงใจให้ทุกท่านยืนหยัดด้วยความเที่ยงธรรมได้อย่างกล้าหาญ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี