533.jpg
​รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

​รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเล็งออกพรก.

กู้เงิน5แสนล.

อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

นายกฯวางกรอบงบปี’70

ตัดลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

นายกฯมอบนโยบายงบปี’70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดตรงเป้า-แม่นยำ เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของบปี’69 พยักหน้ารับ ปมเล็งขยายเพดานหนี้สาธารณะ ด้าน“ปกรณ์” รับรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตซ้ำซ้อน “ภราดร”เผยไม่มีการนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้ “ลวรณ”ระบุ ยังไม่มีคำสั่งให้คลังเตรียมการเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่ม ด้านพลังงาน ยังหวังคลังชงเรื่องเข้า ครม.หลังหนี้กองทุนน้ำมันฯ แตะ6หมื่นล้าน และสถานะเงินยังไหลออกวันละ180ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย โดยนายกฯ กล่าวว่า การมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2570ครั้งนี้ อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากขณะเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยและของทั้งโลก การจัดทำงบประมาณปี2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำและสามารถตอบโจทย์นโยบาย 10พลัส ของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี2570-2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2เท่านั้น


ใช้งบจำเป็น-เร่งด่วน-เพิ่มไม่เกิน20%

ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากด้วยข้อจำกัดของงบประมาณปี2570 และความจำเป็นในการ แก้ไขปัญหาของประเทศการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงถึง หลักความคุ้มค่าและหลักงบประมาณ ฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ20ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้และเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ซ่อมถนน-ไม่ตัดใหม่-เช่ารถไฟฟ้า

รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบเกี่ยวกับการศึกษาดูงานและปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ขอให้เน้นการเช่ามากกว่าหรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ด้วยสถานการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์ใช้ในราชการ ให้เช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาป ให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybridได้

อาวุธต้องมีพร้อมไว้ปกป้องประเทศ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้งสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้นฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

พยักหน้ารับปมขยายเพดานหนี้สธ.

จากนั้นเวลา 11.06 น.นายกฯ เดินทางถึงท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ โดยนายกฯ หยุดยืนฟัง และพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าห้องรับรองภายใน บน.6

รบ.เล็งออกพรก.กู้เงิน5แสนล.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

แจงสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว

ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะก่อน

ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้นสามารถที่จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ จะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

พิจารณาข้อเสนอคลังค้ำประกันเงินกู้

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

พรก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆนี้

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน ว่ายังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่ยอมรับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ ยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรียังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่

หารือ พรบ.โอนงบฯช่วง มิ.ย.

ส่วนความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งคาดการณ์จะเข้าในเดือนมิถุนายนนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า เงินชดเชยเงินกองคลัง จะต้องชดเชยในโอกาสแรก ในการจัดทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ หรืองบประมาณกลางปี ก็จะต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อจะชดเชยเงินกองคลัง ที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 67-68 ดังนั้น ถ้าทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ จะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน

ส่วนจะต้องนำไปชำระหนี้ที่ติดอยู่ 70,000 ล้านบาทหรือไม่ ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่จะต้องหารือว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะชำระบางส่วน ดังนั้น เชื่อว่า หากมีการโอนงบประมาณวงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายของการโอนงบประมาณที่จะมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทย ยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องนำไปชดใช้เงินกองคลังก่อน ซึ่งการพิจารณางบประมาณปี 70 จะต้องตั้งเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตามปฏิทินจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายนนี้

คาด‘คนละครึ่ง’เริ่มเดือน พ.ค.

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง) ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้ และหลังจากนี้ รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พรบ.โอนงบ

คลังยังไม่ได้รับคำสั่งให้เตรียมการ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่รัฐบาลจะมีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานและรองรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า เรื่องดังกล่าว ยังไม่ได้มีการสั่งการมายังกระทรวงการคลังให้เตรียมการเรื่องนี้ และตนเองยังไม่ทราบเรื่องนี้แต่อย่างใด

ส่วนเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมัน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทนั้น กระทรวงพลังงานได้มีการเสนอมายังกระทรวงการคลังแล้ว แต่เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมามากในช่วงนี้ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก.ในส่วนนี้

“การบริหารในขณะนี้ต้องบริหารตามสถานการณ์ ตอนนั้นที่มีการเสนอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันลงมาค่อนข้างมากแล้ว จึงยังไม่ต้องมีการค้ำประกันการกู้เงินในส่วนนี้” นายลวรณ กล่าว

พลังงานส่งเรื่องค้ำเงินกู้ให้คลังแล้ว

ขณะที่ นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่ากระทรวงพลังงานได้เสนอเรื่องการขอค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งต้องรอดูว่ากระทรวงการคลังจะนำเรื่องนี้เสนอเข้า ครม.เมื่อใด โดยหากมีการดำเนินการแล้ว พ.ร.ก.ฉบับนี้จะเข้ามาช่วยในการบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันได้ดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้กองทุนน้ำมันมีตัวเลขติดลบสะสมจากการเข้าไปช่วยอุ้มราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท และในขณะนี้สถานะของกองทุนน้ำมันก็ยังมีสถานะติดลบกว่าวันละ 180 ล้านบาท จากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับปกติ

“หากสถานะกองทุนน้ำมันฯยังติดลบ มีเงินไหลออกทุกวัน การกู้เงินของกองทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องถือว่ามีความจำเป็น หากกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ก็จะสามารถดำเนินการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องในการบริหารกองทุนน้ำมันได้ทันที” รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

4แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาครัฐเร่งพลิก “วิกฤต” เป็น “โอกาส” เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย 4 SFIs ร่วมกันออกสินเชื่อ ครอบคลุมครัวเรือน เกษตรกร และ SME เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ธอส. ออก 3 แพ็กเกจ “บ้านอยู่เย็นเป็นสุข” สำหรับซื้อ สร้าง หรือปรับปรุงบ้านประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี รวมถึงสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% และสินเชื่อโซลาร์รูฟ วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% โดยไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม

ธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อสีเขียว ครอบคลุมบ้าน รถ และธุรกิจ อาทิ GSB Green Home Loan กู้ได้สูงสุด 110% ผ่อนชำระนาน 40 ปี รวมถึงสินเชื่อ GSB Go Green สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อรถ EV หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และสินเชื่อเพื่อ SME ดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -0.25%

ธ.ก.ส. สนับสนุนเกษตรกรสู่ BCG Model ผ่านสินเชื่อเครื่องจักรกล ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี และสินเชื่อ BCG ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน ชำระคืนได้สูงสุด 15 ปี พร้อมเงินทุนหมุนเวียน 12–18 เดือน

SME D Bank สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ผ่อนชำระนาน 10 ปี และปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก

“มาตรการสินเชื่อจากทั้ง 4 แบงก์รัฐ ช่วยลดภาระในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล กล่าว

สุริยะ’เร่งสรุปข้อมูลปุ๋ยส่งรัสเซีย

ที่ท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือถึงการเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย ว่า หลังพบว่าปริมาณปุ๋ยยูเรียในไทยไม่เพียงพอ จึงได้หารือผ่านเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนเดินทางไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลกและมีนโยบายไม่ให้ส่งออก จึงต้องเดินทางไปเจรจา ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และได้จัดโควต้าปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นมีการขอ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเอกชน ตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียด เพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด

เมื่อถามว่าระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น นายสุริยะ กล่าวว่า หลังจากลงนามไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยก็จะถึงไทย ส่วนเรื่องราคาปุ๋ยยูเรียนั้น จะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ เพราะต้องหาราคาที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top