วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569
ปชน.เปิดปฏิบัติการ! ล่าชื่อ สส. ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น ย้อนเกล็ดแสบ เรามีบรรทัดฐานด้วยหรือ เชื่อเป็น พฤติกรรมอำพรางซ้ำ เหมือนการเล่นละคร แล้วเอา ศาล เป็นตัวประกอบ ด้าน ไอติม ซัดเป็นการ ฟอกขาว ชัดเจน จ่อชวนเพื่อนฝ่ายค้าน ลงชื่อในวงประชุมครั้งหน้า
เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงเรื่องการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้นว่า เท่าที่อ่านคำชี้แจงที่ออกมา คิดว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ดูแล้วเหมือนเป็นการเชื่อพฤติการณ์ที่อำพรางซ้ำด้วยซ้ำ จึงเป็นอีกครั้งที่เราต้องตั้งคำถามองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ว่าการชี้แจงของนายศักดิ์สยามว่าเป็นคนละข้อกล่าวหาที่ศาลรัฐธรรมนูยวินิจฉัย ตนคิดว่าไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นเอาไว้อยู่ เอกสารที่ได้จากสถาบันการเงินก็ชัดว่าต้นทางมาจากใคร เจตนาชัดว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ตนขอพูดตรงๆ มันเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลเป็นตัวประกอบ
เมื่อถามว่ารายละเอียดเกี่ยวกับนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมา มองว่าเป็นการแก้ต่างให้นายศักดิ์สยามหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ด้วยความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็ชี้แจงตามการแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม แต่ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้เลยว่าไม่เจตนาปกปิดทรัพย์สิน
เมื่อถามว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เราเคยมีบรรทัดฐานด้วยหรือ” ตนคิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใดๆ ที่ผ่านมาคิดว่าก็ไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี
เมื่อถามว่าที่เป็นหลักการว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร สามารถใช้ได้หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คำนี้มีผลเฉพาะผลของการวินิจฉัย ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยาม คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรคือนายศักดิ์สยามต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับกรณีของพรรคก้าวไกล ผลคือพรรคก้าวไกลพ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์รับเลือกตั้ง 10 ปี ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยกับรายละเอียด 50 หน้าของคดีนายศักดิ์สยามไม่ได้มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ที่ตนถามคือพยานหลักฐานประกอบคดีเป็นชุดเดียวกัน สืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงแทบเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง 1. ใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องเข้าวิปฝ่ายค้านเพื่อสอบถามเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่ รวมทั้งสอบถามไปยังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าจะเข้าชื่อด้วยหรือไม่ 2. จะผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. เข้าชื่อกัน ขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต สมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา ที่ไม่ส่งเรื่องนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร และคลิปเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เรื่องติดสินบน
เมื่อถามว่าหากเป็นไปตามข้อ 1 กังวลว่าประธานสภาฯ จะไม่ส่งชื่อหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุและผลเป็นหลัก แต่อย่างที่บอก หากเราไม่ต้องการให้เกิดข้อกังวลนี้ ต้องตัดอำนาจการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออกไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ เราก็หวังว่าประธานสภาฯ จะไม่ใช้อำนาจและดุลยพินิจ เพื่อกระทำการใดๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการและเหตุผลที่ควรจะเป็น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี