วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
เอ็ดดี้ สวน การด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น

เอ็ดดี้ สวน การด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.56 น.

เอ็ดดี้ ลั่นการด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น    

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า "ที่เล่นพรรคส้มมากสุดก็เพราะคุณคือสลิ่มไง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามันค้านสายตาผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศมาก คุณไม่คิดบ้างเลยหรือว่าอาจมีใบสั่งมีธง องค์กรอิสระทุกวันนี้มันอิสระจริงหรือไม่มี พรรคการเมืองใดคุมอยู่ ที่มาขององค์กรอิสระไทยมาจากไหนเชื่อถือได้กี่%ในคำตัดสินชื้อนาคตของคนในประเทศนี้" โดยนายอัษฎางค์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "การด่าว่าใครว่าเป็นสลิ่ม ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป


คำว่า ‘ค้านสายตาคนส่วนใหญ่ของประเทศ’ ถ้าจะอ้าง ก็ต้องมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ตั้งตัวเองเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศ

ส่วนเรื่องความสงสัยองค์กรอิสระได้ วิจารณ์องค์กรอิสระได้ วิจารณ์ศาลได้ แต่จะอธิบายทุกอย่างด้วยคำว่า ‘ใบสั่ง’ หรือ ‘รัฐพันลึก’ หรือ “มือที่มองไม่เห็น” อย่างเดียว มันง่ายเกินไป และข้ามข้อเท็จจริงสำคัญในโลกประชาธิปไตยไปข้อหนึ่ง นั่นคือ ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องยืนเฉย ๆ รอให้ตัวเองถูกใช้เสรีภาพมาบ่อนทำลายจากภายใน

หลักนี้มีอยู่จริงในกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ และถูกเรียกว่า ‘ประชาธิปไตยที่ป้องกันตัวเองได้’”

และในแนวคำพิพากษายุโรปก็ยอมรับว่ารัฐมีสิทธิปกป้องสถาบันของตน หากสมาคมหรือพรรคการเมืองนั้นเป็นภัยต่อสถาบันของรัฐได้

“ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปวางหลักไว้ชัดว่า พรรคการเมืองสามารถเสนอให้แก้กฎหมายหรือเปลี่ยนโครงสร้างรัฐได้ แต่ะสิ่งที่เสนอจะต้องสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยพื้นฐานด้วย ถ้าผู้นำพรรคเสนอแนวทางที่มุ่งทำลายประชาธิปไตย รัฐย่อมมีสิทธิเข้าแทรกแซงได้” นี่ไม่ใช่ตรรกะเฉพาะของไทย แต่เป็นหลักที่ ECHR ใช้อธิบายคดีเกี่ยวกับพรรคการเมืองและเสรีภาพในการสมาคมโดยตรง

“ตัวอย่างคลาสสิกที่สุดคือเยอรมนี มาตรา 21 ของกฎหมายพื้นฐานเยอรมนีเขียนตรง ๆ ว่า พรรคที่มุ่งบ่อนทำลายหรือยกเลิกหรือเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของสหพันธ์ อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นพรรคขัดรัฐธรรมนูญได้

ทางการเยอรมนียังอธิบายว่าการแบนพรรคไม่ใช่เพียงเพราะมีท่าทีไม่ชอบรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมีท่าทีเชิงรุกแบบเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบด้วย จึงเห็นได้ว่าระบอบประชาธิปไตยจำนวนมากยอมรับ ‘สิทธิในการป้องกันตัวเอง’

“เพราะฉะนั้น ถ้าจะเถียงกรณีพรรคส้มอย่างมีระดับ การปัดทุกอย่างทิ้งด้วยคำว่า ‘มีใบสั่ง’ ตั้งแต่ต้น เท่ากับข้ามทั้งทฤษฎี ทั้งกฎหมายเปรียบเทียบ และทั้งข้อเท็จจริงของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ไปหมด”

คดีพรรคก้าวไกลเองก็ถูกอธิบายในกรอบนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าการรณรงค์แก้ ม.112 เสี่ยงบ่อนทำลายระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนจะมีคำสั่งยุบพรรคในปี 2024 ไม่ว่าคนจะเห็นด้วยหรือไม่ นี่คือเหตุผลเชิงกฎหมายที่รัฐใช้ ไม่ใช่คำอธิบายแบบลอย ๆ ว่า “ไม่ชอบเลยยุบ”
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top