วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
รบ.เดินหน้า‘ไทยช่วยไทย’
ดันรถพุ่มพวง
ปูพรมขายสินค้าทั่วปท.
เน้นของดีราคาย่อมเยา
หนุนกลุ่มพ่อค้ารายย่อย
รัฐบาลเปิดโครงการหนุนรถพุ่มพวงทั่วประเทศลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายสินค้าราคาประหยัดสมัครด่วน 1-7 พฤษภาคมนี้ เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสแล้วพร้อมยืนยัน “ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่งพลัส”มาแน่ ขอให้รอประกาศจากกระทรวงการคลัง
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เชิญชวนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ
โ ครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุนใน 2 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนค่าน้ำมันเพื่อลดต้นทุนการเดินรถ และการจัดสรรสินค้าราคาประหยัดสำหรับนำไปจำหน่ายต่อให้ประชาชนในราคาที่เข้าถึงได้
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 7 พ.ค.2569 เวลา 23.59 น. ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผ่านเว็บไซต์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th ภายหลังการสมัคร จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 1 - 8 พ.ค.2569 โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ และและมีกำหนดประกาศผลในวันที่ 12 พ.ค.2569
“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการใช้เครือข่ายท้องถิ่นในการกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในระดับชุมชน” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าขอแจ้งประชาชนว่า ยังไม่ได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ข้อความและลิงก์ที่แชร์กันว่า “จะเริ่มลงทะเบียนได้ 2 พ.ค. เป็นข่าวปลอม!” โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่งพลัส จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนวันเปิดลงทะเบียนขอให้ติดตามการประกาศจากกระทรวงการคลัง และสำนักโฆษกฯ จะแจ้งให้ทราบทันที
ขณะที่เพจไทยคู่ฟ้าของทำเนียบรัฐบาลได้มีการเผยแพร่ข้อความแจ้งเตือนประชาชนเช่นกันว่า อย่าเชื่อ อย่าคลิก ลิงก์เปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 2 พ.ค.69 เพราะเป็นข่าวปลอม
วัตถุประสงค์ของโครงการ เปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้มีเม็ดเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ และไม่ได้ใช้ชื่อโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว โดยรัฐบาลชุดนี้ ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ระยะเวลาใช้เงินในโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” รูปแบบ 60:40 - รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ระยะเวลาโครงการเพิ่มจาก 2 เดือนเป็น 4 เดือน (คาดใช้จ่ายตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย. 2569) วงเงินในโครงการ เดือนละ 1,000 บาท (4เดือน) รวมเป็น 4,000 บาท เงื่อนไขการใช้จ่าย จำกัดการใช้ตามวงเงินแต่ละเดือน 1,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่สามารถสมทบกับเดือนถัดไปได้ ช่องทางการใช้จ่ายทาง แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ส่วนเปิดลงทะเบียนเมื่อใดนั้น รอเข้าที่ประชุม ครม. 5 พ.ค.2569 โดยรัฐบาลคาดหวังจะเปิดลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค.
นางสาวรัชดา เปิดเผยถึงการดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่สำคัญของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้มีการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการลงทุน การค้า การจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27-28 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน - สหภาพยุโรป ครั้งที่ 25 ที่บรูไนดารุสซาลาม โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในด้านการค้าการลงทุน พลังงาน และความมั่นคงรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือ อาทิ การเร่งรัดการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรป การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเป็นกลไกระดับภูมิภาคที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังใช้โอกาสดังกล่าวหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงขององค์กร/ประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เช็ก ลัตเวีย โปแลนด์ และไซปรัส เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความมั่นคง และความร่วมมือด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU และอาเซียน-EU
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 29-30 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือการจัดการมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมทั้งเข้าพบหารือกับนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว โดยไทยและ สปป.ลาว เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส“ (Clear Sky Strategy) มุ่งลดจุดความร้อนและป้องกันไฟป่าอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานร่วมกันในระยะยาว
นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการเยือน สปป.ลาว ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศสะอาด ลดผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น
“รัฐบาลยืนยันการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศเชิงรุก มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถและความยั่งยืนของประเทศในทุกมิติ” นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี