วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เลขาฯ ป.ป.ช. ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจสร้างอาคารรุกพื้นที่ป่า เจาะบาดาลโดยมิชอบ จ่อชง ครม. ขอเวนคืนที่ดิน ลั่น ใครผิดต้องดำเนินการ ไล่บี้จนสุดสาย
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสระบุรี นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมติดตามการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ ในเขตพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เป็นต้น
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่จังหวัดสระบุรีเป็นประเด็นสำคัญ เพราะปรากฏเป็นข่าว จึงมาติดตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดูว่ามีการขับเคลื่อนไปถึงไหน และจะทำอย่างไรให้พื้นที่ ส.ป.ก. กลับมาเป็นของประชาชนที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตกร เพื่อทำประโยชน์ได้จริง และจะต้องมีการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการป้องกันการบุกรุกป่า เพื่อลดข้อร้องเรียนการทุจริต
ด้านว่าที่ร้อยตรีคทาวุธ คลังนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในส่วนกรณีภูนับดาวที่เป็นกระแสพูดถึงจำนวนมาก ป.ป.ช.สระบุรี ได้ดำเนินการกับผู้ออกเอกสารที่ดิน ส.ป.ก.ให้กับผู้ที่ไม่ใช่เกษตกรแล้ว ส่วนกรณีที่วัดป่าชนะใจ ที่มีการบุกรุกที่ป่านับพันไร่ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการ 2 ส่วน คือเฝ้าระวังและขับเคลื่อนหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดการร้องเรียนและโอกาสที่จะเกิดช่องว่างการทุจริต
จากนั้น ตัวแทนสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวเสริมในรายละเอียดว่า ในส่วนกรณีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.โดยมิชอบที่ไร่ภูนับดาว เนื่องจากผู้ที่ได้รับไม่ได้เป็นเกษตรกร รวมถึงการออกโฉนด ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท.เขต 1 สำนักงาน ส.ป.ก. และตํารวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบไร่ภูนับดาว และอยู่ระหว่างการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.
ในส่วนการเฝ้าระวัง ป.ป.ช.สระบุรีได้จัดกิจกรรมเสวนารับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก เพื่อนํามาจัดทำมาตราการป้องกันการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ
ส่วนกรณีการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ บริเวณวัดป่าชนะใจ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมมือกับ ป.ป.ท.เขต 1 กรมป่าไม้ และตำรวจ สำนักพุทธฯ และ ส.ป.ก.จังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงที่วัดป่าชนะใจ และได้มีการติดตามเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกัลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการตามหน้าที่ เช่นทาง ส.ป.ก.สระบุรี ได้มีการแจ้งความกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว
ขณะที่หน่วยงานรัฐพื้นที่เกี่ยวข้องกลับกรณีการบุกรุกที่ดินและการออก ส.ป.ก.โดยไม่ชอบได้ชี้แจงความคืบหน้า การบังคับใช้กฎหมาย เช่นมีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่ชอบให้กับไร่ภูนับดาว โดยผู้ได้รับเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการออก ส.ป.ก. 4-01 ทับพื้นที่สวนป่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ส่วนกรณีวัดป่าชนะใจ ได้มีการแจ้งความกระทำความผิดต่อผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ด้านผู้แทนของกรมป่าไม้ ระบุว่าในพื้นที่ของวัดป่าชนะใจ เดิมเคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ปี 2507 แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการเพิกถอนแพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และออกประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน แต่ที่กรมป่าไม้ต้องเข้าไปดูแลเนื่องจาก ส.ป.ก.ยังไม่มีแผนการดำเนินการหรือยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ 4-01 ซึ่งกรมป่าไม้ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรวังม่วง ต่อเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม ขณะนี้คดีอยู่ในการดูแลของสำนักงานสอบสวนกลาง กองกำกับการ 2 โดยอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ขณะที่การจะนำพื้นที่ดังกล่าวคืนนั้นจะต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงมติคณะรัฐมนตรีปี 2502
ด้านตัวแทนหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ชี้แจงว่าวัดป่าชนะใจ เจาะบ่อน้ำบาดาล 3 บ่อ โดยได้มีการไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแลัว อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ปรากฏผู้ครอบครอง ส่วนอีก 2 บ่อ พบว่ามี 2 คนมีรายชื่อครอบครองใน ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไปกรณีการเจาะหัวน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้ง 3 บ่อทำการเจาะน้ำบาดาลลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 15 เมตร
ทั้งนี้พื้นที่วัดป่าชนะใจ จำนวน 13 ไร่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยอมรับรู้ว่ามีการก่อสร้างและอยู่ระหว่างการขออนุญาต ซึ่งผู้ครอบครองสิทธิ์ไม่มาขอโดยตรง จึงมีการออกคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ ส่วนแปลงข้างเคียงอีก 3 แปลงนั้น ได้ติดประกาศให้ผู้ครอบครองเดิมต้องรายงานกับท้องถิ่นหากไม่ดำเนินการก็จะติดประกาศห้ามใช้พื้นที่เช่นกัน และจะดำเนินการสั่งให้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่อไป
ตัวแทนฝ่ายปกครอง นายอำเภอมวกเหล็ก ระบุว่าได้มีการประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโดยตรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งป่าไม้และส.ป.ก.รวมถึงหน่วยงานกำกับดูและ อปท. กรณีการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากเจ้าของสิทธิ์เดิมมีการสละสิทธิ์ และวัดอยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ ปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วก็จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารต่อไป ขณะที่ ปปท. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการปัญหาวัดป่าชนะใจ วัดป่ารักษาใจ หมู่บ้านอารยะหรือผาชนะใจ เฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม และดำเนินการกับอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาต และขอให้แจ้งความคืบหน้าไปยังป.ป.ช.และปปท.ให้รับทราบเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นปัญหาที่มีความกังวลใจ กรณีมาตรา 157 รู้ว่าผิดแต่ไม่ดำเนินการ
ขณะที่ ป.ป.ช.จังหวัดสนะบุรี ได้สรุปว่าในพื้นที่ อำเภอมวกเหล็กและอำเภอวังม่วงมีพื้นที่ ส.ป.ก. 20,000 ไร่ ไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาปฏิรูป จำเป็นต้องมีการแยกออกเป็น 2 ส่วนคือพื้นที่ที่เหมาะสมทำเการกษตร และพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเช่นพื้นที่บนเขา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเพิกถอนก็จะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีในการเวนคืนที่ดินและพัฒนาเป็นพื้นที่ป่าชุมชน ส่วนพื้นที่ภูนับดาวนั้น มีปัญหาแต่เรื่องของใบจอง code 0-3 จำนวนหมื่นกว่าไร่ที่สามารถแปลงเป็นส.ป.ก. 4-01 ซึ่งคนที่มีโค้ด 0 ถึง 3 ไม่ระบุจำนวนการครอบครอง ถือไว้ขาย
ด้าน เลขา ป.ป.ช.ได้แสดงความเป็นห่วงและให้ข้อเสนอแนะ กรณีการที่จะให้สิทธิ์เกษตรกรเข้าไปทำกินในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในเขต ส.ป.ก. ที่รับโอนมาจากป่าไม้ ควรจะมีนโยบายจำกัดการถือครองหรือทำประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องถือครอง 50 ไร่ทั้งหมด และการทำประโยชน์จะต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้มีการแปรสภาพพื้นที่ทำประโยชน์ไปเป็นของเอกชนในการลงทุนด้านอื่นๆ ย้ำว่าในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายนั้น จำเป็นต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ดินและป่าไม้ เพื่อจำกัดการใช้ประโยชน์โดยไม่จำเป็น และบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ หากใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยขอให้หน่วยงานตรวจสอบกำกับติดตามความคืบหน้าของคดี และขอให้ตามต่อจนสุดสายว่ามีการฟ้องร้อง และความคืบหน้าของคดี พร้อมเห็นว่ากรณีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ได้มีการเชิญหน่วยงานไปพูดคุยที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่วนกลาง วันนี้จึงลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางลงท้องที่ ซึ่งการใช้มาตรการป้องกันการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติโดยลดข้อร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐถือว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเห็นความตั้งใจจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนมาตรการในเชิงบริหารและเชิงปกครองนั้นก็จะต้องพิจารณาอีกครั้ง อาจจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอให้มีการเคาะว่าจะต้องมีการเวนคืนพื้นที่หรือไม่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี