วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
"รองโฆษกรัฐบาล"โต้คลิป"รักชนก" ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย
27 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก เผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “TH AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “รหัส ATM กดเงิน” และโยงกับยุค “งบทำแอป” ในอดีต ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อบทบาทของเทคโนโลยี AI ในเศรษฐกิจยุคใหม่
รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การนำ AI ไปเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยี เพราะ Generative AI ไม่ใช่ “แอปพลิเคชันเฉพาะกิจ” แต่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่ (General Purpose Technology) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต
“AI ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นหรือกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากคนไทยเข้าไม่ถึง AI ก็เท่ากับเสียโอกาสในการแข่งขันทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และธุรกิจ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า โครงการ TH AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่รวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกไว้ในจุดเดียว สอดคล้องกับแนวทาง National Super App ของรัฐบาล ที่มุ่งลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชน ไม่ใช่การสร้างแอปใหม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต
ในส่วนข้อวิจารณ์เรื่อง “ลดค่าครองชีพไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงดีอี” รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า ปัจจุบันค่าบริการ AI ระดับสูงมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 700–1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงเป็นการลด “ต้นทุนทางดิจิทัล” และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่การ “แจกฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” แต่เป็นระบบ “Learn to Earn” ที่ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องผ่านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro พร้อมมีระบบหมุนเวียนสิทธิ์อัตโนมัติสำหรับผู้ที่ไม่ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศทั่วโลก ต่างมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึง AI และยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน เพราะมองว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีทั่วไป
ในด้านความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า หากประชาชน 5 ล้านคนต้องซื้อบริการ AI ระดับ Pro ด้วยตนเอง จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึงประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลใช้กลไกการจัดซื้อรวมระดับประเทศ ทำให้สามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1,600 ล้าน ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพของการรวมอำนาจต่อรองในระดับรัฐ
“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกโครงการ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อเทคโนโลยีและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะหากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียง ‘แอป’ เหมือนในอดีต ประเทศก็อาจเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขันระดับโลก” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทยอย่างจริงจัง และจะเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนเศรษฐกิจ AI ของโลก
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี