533.jpg
ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล 'จึงรุ่งเรืองกิจ' รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล 'จึงรุ่งเรืองกิจ' รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติที่เกี่ยวพันกับบทบาททางการเมืองและข้อพิพาททางธุรกิจส่วนตัว เหตุการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งคดีสำคัญที่ศาลได้มีคำพิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้ว และคดีที่ยังคงมีข้อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้สำนักข่าว แนวหน้าออนไลน์ จะพาไปดูว่ามีคดีสำคัญอะไรที่ผ่านมาบ้าง

 


 

1. คดีถือครองหุ้นสื่อ (บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา

จุดเริ่มต้นของวิบากกรรมทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นจากคดีการถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด สาเหตุที่ประเด็นนี้กลายเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 98 (3) ได้บัญญัติข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะถือว่ามีลักษณะต้องห้ามและเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงทันที 

ประเด็นข้อสงสัยนี้ถูกจุดประเด็นขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 เมื่อมีรายงานข่าวระบุว่านายธนาธรเพิ่งดำเนินการโอนหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 675,000 หุ้น ให้นางสมพร มารดา ก่อนหน้าวันเลือกตั้งเพียง 3 วัน แม้นายธนาธรจะออกมาชี้แจงอย่างหนักแน่น พร้อมนำหลักฐานชิ้นสำคัญกว่า 26 รายการ อาทิ ตราสารโอนหุ้นพร้อมลายเซ็นพยาน ทนายความโนตารี เช็คธนาคาร และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น มายืนยันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า กระบวนการโอนหุ้นทั้งหมดได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 แล้วก็ตาม

กระบวนการพิจารณาและคำวินิจฉัย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำการไต่สวนและมีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธร ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้อง และมีมติ 8 ต่อ 1 สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทันที ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 (ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธรสิ้นสุดลง เนื่องจากพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าการโอนหุ้นเสร็จสิ้นแล้วในวันสมัครรับเลือกตั้ง)

 

2. คดียุบพรรคอนาคตใหม่ (ปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท)

ที่มาของปมเงินกู้

คดีต่อมาที่ส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างรุนแรงคือ คดียุบพรรคอนาคตใหม่จากปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เผยแพร่บัญชีทรัพย์สินของนายธนาธรในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งพบข้อมูลการปล่อยกู้ยืมเงินแก่พรรคอนาคตใหม่จำนวน 2 สัญญา แม้นายธนาธรและแกนนำพรรคจะยืนยันมาตลอดว่าเงินกู้ดังกล่าวคือหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ของพรรค

การพิจารณาและบทสรุปชี้ชะตาพรรค

อย่างไรก็ตาม กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าพรรคมีเจตนาถ่วงเวลาในการจัดส่งเอกสารชี้แจง จึงมีมติตัดพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายุบพรรค ฐานฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวถือเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติสั่ง "ยุบพรรคอนาคตใหม่" พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี

 

 

3. คดีความผิดตามมาตรา 112 ของหลานสาวนายธนาธร (อั่งอั๊ง)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา คดีนี้เกี่ยวข้องกับ น.ส.อัครสร โอปิลันธน์ หรือ อั่งอั๊ง บุตรสาวของนางชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของนายธนาธร เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ น.ส.อัครสร ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว พาดพิงถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจบริเวณหน้าศาลอาญา โดยมีเนื้อหาโจมตีและพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง แม้ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะลบข้อความดังกล่าวออกไป แต่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกภาพหน้าจอเอาไว้ได้ ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) จึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

กระบวนการพิจารณาและบทสรุป น.ส.อัครสร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งฟ้องในวันที่ 21 ตุลาคม 2565 ต่อมาในชั้นศาลช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 น.ส.อัครสร ได้ตัดสินใจ "ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา" ทั้งนี้ ผู้พิพากษาพิจารณาเห็นว่าจำเลยยังเป็นเยาวชนและไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ศาลจึงให้โอกาสโดยสั่งให้ไปทำแผนบำบัดฟื้นฟูร่วมกับสหวิชาชีพและนักจิตวิทยา เพื่อนำเสนอให้ศาลพิจารณาอนุมัติใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงตัวต่อไป

 

 

 

4. คดีที่ดินราชบุรี (ป่าสงวนแห่งชาติ) 

ข้อพิพาทและการชี้แจง

นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินของครอบครัวในคดีเพิกถอนที่ดิน น.ส. 3 ก. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัว ได้แก่ นางสมพร (มารดา), นายธนาธร และนางสาวชนาพรรณ (พี่สาวของนายธนาธร) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 59 ฉบับ ในพื้นที่อำเภอจอมบึง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร นางสมพรได้ออกมาชี้แจงว่า ตนไม่ใช่ผู้ซื้อมือแรก แต่ได้ซื้อที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ปี 2533 จากบริษัทมิตรผล ผ่านคำแนะนำของอดีตนักการเมืองใหญ่ โดยมีเอกสารสิทธิ์รับรองถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2521

คำพิพากษาและการชดใช้ค่าเสียหาย

ต่อมานายธนาธรในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่า คำสั่งเพิกถอนที่ดินของกรมที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ศาลพิจารณาเห็นว่านายธนาธรเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้รับความเสียหายจากความไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิ์ ศาลจึงพิพากษาให้กรมที่ดินต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,912,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่นายธนาธร

ในส่วนของคดีทางอาญา (ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ) ในขณะที่คดีทางปกครองมีการชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในส่วนของคดีอาญานั้น กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีกับ นางสมพร นางสาวชนาพรรณ และนายธนาธร ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ฐานร่วมกันบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี)
สถานะปัจจุบัน คดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ โดยก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนเคยมีความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" เนื่องจากมองว่าขาดเจตนาบุกรุก (ซื้อมาตามเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. ที่รัฐออกให้) แต่ทางกรมป่าไม้ได้ทำหนังสือเห็นแย้งไปยังอัยการเพื่อขอให้ทบทวนและสั่งฟ้องต่อศาล ทำให้คดีอาญายังคงค้างอยู่ที่ชั้นอัยการและยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล

 

 

5. คดีจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์ค (ปี 2562)

การฟ้องร้องและข้อกล่าวหา

กลับมาที่มิติความเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง กับคดีการจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์คเมื่อปี 2562 คดีนี้นายธนาธรพร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวพรรณิการ์ วานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพวกรวม 8 คน ถูกพนักงานอัยการคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องจากกรณีจัดการชุมนุมบริเวณสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ข้อกล่าวหาหลักประกอบด้วย การร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง การจัดการชุมนุมในระยะรัศมี 150 เมตรจากพระราชวังสระปทุม การกีดขวางทางเข้าออกสถานีรถไฟฟ้า และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

บทสรุปคำพิพากษา

ศาลแขวงปทุมวันได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สั่งจำคุกจำเลยทั้ง 8 คน คนละ 4 เดือน และปรับเงินคนละ 11,200 บาท แต่ด้วยเหตุที่พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อเสียง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง ศาลจึงมีเหตุอันควรปรานี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมสั่งปรับทางพินัยเพิ่มเติมรวมเป็นเงิน 20,200 บาท

 

 

6. คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาท (เช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯ)

พฤติการณ์แห่งคดีและการชี้แจง

ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการธุรกิจอย่างมากคือ คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาทเพื่อเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คดีนี้มีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของนายธนาธร และดำรงตำแหน่งประธานบริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตกเป็นจำเลย นายสกุลธรถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการมิชอบด้วยหน้าที่ กรณีมีพฤติการณ์จ่ายเงิน 20 ล้านบาทเพื่อหวังให้ได้สิทธิเช่าที่ดินทำเลทองในซอยร่วมฤดีและย่านชิดลม

ทางด้านนายสกุลธรได้ออกหนังสือชี้แจง 4 ประเด็น โดยระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกเจ้าหน้าที่ปลอมแปลงเอกสาร เมื่อทราบความจริง ตนเองคือผู้ที่นำเบาะแสการทุจริตไปแจ้งต่อสำนักงานทรัพย์สินฯ จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่ในภายหลังกลับถูกร้องเรียนจนตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ทั้งที่ควรได้รับสิทธิ์คุ้มครองในฐานะผู้เสียหาย พร้อมยืนยันที่จะต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความสุจริตใจตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ระบุว่านายสกุลธรมีความผิดจริง และสั่งลงโทษจำคุก 8 เดือน แต่เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงเหลือจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ด้วยวงเงินประกัน 150,000 บาท

 

 

7. คดีความผิดตามมาตรา 112 (ปมไลฟ์สดวิจารณ์วัคซีนโควิด-19)

มูลเหตุคดี

คดีสำคัญล่าสุดที่มีคำตัดสินออกมาคือ คดีความผิดตามมาตรา 112 ปมไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นายธนาธรได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพจคณะก้าวหน้าและเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาล พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากมองว่าเนื้อหาการไลฟ์สดมีการพาดพิงสถาบัน

คำพิพากษายกฟ้อง

ทว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ศาลอาญาได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยศาลให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาในการพูดผ่านไลฟ์สดของนายธนาธรนั้น เป็นการมุ่งวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง

 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าบทสรุปของคดีความที่ถาโถมเข้าใส่ครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการต่อสู้ทางกฎหมายที่คาบเกี่ยวกันทั้งในมิติส่วนตัว การดำเนินธุรกิจ และอุดมการณ์ทางการเมือง หลายคดีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีความชัดเจนในระดับศาลชั้นต้นไปแล้ว ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาในบางคดีก็ยังคงเดินหน้าใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่ออุทธรณ์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top