538.jpg
ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย

พุ่ง26ล้านคน

 

ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส

รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

 

ชาวบ้านยังคงแห่ต่อคิวลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันสุดท้ายอย่างเนืองแน่น แต่ก็มีบางรายพบปัญหาทางเทคนิคสมาร์ทโฟนเก่า-สแกนหน้าไม่ผ่านทำวุ่น ขณะที่รัฐบาลปลื้ม“ไทยช่วยไทย พลัส”กระแสตอบรับแรงต่อเนื่อง เผยประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26.2 ล้านราย ได้รับสิทธิทะลุ 25 ล้านคน ร้านค้าพร้อมใช้ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ชี้สัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ขณะที่ ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5%


เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายหลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 26,207,092 คน และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 18,840,065 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ขณะที่เป็นผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 6,640,699 คน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31–45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 46–60 ปี จำนวน 7.2 ล้านคน และกลุ่มอายุ 21–30 ปี จำนวน 4.7 ล้านคน ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 14.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 และผู้ชายจำนวน 11.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 44

ร้านค้าพร้อมใช้งาน6.5แสนราย

ส่วนร้านค้าปัจจุบัน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 1,029,161 รายโดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 รายและมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้วกว่า 652,980 ราย

ทั้งนี้ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 581,210 ราย รองลงมา ได้แก่ ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ 270,732 ราย ร้านธงฟ้า 160,611 ราย ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย

สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 199,900 ราย คิดเป็นร้อยละ 19 รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย ภาคใต้ 150,333 ราย ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี

ฟุ้งคนไทยเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“ตัวเลขการลงทะเบียนทั้งในส่วนประชาชนและร้านค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ประกอบการพร้อมเข้าร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกฯ ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ชาวหล่มศักดิ์ต่อคิวล้นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการช่วยเหลือภาครัฐภายใต้ชื่อ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนรายใหม่และผู้มีปัญหาระบบเดินทางมาลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ส่งผลให้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชาชนจากหลากหลายตำบลเดินทางมารอเข้าคิวอย่างเนืองแน่นมากกว่า 300 คน ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเวลาทำการของธนาคาร

จากปริมาณคนที่หนาแน่น ดันให้แถวคิวล้นออกมาด้านนอกอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยต้องเร่งระดมกำลังเข้ามาจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิว ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

หลายปัญหาทำให้เกิดความล่าช้า

ทว่าจากการสังเกตการณ์พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคของผู้สูงอายุรวมถึงประชาชนจำนวนไม่น้อย คือปัญหาทางด้านเทคโนโลยีและข้อจำกัดของระบบ อาทิ ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition) ไม่ผ่าน, การเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลเดิม ตลอดจนปัญหาเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของประชาชนบางรายเป็นรุ่นเก่าเกินไป ทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับสิทธิ์ได้ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและเสียดายโอกาส

อดทนรอได้เพราะโครงการมีประโยชน์

จากการสอบถามหนึ่งในประชาชนที่เดินทางมาร่วมต่อคิวในวันสุดท้ายนี้ เปิดเผยว่า ตนเองตั้งใจเดินทางมาจากบ้านต่าง ในเขตพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก ซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกลและลำบากพอสมควร เมื่อมาถึงธนาคารแล้วเห็นจำนวนคนที่มารอคิวยาวเหยียดหลายร้อยคนก็เกือบจะตัดสินใจถอดใจเดินทางกลับบ้านเช่นกัน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเลือกที่จะอดทนรอต่อไป เพราะมองว่าโครงการนี้เป็นผลประโยชน์และสิทธิ์ที่ประชาชนควรจะได้รับ “เห็นคิวแล้วก็เกือบจะถอยแล้วค่ะ แต่ก็นะ มันเป็นสิทธิ์ของเรา ก็ต้องมารับสิทธิ์และขอลองดูให้ถึงที่สุด”

ชาวบ้านรายเดิมระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยติดตั้งแอปพลิเคชันของโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาใหม่ จึงทำให้ระบบล็อกเอาต์และจำเป็นต้องเดินทางมาทำการยืนยันตัวตนและยืนยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้งที่ธนาคารในวันนี้ และยังคงมีความหวังว่าจะสามารถผ่านขั้นตอนทางเทคนิคทั้งหมดเพื่อรับสิทธิ์เยียวยาในโครงการไทยช่วยไทยครั้งนี้ได้สำเร็จก่อนปิดระบบลงทะเบียน

ชาวอุทัยฯแห่รับสิทธิ์คึกคัก

ส่วนบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการกดรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตลอดทั้งวันยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักจับบัตรคิว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา ภายในพื้นที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งแพทย์ประจำตำบล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมารอคิวจำนวนมาก

พ่อค้าหิ้วไข่ไก่ราคาถูกมาขาย

ขณะเดียวกัน ช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า ได้มีพ่อค้าขายไข่ไก่หิ้วไข่ไก่มาจำหน่ายให้กับประชาชนถึงบริเวณหน้าธนาคาร ในราคาประหยัดเพียงแผงละ 59 บาทเท่านั้น ทำให้ประชาชนที่มารอคิวต่างพากันแห่ซื้อคนละ 1-2 แผง เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารภายในครอบครัว โดยหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาไข่ไก่ดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะปกติไข่ไก่ทั่วไปจะมีราคาสูงกว่า 100 บาทต่อแผง ขึ้นอยู่กับขนาดและไซส์ของไข่

โดย นายโกศล นาดำ อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน เล็กไข่สด เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายในราคาแผงละ 59 บาทนั้น เป็นไข่ไก่สาว ซึ่งขนาดฟองจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย โดยตนเห็นว่าช่วงนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนที่มารอคิวที่ธนาคาร ต่างต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ตนจึงอยากนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการช่วยเหลือกันในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้

ยอดคงเหลืออีก4ล้านสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ทางการ ไทยช่วยไทยพลัส.th พบว่ามียอดสิทธิคงเหลืออยู่ที่ 4,049,731 สิทธิ จากโควตาเป้าหมาย 30 ล้านคนทั่วไทย

ส.อ.ท.คาดหนุนGDPพุ่ง0.5%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 - 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

ช่วยให้เม็ดเงินหมุนระบบเศรษฐกิจ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

ดัน25โครงการมูลค่า2.23แสนล้าน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

คำชี้แจงพรก.กู้เงินถึงศาลรธน.แล้ว

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลได้รวบรวมรายละเอียดและยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม

นายปกรณ์ ยังชี้แจงถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายหลังจากนี้ว่า ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดการบังคับใช้ไว้ก่อน ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป สามารถเป็นไปได้หลายแนวทาง เช่น กรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอเนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาใน “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน หรือกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top