538.jpg
‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย  วันแรกคึกคัก

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย วันแรกคึกคัก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย

วันแรกคึกคัก

กระหน่ำใช้สิทธิทั่วปท.

อนุทินชวนปชช.จับจ่าย

‘เอกนิติ’ลงสำรวจตลาด

ยันไปได้สวยไม่มีปัญหา

แม่ค้าต่างยิ้มรับทรัพย์

เริ่มวันแรก โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 คลังเผยผ่านไป 7 ชั่วโมง ชาวบ้านกระหน่ำสแกนจับจ่ายใช้สอย 2.8 ล้านคน ยอดเงินสะพัดเฉียด 600 ล้าน พ่อค้าแม่ค้ายิ้มรับทรัพย์ชื่นมื่น นายกฯ กระตุ้นชวนปชช.ใช้จ่าย “เอกนิติ” ควงผู้บริหารใหญ่กรุงไทยลุยตรวจตลาดสดธนบุรี พร้อมลองสแกนใช้ซื้อมะพร้าวถอดเสื้อ บอกแอพใช้ง่ายจ่ายถูกลงรัฐออกให้ 60% ยันไร้ปัญหาทุกอย่างไปได้สวย เผยกลุ่มรายได้น้อยไม่มีบัตรสวัสดิการ-สมาร์ทโฟน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้เปิดทบทวนสิทธิ์พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถือเป็นวันแรกในการเปิดให้ประชาชนใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หรือที่หลายคนเรียกว่า “คนละครึ่ง พลัส” โดยระบบได้เปิดให้เริ่มใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ


สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิโครงการฯสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00-23.00 น.ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วันแรก ที่ร้านปิยะวัฒน์มินิมาร์ท ตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นร้านโชห่วยขนาดใหญ่ในพื้นที่ พบว่ามีประชาชนจากตำบลหนองยางและพื้นที่ใกล้เคียง เดินทางมาใช้สิทธิซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ซื้อสินค้าใช้ในครัวเรือน

โดยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคและของใช้ภายในครัวเรือน เพื่อนำไปกักตุนไว้สำหรับใช้ภายในครอบครัว ซึ่งแต่ละรายจะเน้นใช้จ่ายตามวงเงินที่กำหนดในแต่ละวัน โดยวงเงินสินค้า 200 บาท ประชาชนจ่ายจริงเพียง 137 บาท ส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายภายในร้านเป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ ขณะที่ระบบการใช้สิทธิยังไม่พบปัญหาหรือติดขัดแต่อย่างใด

โดย นางจงกล นิ่มพระยา อายุ 61 ปี เจ้าของร้านปิยะวัฒน์ มินิมาร์ท เปิดเผยว่า วันแรกของการเปิดใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิแล้วไม่ต่ำกว่า 200 คน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาในการใช้งาน เนื่องจากทางร้านเคยเข้าร่วมโครงการภาครัฐมาแล้วหลายโครงการ จึงมีความพร้อมในการให้คำแนะนำและช่วยเหลือลูกค้าที่อาจยังไม่เข้าใจขั้นตอนการใช้สิทธิได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้มีลูกค้าเข้ามาจับจ่ายมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

ด้านประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง โดยเฉพาะค่าอาหารและของใช้จำเป็น อีกทั้งขั้นตอนการใช้สิทธิก็ไม่ซับซ้อน สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย จึงอยากให้ภาครัฐมีโครงการลักษณะนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน

บุรีรัมย์สแกนคึกคัก

ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชะอ้อน คำนับพะเนาว์ อายุ 81 ปี ชาว ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งออกจากบ้านมาใช้สิทธิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(บัตรคนจน) ที่ห้างทวีกิจ สาขา อ.บ้านด่าน คิวแรกของห้าง กล่าวว่าตนออกจากบ้านมาตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่อมารอห้างเปิด ตั้งใจมาซื้อของใช้ภายในครัวเรือน เนื่องจากอาศัยอยู่กันเพียง 2 คนกับภรรยา อายุ 89 ปี เพราะไม่อยากมาสายกลัวคนมาใช้บริการเยอะรอคิวนาน หลังจากซื้อสินค้าเสร็จจะไปเกี่ยวหญ้าให้วัวต่อ ซึ่งโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ส่วนตัวมองว่าดีเข้าถึงผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ในต่างจังหวัดอยากจะฝากถึงรัฐบาลให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับชาวบ้านที่มีรายได้น้อย

บรรยากาศการค้าขายที่ตลาดหมู่บ้านพฤกษา 12 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี วันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างมาเตรียมตัวขายสินค้ากัน พบว่าหลายร้านค้าติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทย พลัส ให้ลูกค้าเห็นชัดเจนพร้อมสำหรับให้บริการ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่า บรรยากาศเช้านี้คึกคักมาก ลูกค้ามาซื้อของกินของใช้ ทำให้ยอดขายแต่เช้า แต่ยังพบว่าลูกค้าบางคนลืมการใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังว่าขั้นตอนการจ่ายเงินทำอย่างไรบ้าง และพบว่าลูกค้ายังงงเรื่องของ
เงินในแบบ 60/40 แต่มองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่

นกกระจิบผู้ช่วยอัจฉริยะ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้า
ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านค้า ผ่านการเปิดให้บริการ “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เข้าถึงข้อมูลสำคัญและบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ “นกกระซิบ” เป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่ช่วยตอบคำถาม เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยร้านค้าสามารถพิมพ์คำถาม หรือ
เลือกคำถามแนะนำ (Preset Question) เพื่อสอบถามข้อมูลได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาข้อมูล และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัลของภาครัฐ  นอกจากนี้ รัฐบาลยังต่อยอดศักยภาพของ AI ให้ช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย

1.วิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ “นกกระซิบ” จะนำข้อมูลการขายจริงของร้านค้ามาสรุปให้อ่านง่าย เพื่อช่วยเจ้าของร้านบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสรุปยอดขายรายวัน
จำนวนรายการขาย วิเคราะห์ช่วงเวลาทองที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยวางแผนสต๊อกสินค้าและการจัดเตรียมพนักงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น

2.เช็คราคากลางวัตถุดิบรายวัน AI จะเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงราคากลางเฉลี่ยของวัตถุดิบสำคัญ เช่น หมู ไก่ และเนื้อสัตว์ต่างๆ แบบวันต่อวัน ช่วยให้ร้านค้าติดตามต้นทุนได้สะดวกขึ้น และตัดสินใจวางแผนการซื้อวัตถุดิบได้แม่นยำ

3.คำนวณกำไรและต้นทุนเบื้องต้น ระบบจะช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุนปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาขาย เพื่อช่วยประเมินว่าราคาสินค้าที่ตั้งไว้มีกำไรเพียงพอหรือไม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและวางแผนธุรกิจระยะยาว ทั้งนี้ “นกกระซิบ” รองรับการใช้งานบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เวอร์ชัน 5.50.0 ขึ้นไป และเปิดให้ร้านค้าทุกประเภทสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบในฐานะเจ้าของร้านค้า

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยต้องการให้ร้านค้าสามารถใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ
รายเล็ก ให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ง่ายขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วยวางแผนธุรกิจได้จริง และใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แม่ค้าช่วยลูกค้าสแกน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดนัดซอยวิภาวดี 64 มีการเปิดค้าขายตามปกติแทบทุกร้านจะมีป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ จะช่วยอธิบายให้ลูกค้าทราบถึงรายละเอียดของการบริการ โดยไม่ต้องใช้เงินสด ทั้งนี้ การค้าขายคึกคักเป็นปกติ ทั้งร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ร้านข้าวขาหมู ร้านข้าวมันไก่ ฯลฯ

รมว.คลังลงตรวจตลาด

เช้าวันเดียวกัน นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง พร้อมนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ดูความพร้อมของร้านค้าและการใช้สิทธิ์ของประชาชนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเริ่มให้ประชาชนและร้านค้าได้ใช้สิทธิ์เป็นวันแรก พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนได้เข้ามาสอบถาม และต้องการให้เพิ่มวงเงินใช้จ่ายแต่ละวัน เนื่องจากมองว่าวันละ 333 บาทอาจจะน้อยไป รวมถึงอยากให้เพิ่มจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 1,500 บาท โดยนายเอกนิติ ได้อธิบายว่าโครงการดังกล่าวนี้รัฐต้องการ
ช่วยค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าสินค้ามีการปรับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนั้น นายเอกนิติ ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้า โดยทดลองสแกนใช้จ่ายโครงการ โดยเลือกซื้อมะพร้าวถอดเสื้อราคา 60 บาท โดยสแกนจ่ายในราคา 24 บาท โดยระบุว่า “ใช้ง่ายมากเลย” ก่อนที่จะแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชั่นนกกระซิบ เพื่อวิเคราะห์ยอดขาย เพื่อจะได้รู้ว่าช่วงเวลาใดมีลูกค้าเยอะและช่วงใดที่ลูกค้าน้อยจะได้ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีช่วงเวลาในการพัก ทั้งยังแนะนำว่าสามารถนำยอดขายไปประกอบการยื่นกู้สินเชื่อกับทางธนาคารได้ ซึ่งจะมีการสรุปยอดในทุกวัน นอกจากนี้ยังพูดคุยกับร้านขายข้าวสาร อาหารทะเลแห้ง ร้านขายผักสด และร้านผลไม้ ซึ่งพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้าตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการ

พ่อค้าแม่ค้าบอกโอเค

นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้ได้มาสำรวจตลาด จากการที่เปิดใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตนเองดีใจที่เห็นคนมาใช้ไทยช่วยไทยพลัส โดยตนเป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ที่เป็นคนทำระบบเบื้องหลัง ที่มาดูเพราะอยากคุยกับพ่อค้าแม่ค้า โดยถือว่าโครงการดังกล่าว ช่วยลดค่าครองชีพเขาจริง เพราะทุกรายการที่ซื้อรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ช่วยให้ค่าครองชีพถูกลง ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดสงคราม ที่เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ของเริ่มแพงขึ้น

นายเอกนิติ ระบุว่า ตนเองโดยได้สอบถามชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้า ว่า ระบบเป็นอย่างไร ใช้ยากหรือไม่ ซึ่งเขาก็บอกว่าง่ายมาก และได้ลองใช้เองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ซื้อง่าย ผู้ขายก็สะดวก โดยตนเองได้แนะนำผู้ขายให้ใช้นกกระซิบ ที่เป็น AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย และยอดขาย ว่าขายดีหรือไม่ สินค้าชนิดใดขายดี ราคาขายเฉลี่ยเท่าไหร่ และ AI นกกระซิบจะสรุปยอดขายทุกวัน และสามารถนำไปขอสินเชื่อที่ธนาคารได้เลย โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ เพื่อช่วยให้ไปกู้นอกระบบ อยากให้พ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์และเข้าใจต้นทุนของสินค้าที่ซื้อมาด้วย ซึ่งขนาดนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 26,005,000 คนที่เข้าโครงการนี้ จะช่วยทำให้เขาลดค่าครองชีพได้

ขณะที่การใช้จ่ายในวันนี้ มีร้านค้าทั้งหมด 1,050,000 ร้านค้า โดยเป็นส่วนเดิมของคนที่เคยเข้าโครงการคนละครึ่งแล้ว และมากดยืนยันรับสิทธิ์เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งยังเปิดรับเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้เข้า ก็อยากแนะนำให้เข้าโครงการ เพราะยังเปิดรับตลอดจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

กู้เงินเยียวยาประชาชน

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน และใช้งบในโครงการต่างๆ ขัดข้องหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่เลย โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการอื่น ๆ ที่เราใช้ ตนเองเน้นเรื่องความโปร่งใส เรายินดีที่จะถูกตรวจสอบ และการที่เราให้โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้เป๋าตัง และถุงเงิน เม็ดเงินถูกจ่ายเข้าประชาชน 100% เพราะนำดิจิทัลมาใช้ พร้อมย้ำว่าวันนี้ผลพลอยได้คือพ่อค้าแม่ค้าที่ได้ใช้ระบบดิจิทัลในส่วนนี้ด้วย

ส่วนสิทธิ์ที่ค้างอยู่ 3,000,000 ล้านสิทธิ์ เงินส่วนนี้จะโยกไปใช้บริหารจัดการในโครงการรัฐด้านไหนบ้าง นายเอกนิติ ระบุว่า วงเงินที่เหลือสามารถนำไปใช้โครงการอื่น ที่ใช้เยียวยาประชาชน ช่วยลดความเดือดร้อน เพราะโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลทำ เราต้องการช่วยชาวบ้าน วันนี้เกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่จบ สินค้าก็อาจจะยังแพงขึ้น เราต้องการแก้วิกฤตปากท้องของพี่น้องประชาชน ก็ดีใจที่เจอกับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อของ และช่วยลดค่าครองชีพได้จริง

เข้าครม.ช่วยสมาร์ทโฟน

สำหรับกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือบุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือรายได้น้อย ใช้ผ่านบัตรสวัสดิการ ซึ่งวันนี้มี 13.2 ล้านคน ซึ่งกลุ่มคนไม่มีสมาร์ทโฟนน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และวันพรุ่งนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีการเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ใหม่ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการตรวจสอบสิทธิ  ดังนั้น ใครที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนที่มีรายได้น้อยกลุ่มคนเหล่านี้และเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 2 เดือนโดยจะเริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคมให้สามารถเข้าสู่บัตรสวัสดิการ ส่วนเงื่อนไขจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างนั้น ขอให้รอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 2 มิ.ย.

เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีสมาร์ทโฟนและไม่ได้เข้าข่ายอยู่ในกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องทำอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ให้ติดต่อที่กระทรวงมหาดไทยได้เลย

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ เราไม่ตัดสิทธิ์ แต่ใช้ได้เพียงเดือนละ1,000 บาท และที่ให้ใช้วันละ 200 เดือน จบแล้วจบเลย ไม่สมทบไว้ได้ เพราะจุดประสงค์ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพ ย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่เพราะจุดประสงค์คือการแก้วิกฤตปากท้องของประชาชน

ขอบคุณประชาชนสนใจ

นายเอกนิติ ยังกล่าว ขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการไทยช่วยไทยพลัส และสิทธิ์ต่างๆ ที่เราเตรียมไว้ก็เชื่อว่าเพียงพอสำหรับประชาชน เพราะครั้งนี้เห็นว่าทุกคนไม่ต้องมา
แย่งกัน เพราะเราพูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ว่าจะมีการเตรียมสิทธิ์ให้เพียงพอ เพราะต้องการช่วยเหลือคน ดังนั้น จะเห็นว่าคนที่เข้ามา ก็เพียงพอสิทธิ์ที่เหลืออยู่ เราก็จะไปใช้ช่วยคนในโอกาสอื่น และยินดีที่ร้านค้าเข้ามาค่อนข้างมากกว่า 1,000,000 ร้านค้า และยังเปิดอีกทั่วประเทศ จึงอยากเชิญชวนให้ร้านค้าพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ในตลาดโดยเฉพาะรายย่อย คนที่ยังไม่ได้สมัคร ให้ไปสมัคร และไปติดต่อธนาคารกรุงไทย ส่วนประชาชนให้ไปติดต่อที่กระทรวงมหาดไทย ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ และยังสามารถเปิดรับคนที่ยังไม่เคยเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สามารถเข้ามาสมัครได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

3ชม.สะพัด170ล้านบาท

ขณะที่นายผยง กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00 - 09.00 น. ว่า มีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 170,000,000 บาท โดยมีผู้ใช้จ่ายเกือบ 900,000 คน และมียอดซื้อขายแล้ว 1.1 ล้านรายการ โดยมีจำนวนกว่า 220,000 ร้านค้า และขณะนี้ ได้เปิดระบบให้มีการทำธุรกรรมสูงสุด 300,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อเตรียมรองรับในวันแรก และตามปกติช่วงที่มีโครงการวันจันทร์ อังคาร จะมีประชาชนเข้ามาใช้มากที่สุดประมาณ 16.00 น.

นายกฯกระตุ้นปชช.จับจ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก กระตุ้นให้ประชาชนกับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เริ่มวันที่
1 มิ.ย. วันแรกว่า “ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ”

รบ.ปลื้มใช้สะพัดเฉียด600ล้าน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ” สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น

ยันไม่มีคิดภาษีย้อนหลัง

รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า “ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง” เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

“ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิ์ยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า
และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า”นางสาวพลอยทะเล ระบุ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top