538.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.12 น.

2 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   อว. เสนอว่า

                   1. เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มีการเปิดสอนสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เพิ่มขึ้น อว. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อกำหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ รวมทั้งสีประจำสาขาวิชาดังกล่าว ดังนี้

                             1.1 กำหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์มีปริญญาสามชั้น คือ

                             (ก) เอก เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.”

                             (ข) โท เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.ม.”

                             (ค) ตรี เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.บ.”

                             1.2 กำหนดสีประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ เป็น สีชมพูอมส้ม

                   2. ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ รวมทั้งกำหนดสีประจำสาขาวิชาดังกล่าว คณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และคณะกรรมการสภาการสาธารณสุขชุมชนได้มีมติเห็นชอบหลักสูตรแล้ว และได้แจ้งหลักสูตรการศึกษาดังกล่าวต่อสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว

 

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. ....

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้ง ธ.ก.ส. มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในการกำกับดูแลของ กค. ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 และได้เปิดทำการให้ช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 ซึ่งจะครบ 60 ปี ในวันที่
1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 กรมธนารักษ์ กค. จึงเห็นควรจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทั้งสองพระองค์ทรงส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนจากการเกษตรอันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป

                   2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. .... ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์สีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาทเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบ 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทั้งสองพระองค์ทรงส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนจากการเกษตรอันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป ซึ่งกระทรวงการคลังได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าวตามรูปแบบที่ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ....

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ก่อกำเนิดมาจากชมรมออร์โธปิดิกส์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2509 โดยการรวมตัวของกลุ่มหมอกระดูกจากหลากหลายโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย ต่อมาได้จัดตั้งวิทยาลัยขึ้นในแพทยสภาชื่อว่า “วิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย” และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสถาปนาเป็น “ราชวิทยาลัยแพทย์” ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งจะครบ 60 ปี ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569 กรมธนารักษ์ กค. จึงเห็นควรจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป

                   2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปีฯ ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบ 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569 และเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป ซึ่งกระทรวงการคลังได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าวตามรูปแบบที่ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

4. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. ....

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้ตัดการให้มี “ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” และ “ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” ออกจากการเป็นกรรมการของคณะกรรมการรถราชการตามข้อ 27 ของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. .... และให้รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง และความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญ

                   ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 โดยแก้ไขเพิ่มเติมเกณฑ์การจัดหารถราชการให้สามารถใช้รถราชการพลังงานไฟฟ้าและพลังงานไฮโดรเจนได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกอย่างหลากหลายในการจัดหารถราชการได้อย่างเหมาะสมและทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงของภาครัฐและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

เศรษฐกิจ-สังคม

5. เรื่อง พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร (กรอบมาตรการแก้ไขปัญหา พื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ) และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวมเพื่อให้ราษฎรได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ที่ผ่านมารัฐบาลจำแนกประเภทที่ดินและกำหนดให้พื้นที่ป่าไม้ถาวรเป็นสมบัติของชาติเพื่อสงวนรักษาไว้ โดยถือเป็นที่ดินของรัฐที่หวงห้าม ไม่ใช่พื้นที่จัดสรรเพื่อทำกิน ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ 5 ประเภทได้แก่ (1) ป่าไม้ถาวร (2) ป่าสงวนแห่งชาติ (3) ป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (4) ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 (5) พื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่สวนป่า เป็นต้น ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 มิถุนายน 2541) เห็นชอบหลักการมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ) และให้ยกเลิกมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 โดยให้ใช้มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีนี้แทน (30 มิถุนายน 2541) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งต่อมามีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 กำหนดให้ปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ที่ได้อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ จึงทำให้พบว่า มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ของชาติจากการถูกบุกรุกไม่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำและยังคงขาดความชัดเจนในแนวปฏิบัติที่จะใช้เพื่ออนุรักษ์ในพื้นที่ป่าไม้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพิ่มได้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ (26 พฤศจิกายน 2561) เห็นชอบในหลักการพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่มีประชาชนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีความครอบคลุมขึ้นมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ยังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมาตรการอนุรักษ์ป่าไม้ถาวรถูกยกเลิกไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ครั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกิดความชัดเจนต่อการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ถาวรแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ แล้ว

                   2. กรอบมาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ ได้จัดประเภทพื้นที่ป่าไม้ถาวรตามความสมบูรณ์ของพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 (ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ปีล่าสุดภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
30 มิถุนายน 2541) เพื่อพิสูจน์การใช้ประโยชน์พื้นที่ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันกับมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 สรุปได้ ดังนี้

มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ

(ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่

30 มิถุนายน 2541) เช่น

มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ (ตามมติคณะรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561) เช่น

มาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้
ถาวรฯ

(ข้อเสนอในครั้งนี้) เช่น

1. ป่าสงวนแห่งชาติ

(1) พื้นที่ที่ไม่สมควรนำไปปฏิรูปที่ดินให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อเปิดโอกาส ให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อย่างเป็นรูปธรรม

(2) เมื่อมีเขตปฏิรูปที่ดินแล้วให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ประชาชนปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น อย่างน้อยร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับกรณีเป็นที่ดินที่ติดกับเขตป่าไม้ ต้องปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นแนวกันชนและให้นำเอาวิธีการจัดรูปแปลงที่ดินให้มีขนาดเหมาะสมเพื่อใช้แก้ปัญหา เรื่องที่ทำกินของประชาชนในเขตป่าไม้ด้วย

(3) เมื่อกรมป่าไม้ปรับแนวเขตตามสภาพ ข้อเท็จจริงและความเหมาะสมแล้วให้ดำเนินการตามความเหมาะสมในส่วนพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจที่มีประชาชนใช้ทำประโยชน์อยู่แล้ว และให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดในกรณีที่มีการบุกรุกป่าอนุรักษ์ใหม่

(1) พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3 -5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

(2) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่
3 – 5 หลังมติคณะรัฐมนตรี (30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตาม คสช.ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่

(3) พื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่
1-2 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี
(30 มิถุนายน 2541 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่

(4) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 หลังมติคณะรัฐมนตรี
(30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557) ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข เช่น

(1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะปลูกป่า
3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่

(2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น

 

-

2. ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี

(1) ให้กรมป่าไม้สำรวจพื้นที่และขึ้นทะเบียนผู้ครอบครอง

เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน

(2) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาก่อนการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้กรมป่าไม้จัดทำขอบเขตให้ชัดเจนและห้ามให้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก

(3) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาหลังการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วทำการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

(1) ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ทั้งก่อนและหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้กำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันและให้สิทธิทำกินมิให้เอกสารสิทธิ

(2) ในพื้นที่ป่าชายเลนให้จัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อการอนุญาตและเสนอขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้

 

-

3. พื้นที่อื่น ๆ ที่สงวนหรืออนุรักษ์ไว้เพื่อกิจการป่าไม้

กรณีที่มีประชาชนร้องเรียนเสนอปัญหา ให้จังหวัดดำเนินการตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้มีทั้งฝ่ายราชการและประชาชนฝ่ายละเท่าๆกันแล้วเสนอมาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

-

-

4. พื้นที่ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี

 

 

(1) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์ก่อนปี 2545 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

(2) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545

ถึงปี 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่

(3) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์ ก่อนปี 2545 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์)

โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่

(4) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545 ถึงปี 2557 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข

เช่น (1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะ

ปลูกป่า 3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ70 ของพื้นที่ (2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น

 

                   ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยบางหน่วยงานมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น (1) ให้ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจน (2) หากมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่รบกวนระบบนิเวศของพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ให้มีมาตรการติดตามและตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ เป็นต้น ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตหน่วยงานใดจะต้องมีการดำเนินการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ก็จะต้องเสนอขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ที่กำหนดห้ามมิให้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 – 2 เป็นรายกรณีด้วย

 

6. เรื่อง โครงการสลากการกุศลเพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้มีการออกสลากการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล (คกก. พิจารณาโครงการฯ) จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงิน 2,179.24 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อเสริมศักยภาพโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย - กัมพูชา วงเงิน 990.72 ล้านบาท (2) โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้ทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ความเป็นไทย วงเงิน 800.00 ล้านบาท และ (3) โครงการขับเคลื่อนการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ วงเงิน 388.52 ล้านบาท

                   2. มอบหมายให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนง. สลากฯ) ดำเนินการ ดังนี้

                             2.1 เป็นผู้จัดพิมพ์ จัดจำหน่าย และจ่ายเงินรางวัลสลากการกุศล ตามข้อ 1

                             2.2 ประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ตามข้อ 1 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการออกสลากการกุศล การขออนุญาตการออกสลากการกุศล โดยปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการนำส่งเงินให้หน่วยงานเจ้าของโครงการตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โดยให้ผู้รับใบอนุญาตการออกสลากการกุศลเสียภาษีการพนันเหลือร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลาก ซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่ายตามข้อ 12 (4) แห่งกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503)1 ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2543)

                             2.3 จัดทำแผนการออกสลากการกุศลและแผนการใช้เงินของแต่ละโครงการและรายงานต่อ คกก. พิจารณาโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามการดำเนินโครงการที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

                   3. มอบหมาย คกก. พิจารณาโครงการฯ ดำเนินการ ดังนี้

                             3.1 ให้ คกก. พิจารณาโครงการฯ มีอำนาจในการกำหนดระยะเวลาผูกพันวงเงินขยายระยะเวลาผูกพันวงเงิน หรือขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนเบิกจ่ายตามเหตุผลความจำเป็นแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ หาก คกก. พิจารณาโครงการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกการสนับสนุนเงินจากการออกสลากการกุศลให้โครงการดังกล่าว

                             3.2 เปลี่ยนแปลงรายละเอียดการใช้เงินภายในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงเป็นกิจกรรมที่แตกต่างจากโครงการที่ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามข้อ 1

                   4. เห็นชอบการขยายระยะเวลาผูกพันวงเงินโครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ (โครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ฯ) ระยะที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล2 (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ) โดยขยายระยะเวลาผูกพันวงเงินถึงเดือนกันยายน 2569

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (7 มกราคม 2568) เห็นชอบการทบทวนหลักการและแนวทางในการพิจารณาการออกสลากการกุศล (หลักเกณฑ์ฯ) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ในการพิจารณาโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากโครงการสลากการกุศล (โครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ) โดยลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ ต้องเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา การสาธารณสุข หรือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงเป็นโครงการที่ก่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมอย่างทั่วถึงในวงกว้าง ซึ่งวงเงินที่จะให้การสนับสนุนต้องไม่เกินโครงการละ 1,000 ล้านบาท และการพิจารณาสนับสนุนโครงการที่ขอออกสลากการกุศลจะต้องมีวงเงินรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (29 เมษายน 2568) เห็นชอบให้มีการออกสลากการกุศล จำนวน 7 โครงการ วงเงิน 5,308.14 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินคงเหลือ 4,691.86 ล้านบาท

                   2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 พฤศจิกายน 2568) เห็นชอบให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ฯ โดยให้ปรับเพิ่มลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุน เป็น โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรมไทย การสาธารณสุข หรือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยโครงการดังกล่าวจะต้องก่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมอย่างทั่วถึงในวงกว้าง และมอบหมาย คกก. พิจารณาโครงการฯ ดำเนินการพิจารณาการออกสลากการกุศลสำหรับโครงการสลากการกุศลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 ที่มีวงเงินคงเหลืออยู่จำนวน 4,691.86 ล้านบาท

                   3. ที่ประชุม คกก. พิจารณาโครงการฯ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณาผลการกลั่นกรองโครงการที่ขอรับสนับสนุนฯ ของคณะทำงานกลั่นกรองโครงการสลากการกุศล (คณะทำงานฯ) โดยมีมติ ดังนี้

                             3.1 เห็นชอบให้มีการออกสลากการกุศล (เพิ่มเติม) จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 2,179.24 ล้านบาท ได้แก่

ลำดับ

โครงการ/หน่วยงาน

วงเงิน (ล้านบาท)

ด้านสาธารณสุข จำนวน 1 โครงการ [สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)]

1

โครงการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อเสริมศักยภาพโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย - กัมพูชา

รายละเอียด : เป็นการขอรับการสนับสนุนเพื่อจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เสริมศักยภาพให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ทั้งหมด 9 จังหวัด (จันทบุรี ตราดสระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) จำนวน 4 รายการระยะเวลาดำเนินโครงการ 14 เดือน นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุน

990.72

ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย จำนวน 2 โครงการ [กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)]

2

โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้ทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ความเป็นไทย

รายละเอียด : เป็นการขอรับการสนับสนุนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้กับประชาชนและผลักดันภาพลักษณ์ไทยให้เป็นที่ชื่นชมในระดับนานาชาติ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุน โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น กิจกรรมการส่งเสริมผ้าไทยและชุดไทยพระราชนิยม วงเงิน 300 ล้านบาท กิจกรรมเทศกาลดนตรีไทยในระดับนานาชาติ (Thai Music Festival) วงเงิน 200 ล้านบาท

800.00

3

โครงการขับเคลื่อนการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

รายละเอียด : เป็นการขอรับการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 21 เดือน นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุน โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น กิจกรรมส่งเสริม CPOT NEXTGEN (Culture Product of Thailand - Next Generation) วงเงิน 100 ล้านบาท กิจกรรมพัฒนาย่านวัฒนธรรมต้นแบบเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานชุมชน (M-Culture Community Showcase) วงเงิน 75 ล้านบาท

388.52

รวม

2,179.24

ทั้งนี้ สำหรับวงเงินคงเหลือจำนวน 2,512.62 ล้านบาท มอบหมายให้คณะทำงานฯ นำโครงการ ที่ขอรับการสนับสนุนฯ ที่ได้ส่งข้อเสนอมาแล้วมาพิจารณากลั่นกรองอีกครั้ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญและทบทวนในด้านความจำเป็นและ
ความพร้อมของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ และนำเสนอ คกก. พิจารณาโครงการฯ เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

                             3.2 เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาผูกพันวงเงินโครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ ระยะที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ จากเดิมระยะเวลาผูกพันวงเงินโครงการจะสิ้นสุดเดือนมกราคม 2569 เป็นสิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 เนื่องจาก คกก. พิจารณาโครงการฯ เห็นว่า โครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ฯ ระยะที่ 2 ไม่สามารถผูกพันวงเงินได้ตามกำหนด ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อประชาชนและประโยชน์สาธารณะโดยส่วนรวม โดยเป็นการปรับแบบอาคารผู้ป่วยในหลังที่ 2 ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่จะทำให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์สูงสุดและให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องขอขยายเวลาการผูกพันวงเงินดังกล่าว

                   4. กค. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เรียบร้อยแล้ว

                   5. วธ. สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่ กค. เสนอ โดย สศช. เห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ฯ ระยะที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ พิจารณาเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว

_________________

1 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นสลากกินแบ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย

2 คณะรัฐมนตรีมีมติ (26 กรกฎาคม 2565) เห็นชอบให้มีการออกสลากการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ ซึ่งผ่านการกลั่นกรองจาก คกก. พิจารณาโครงการฯ แล้ว จำนวน 16 โครงการ วงเงิน 8,239.93 ล้านบาท รวมถึงโครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ฯ ระยะที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ วงเงิน 349.66 ล้านบาทด้วย ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ คกก. พิจารณาโครงการฯ กำหนดระยะเวลาในการผูกพันวงเงินของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ และหากหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ ไม่สามารถผูกพันวงเงินได้ตามกำหนด ให้ยกเลิกวงเงินดังกล่าวหรือให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาในการดำเนินโครงการดังกล่าว

 

7. เรื่อง โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 (ตามข้อ 2) ตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. 2562 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   คณะกรรมการฯ รายงานว่า

                   1. ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (1 กุมภาพันธ์ 2565) โครงการฯ ปี 2565 ได้เริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2566 โดยปัจจุบันมีสิทธิสวัสดิการที่จัดสรรให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการฯ
ปี 2565 เช่น วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กำหนด จำนวน 300 บาท/คน/เดือน และวงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะจำนวน 750 บาท/คน/เดือน [คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 กุมภาพันธ์ 2566)] ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (15 ตุลาคม 2567) แก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้บัตรฯ โดยกำหนดให้มีการเปิดรับลงทะเบียนตามโครงการฯ รอบใหม่ภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันเริ่มใช้สิทธิครั้งแรก นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติ (19 พฤษภาคม 2569) มอบหมายสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อสำรวจกลุ่มคนตามชายขอบ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ไม่สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันให้เข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการเปิดรับลงทะเบียนตามโครงการฯ เพิ่มเติม ส่งผลให้ยังมีกลุ่มประชาชนตกหล่นและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประชารัฐสวัสดิการได้ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ยังคงอยู่ภายใต้บริบทของการดำเนินการและข้อมูลจากการลงทะเบียนในปี 2565 ดังนั้น เพื่อให้คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อให้การบริหารงบประมาณของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) มีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ โดยพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสวัสดิการของภาครัฐอย่างแท้จริง คณะกรรมการฯ จึงนำเสนอโครงการฯ ปี 2569 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อที่จะสามารถเปิดรับการลงทะเบียนในรอบใหม่ได้โดยเร็วต่อไป

                   2. โครงการฯ ปี 2569 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             2.1 รายละเอียดโครงการฯ ปี 69

หัวข้อ

รายละเอียด

1. วัตถุประสงค์

เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ปี 2569 ได้อย่างครบถ้วนและให้ภาครัฐมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน (Dynamic Data) รวมถึงเพื่อให้การบริหารงบประมาณของกองทุนฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาครัฐจัดสรรงบประมาณให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือค่าครองชีพที่แท้จริง

2. กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 14.14 ล้านคน ดังนี้

(1) ผู้มีบัตรฯ จำนวน 13.19 ล้านคน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569)

(2) ผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายขอบ/กลุ่มตกหล่น ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน มท. หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (กลุ่มชายขอบฯ)

จำนวน 0.95 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569)

3. งบประมาณ

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 55,257.7 ล้านบาท ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 จำนวน 48.8 ล้านบาท ได้แก่

          (1.1) ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการพัฒนาระบบประมวลผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการฯ (Welfare Cleansing Data) จำนวน 15 ล้านบาท

          (1.2) ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการให้บริการระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare Register) รวมบริการระบบการยืนยันตัวตน (e - KYC) จำนวน 30 ล้านบาท

          (1.3) ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 จำนวน 3.8 ล้านบาท

(2) ค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จำนวน 55,208.9 ล้านบาท (ประมาณการจากการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับจัดสรรสวัสดิการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568)

4. แหล่งเงิน

งบประมาณของกองทุนฯ

5. ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ปี 2569

(1) เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หรือนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569

(2) ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

(3) ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

(4) ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 (รอบทบทวน) สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ให้ประธานกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พิจารณาปรับเปลี่ยนกรอบระยะเวลาตามความเหมาะสมกับสถานการณ์

6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การดำเนินโครงการฯ ปี 2569 จะทำให้รัฐบาลสามารถพุ่งเป้าการให้ความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อนำไปกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการกำหนดนโยบายเพื่อต่อยอดการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งมีวิธีการดำเนินการติดตามและประเมินผลที่เป็นรูปธรรม และส่งผลให้การบริหารงบประมาณของกองทุนฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ ปี 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ ปี 2569 แล้ว คณะกรรมการฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดและการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 เช่น การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือและข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 และการกำหนด วันและเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ การกำหนดระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 รวมถึงกำหนดแนวทางการดำเนินการกับผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2569 ที่กระทำผิดหลักเกณฑ์การจัดสรรประชารัฐสวัสดิการแต่ได้รับสิทธิ และดำเนินการแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้รับประชารัฐสวัสดิการ

                             2.2 คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนที่จะได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

หัวข้อ

รายละเอียด

1. สัญชาติ

ไทย

2. อายุ

ตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (ณ วันที่เปิดรับลงทะเบียน)

3. บุคคลที่เข้าข่ายไม่ได้รับสิทธิ

บุคคลดังต่อไปนี้

(1) ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง

(3) บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ

(4) นักเรียน นักศึกษา

(5) บุคคลดังต่อไปนี้

          (5.1) ข้าราชการ

          (5.2) พนักงานราชการ

          (5.3) พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (รอบปีปฏิทิน)

          (5.4) ผู้รับบำเหน็จรายเดือน

          (5.5) ผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ

          (5.6) ข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535

          (5.7) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา

          (5.8) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดและผู้ถือหุ้น หรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ตามฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยเลขประจำตัวประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

          (5.9) ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด

          (5.10) ผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

          (5.11) ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้วตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป

          (5.12) บิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

          (5.13) บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรฯ) ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับบุตรดังกล่าว

          (5.14) คู่สมรสของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับคู่สมรส

4. รายได้

(1) เป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี

(2) เป็นผู้มีรายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี

5. ทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่

เงินฝาก และสลาก

เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สินทางการเงินหรือมีทรัพย์สินทางการเงินที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมดทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท ได้แก่

(1) เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

(2) สลากของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส.

6. หนี้สิน

ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

7. อสังหาริมทรัพย์

ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดรวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร และ

(2) กรณีผู้ที่เป็นเกษตรกร (มีรายชื่อเป็นเกษตรกรตามฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ) หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

          (2.1) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

          (2.2) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อรวมกันกับข้อ 7 (2.1) แล้ว ทุกแห่งต้องมีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 10 ไร่

(3) กรณีผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร ตามข้อ 7 (2)

          (3.1) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

          (3.2) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อรวมกันกับข้อ 7 (3.1) แล้ว ทุกแห่งต้องมีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 1 ไร่

8. บัตรเครดิต

ไม่เป็นผู้มีบัตรเครดิต

9 รถ

ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่ มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

                             2.3 การดำเนินการ

                                      (1) การยืนยันการลงทะเบียน

                                      (1.1) ผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.19 ล้านคน ต้องทำการยืนยันเข้าร่วมโครงการฯ ปี 2569 ทุกราย โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางหรือหน่วยรับลงทะเบียนที่คณะกรรมการฯ กำหนด ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) ธอส. และ ธอท. ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยรับลงทะเบียนข้างต้นรับลงทะเบียนและบันทึกข้อมูลผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2565 เข้าระบบของโครงการฯ เพื่อยืนยันการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ปี 2569

                                      (1.2) ผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายขอบฯ จำนวน 0.95 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) โดย มท. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดำเนินการสำรวจผู้ที่มีคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 และลงทะเบียนข้อมูลผู้ไม่มีบัตรฯ ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท. ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน มท. และ พม. ร่วมกันบูรณาการฐานข้อมูล จปฐ. และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงโครงการฯ ปี 2569 และมอบหมายให้ มท. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เป็นหน่วยรับลงทะเบียนสำหรับผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายชอบฯ โดยลงทะเบียนข้อมูลผู้ในมีบัตรฯ ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท. และนำส่งข้อมูลผู้ลงทะเบียนให้ สป.กค. รวมถึงดำเนินการตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ ปี 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

                                      (2) ข้อมูลที่ใช้ดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ได้แก่

                                      (2.1) ข้อมูลเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ข้อ 2.2 และข้อมูลอื่นที่ใช้เพื่อออกคำสั่ง แจ้งคำสั่ง และพิจารณาทบทวนคำสั่งให้เป็นผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2569

                                      (2.2) ข้อมูลประกอบการลงทะเบียน ดังนี้

หัวข้อ

รายละเอียด

1. การเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

(1) ผู้ลงทะเบียนมีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุหรือไม่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

(2) จำนวนครั้งของการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของผู้ลงทะเบียน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

2. สถานภาพ

ความพิการ

(1) ผู้ลงทะเบียนมีบัตรประจำตัวคนพิการหรือไม่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

(2) ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องถ้ามีบัตรประจำตัวคนพิการ เช่น ประเภทความพิการชื่อและนามสกุล เลขประจำตัวประชาชนของผู้ดูแลคนพิการ เป็นต้น

3. การถือครองหลักทรัพย์

(1) ราคาและจำนวนหลักทรัพย์ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นนายทะเบียนที่ผู้ลงทะเบียนถือครอง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

(2) มูลค่าพันธบัตรและตราสารหนี้ภาครัฐอื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็น
นายทะเบียนที่ผู้ลงทะเบียนถือครอง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

4. สถานภาพการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา

(1) ผู้ลงทะเบียนที่สถานภาพเป็นผู้กู้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

(2) มูลค่าวงเงินกู้รวมของผู้ลงทะเบียน เวลาใดเวลาหนึ่ง

(3) มูลค่าหนี้สินคงค้างของผู้ลงทะเบียน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

5. ข้อมูลการใช้แอปพลิเคชันธนาคาร

สถานการณ์ลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Application) ของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และ ธอท. ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
(3 เดือน ย้อนหลัง)

6. ข้อมูลรายการ เข้า - ออก ผ่านบัญชีเงินฝาก

-

ทั้งนี้ มีหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลประกอบการลงทะเบียนสำหรับโครงการฯ ปี 2569 จำนวน 54 หน่วยงาน เช่น กรมการปกครอง (มท.) กรมสรรพากร [กระทรวงการคลัง(กค.)] และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.)

                                      (3) การกำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียน

                                                (3.1) การลงทะเบียนตามโครงการฯ ปี 2569 เป็นรูปแบบสมัครใจ (Voluntary Basis) โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมให้เปิดเผยและตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล แต่หากพบว่าผู้ลงทะเบียนไม่มีคุณสมบัติของผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ลงทะเบียนจะไม่ได้รับสิทธิประชารัฐสวัสดิการ อย่างไรก็ดี ผู้ลงทะเบียนที่เป็นผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2569 และได้รับสิทธิประชารัฐสวัสดิการ หากมีการตรวจสอบและพบว่าผู้ลงทะเบียนขาดคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียนดังกล่าวจะถูกเพิกถอนความเป็นผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2569 โดยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และระยะเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวม การใช้ หรือการเปิดเผยมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของ สป.กค. และมอบหมายให้ สป.กค. เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ปี 2569 ตลอดจนเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

                                      (3.2) โครงการฯ และสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 จะสิ้นสุดลงก่อนวันที่เริ่มใช้ประชารัฐสวัสดิการในโครงการฯ ปี 2569 โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 จะยังคงได้รับสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี (28 กุมภาพันธ์ 2566) จนถึงก่อนวันที่เริ่มใช้ประชารัฐสวัสดิการในโครงการฯ ปี 2569 (เริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 สิงหาคม 2569)

                             (4) การแก้ไขปัญหา

                                      (4.1) ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้รับประชารัฐสวัสดิการ (Exclusion) กำหนดให้ มท. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดำเนินการสำรวจผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายขอบฯ และลงทะเบียนกลุ่มดังกล่าวผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท.

                                      (4.2) ผู้ที่ไม่ควรได้รับประชารัฐสวัสดิการ (Inclusion Error) กำหนดให้ผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2565 ยืนยันการลงทะเบียน ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไชต์ของโครงการ แอปพลิเคชันทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน จำนวน 5 แห่ง (ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยฯ ธอส. และ ธอท.) เครื่องถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารกรุงไทยฯ และแอปพลิเคชันเป๋าตัง

                                      ทั้งนี้ จะเปิดรับลงทะเบียนตามโครงการฯ ครั้งต่อไปในระยะเวลาภายใน 2 ปี และจะมีการดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบข้อมูลของผู้ลงทะเบียนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

                             (5) การสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบถึงการดำเนินโครงการฯ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจถึงรายละเอียดของโครงการฯ เช่น คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 และวิธีการการลงทะเบียน เป็นต้น และมอบหมายคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์และประสานงานการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ

                   3. คณะกรรมการฯ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 (ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน) ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน) และครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 (ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน) ได้มีมติเห็นชอบโครงการฯ ปี 2569 ด้วยแล้ว

 

8. เรื่อง รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ ตามข้อ 1 - 4

                   2. เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ตามข้อ 5

                   3. มอบให้สำนักงบประมาณนำข้อเสนอที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ให้ความเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569 นั้น

                   เพื่อดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว สำนักงบประมาณขอเรียน ดังนี้

                   1. หน่วยรับงบประมาณ เสนอคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด รวมคำขอทั้งสิ้น จำนวน 5,972,529.3071 ล้านบาท สำนักงบประมาณได้พิจารณารายละเอียดคำขอดังกล่าวตามแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่  11 เมษายน 2569 และตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เรื่อง วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ โดยให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐบาลแผนงาน/โครงการที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และแผนพัฒนาพื้นที่ โดยพิจารณาตามภารกิจ ความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่า และขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน สถานะด้านการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคม ตลอดจนพิจารณาตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สภาผู้แทนราษฎรและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วุฒิสภา เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว

                   2. วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่กำหนดไว้จำนวน 3,780,600 ล้านบาท เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ประกอบด้วย

                   1) รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1363 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 131,724.9198 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 70.2

                   2) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 52,503.0199 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 42.5 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3.3

                   3) รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,564.7499 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 22.8

                   4) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 320 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.0 ของวงเงินงบประมาณรวม เท่ากับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 10,096.7149 ล้านบาท)

                   3. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในมิติต่าง ๆ

                             3.1 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ 8 กลุ่มงบประมาณ ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561

 

                                   หน่วย : ล้านบาท

กลุ่มงบประมาณ

งบประมาณ

จำนวน

ร้อยละ

รวมทั้งสิ้น

3,788,000.0000

100.00

1. งบประมาณรายจ่ายงบกลาง (12 รายการ)

693,880.0000

18.32

2. งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ

1,342,836.2816

35.45

3. งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ

70,246.9907

1.85

4. งบประมาณรายจ่ายบุคลากร

852,671.2186

22.51

5. งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน

294,857.1603

7.78

6. งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ

462,470.3085

12.21

7. งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

71,038.0403

1.88

8. งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย

-

-

                  

                             3.2 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

 

หน่วย : ล้านบาท

นโยบายรัฐบาล

งบประมาณ

วงเงินรวม

1,503,088.7746

1. ด้านเศรษฐกิจ

436,287.8621

2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

162,951.4899

3. ด้านสังคม

698,046.9134

4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

170,390.6387

5. ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

35,411.8705

                  

                             3.3 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ

 

                                 หน่วย : ล้านบาท

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

งบประมาณ

จำนวน

ร้อยละ

รวมทั้งสิ้น

3,788,000.0000

100.00

1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง

407,165.1923

10.75

2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

348,427.4175

9.20

3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์


611,194.4689


16.14

4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม


960,916.5562


25.37

5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


137,507.7666


3.63

6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

รายการค่าดำเนินการภาครัฐ


676,320.2497

646,468.3488


17.85

17.06

                  

                   สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามหน่วยรับงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น

                   ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามแผนงานบูรณาการและการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ และหน่วยงานอื่นของรัฐ

                   4. การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                   เพื่อให้การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสอดคล้องกับหลักการตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้มีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พิจารณานำเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมมาใช้สมทบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อดำเนินโครงการลงทุนในท้องถิ่นมากขึ้น จึงเห็นสมควรจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,540.6008 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.95 ทำให้ประมาณการรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่นำมาคิดสัดส่วนมีจำนวนทั้งสิ้น 880,541.3876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 23,363.1907 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.73 และ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล (ไม่รวมเงินกู้) ร้อยละ 29.35                        

                   5. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้

                             5.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในส่วนของคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็น การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นระยะเวลา 7 วัน

                             5.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เรื่อง วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำหรับการมอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี กรณีขอให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา หากมีความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์เป็นสำคัญ รวมทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และกรณีขอให้ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ หากมีความจำเป็น ด้านความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สินของประชาชนและราชการ การอำนวยความยุติธรรม การอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ และเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งหน่วยงานโดยพิจารณาดำเนินการเฉพาะรายการที่มีความจำเป็นและไม่สามารถชะลอการก่อสร้างได้

 

9. เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

                   1.เห็นชอบให้ชะลอการดำเนินการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการข้ามหน่วยรับงบประมาณตามระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ (ตามข้อ 1.2)

                   2. เห็นชอบการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตามข้อ 2) ประกอบด้วย หลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ความเป็นมา

                       1.1 สืบเนื่องจากในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเทศไทยเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในและภายนอกหลายประการ อาทิ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ราคาพลังงาน และค่าครองชีพของประชาชน ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น คงเหลือจำนวนจำกัดและจะไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบกับต้องสำรองงบประมาณไว้สำหรับค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น เช่น ภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายบางส่วนของหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ที่หมดความจำเป็น หรือสามารถชะลอได้ เพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการโอนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณไปใช้สำหรับหน่วยรับงบประมาณอื่นหรือโอนไปเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ยกเว้นกรณีที่เป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายภายใต้แผนงานบูรณาการเดียวกัน และการโอนงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภายใต้แผนงานบุคลากรภาครัฐตามมาตรา 35 ดังนั้น เพื่อให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ของหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ไปใช้สนับสนุนในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับมติคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ..... ต่อไป สำนักงบประมาณจึงเห็นสมควรเสนอการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณไปใช้จ่ายในการดำเนินการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

                       1.2 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้กำหนด “ระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม” ขึ้นตามมาตรา 35 ทั้งนี้ ระเบียบฯ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาเพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการต่าง ๆ ที่หน่วยรับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือที่เป็นเงินเหลือจ่ายไปให้หน่วยรับงบประมาณอื่นในแผนงานบูรณาการเดียวกัน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระบวนการดังกล่าว ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ดังนั้น จึงเห็นสมควรชะลอการดำเนินการเพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการข้ามหน่วยรับงบประมาณตามระเบียบดังกล่าวไว้ก่อน

                   2. การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                       เพื่อให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สำนักงบประมาณจึงจัดทำข้อเสนอให้นำงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ (Function) งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) และงบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน เพื่อไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และขั้นตอนตามปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ดังนี้

                       2.1 หลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                          2.1.1 รายการที่นำงบประมาณรายจ่ายไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีดังนี้

                              1) รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569

                                  (1) ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม) รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ อาทิ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ

                                  (2) รายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาตามมาตรการลดการใช้พลังงานภาครัฐ และ/หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมดหรือบางส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                              2) รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย

                                      (1) รายการปีเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด สำนักงบประมาณจะพิจารณาเป็นกรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการสร้างงาน สร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย

                                      (2) รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ได้แก่ รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรา 41 และ 42 แห่งพระราชบัญญัติการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และรายการใหม่ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นในการดำเนินการ และต้องการยกเลิกการดำเนินการ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้

                                      (3) รายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่า สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                              3) หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุน และทุนหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ที่พิจารณาเห็นว่ารายการที่ได้รับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ หรือมีเงินรายได้/เงินรายได้สะสมคงเหลือ เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงานทดแทนเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยใช้หลักเกณฑ์และแนวทาง ตามข้อ 1) และ 2) โดยอนุโลม

                          2.1.2 รายการที่ไม่นำงบประมาณรายจ่ายไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีดังนี้

                              1) งบประมาณรายจ่ายบุคลากร งบประมาณภายใต้แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

                              2) รายการในลักษณะรายจ่ายประจำที่เป็นไปเพื่อการจัดสวัสดิการแห่งรัฐหรือค่าใช้จ่ายรายหัวตามสิทธิพื้นฐานจากการบริการของรัฐที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และรายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานของหน่วยรับงบประมาณ โดยเฉพาะในลักษณะค่าจ้างเหมาบริการต่าง ๆ รวมทั้งรายการที่มีกำหนดการดำเนินการหรือมีข้อผูกพันให้ดำเนินการในไตรมาสที่ 3 - 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                              3) รายการในลักษณะรายจ่ายลงทุนที่เป็นงานดำเนินการเอง ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน รายการที่มีลักษณะพิเศษที่ต้องใช้เทคโนโลยีหรือข้อเทคนิคพิเศษขั้นสูง หรือต้องจัดหาจากต่างประเทศ รายการที่อยู่ระหว่างการเจรจาผลการซื้อหรือจ้าง ผลการคัดเลือก หรืออยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และรายการที่มีความสำคัญสูงหากไม่ดำเนินการจะเกิดความเสียหายต่อราชการหรือส่งผลกระทบต่อประชาชน รายการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งรายการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและภารกิจเกี่ยวกับการสู้รบบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา หรือรายการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา

                              4) งบประมาณเหลือจ่ายของรายจ่ายลงทุนที่หน่วยรับงบประมาณมีความจำเป็น เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลหรือภารกิจสำคัญของหน่วยงาน

                              5) งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับจัดสรรเป็นเงินอุดหนุน

                          2.1.3 ให้หน่วยรับงบประมาณตรวจสอบรายการงบประมาณและวงเงินงบประมาณ ตามข้อ 2.1.1 เสนอรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ สำนักงบประมาณอาจเสนอเพิ่มเติมให้โอนงบประมาณจากรายการอื่น นอกเหนือจากรายการและวงเงินที่หน่วยรับงบประมาณ รายงานต่อสำนักงบประมาณได้ และให้สำนักงบประมาณพิจารณาวงเงินที่สามารถนำมาโอนได้ เพื่อร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... โดยไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีความจำเป็นเร่งด่วนอื่น และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

                       2.2 ปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                          วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมปฏิทินการโอน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

                          วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และหน่วยรับงบประมาณพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และหน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามแบบฟอร์มในระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางที่สำนักงบประมาณกำหนด เสนอรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือ รัฐมนตรีที่กำกับดูแล พิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณ

                          วันเสาร์ที่ 6 - วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 สำนักงบประมาณพิจารณา รายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี

                          วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการโอน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และมอบให้สำนักงบประมาณไปดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง

                           วันพุธที่ 17 - ศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักงบประมาณดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ....

                          วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นฯ และพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... และเอกสารประกอบ และนำเสนอสภาผู้แทนราษฎร ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์

                          วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... วาระที่ 1

                          วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... วาระที่ 2 และ 3

                          วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569 วุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ....

                          วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ต่างประเทศ

10. เรื่อง ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดว่าด้วยการสร้างสังคมที่มีสันติภาพและเป็นประชาธิปไตย ผ่านความเท่าเทียมระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชน และนโยบายต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนสิทธิสตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดว่าด้วยการสร้างสังคมที่มีสันติภาพและเป็นประชาธิปไตย ผ่านความเท่าเทียมระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชน และนโยบายต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนสิทธิสตรี (ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ กต. เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนร่วมรับรองร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ

                   สาระสำคัญของเรื่อง     

                   1. กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดว่าด้วยการสร้างสังคมที่มีสันติภาพและเป็นประชาธิปไตย ผ่านความเท่าเทียมระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชนและนโยบายต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนสิทธิสตรี (ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ) ซึ่งจะมีการรับรองร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ ในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนสิทธิสตรี ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 2 – 3 มิถุนายน 2569 ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ ที่เสนอในครั้งนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองระดับรัฐมนตรีเพื่อเน้นย้ำแนวคิดสตรีนิยมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการสร้างสันติภาพ และความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นการทบทวนความก้าวหน้าและความท้าทายด้านสิทธิสตรีและความเท่าเทียมระหว่างเพศ ผลักดันสิทธิสตรีและนโยบายที่คำนึงถึงเพศภาวะ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในบริบทของสิทธิสตรีที่ผ่านมา

                   2. ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ มีสาระสำคัญคล้ายคลึงกับร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คือ ร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองปารีสว่าด้วยการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของสตรีและเด็กหญิง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการขับเคลื่อนสิทธิสตรีในนโยบาย (ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนสิทธิสตรี ครั้งที่ 4)

                   3. กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นสอดคล้องกันว่าร่างปฏิญญาร่วมทางการเมืองมาดริดฯ มิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

11. เรื่อง ร่างพิธีสารว่าด้วยการเจรจาทวิภาคีด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย เพื่อการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของเอธิโอเปีย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเจรจาทวิภาคีด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย (ร่างพิธีสารฯ) เพื่อการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ของเอธิโอเปีย

                   2. มอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารฯ

                   ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างพิธีสารฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ พณ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเจรจาทวิภาคีด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย (ร่างพิธีสารฯ) เพื่อการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ของเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของ WTO ที่เปิดให้ประเทศภาคีสมาชิกเจรจาเปิดตลาดด้านสินค้าและบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์เดิมที่สมาชิกปัจจุบันเคยได้รับ และเป็นการกำหนดเพดานภาษีหรือข้อผูกพันด้านบริการที่ชัดเจนก่อนรับเข้าสู่ระบบพหุภาคี โดยเอธิโอเปียอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภาคยานุวัติเป็นสมาชิก WTO ทั้งนี้ ร่างพิธีสารฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อผูกพันอัตราภาษีศุลกากรด้านสินค้า และตารางข้อผูกพันทั่วไปและข้อผูกพันเฉพาะด้านการค้าบริการ โดยในระหว่างการเจรจาข้อเสนออัตราภาษีผูกพันสำหรับการเจรจาเปิดตลาด ไทยได้เรียกร้องให้เอธิโอเปียปรับลดอัตราภาษีผูกพันในสินค้าศักยภาพของไทย จำนวน 261 รายการ และสามารถสรุปผลการเจรจาทวิภาคี รวมถึงการปรับแก้ถ้อยคำร่างพิธีสารฯ แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผลการเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยกับเอธิโอเปียในการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก รวมถึงข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าและบริการของไทย จะถูกนำไปรวมกับผลการเจรจาทวิภาคีระหว่างเอธิโอเปียกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ และบรรจุไว้เป็นส่วนต่อท้าย (addendum) ของพิธีสารภาคยานุวัติ (Protocol of Accession) เข้าเป็นสมาชิก WTO ของเอธิโอเปีย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเกี่ยวกับเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเปิดตลาดทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับติมอร์ - เลสเต ภายใต้กระบวนการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิก WTO ของติมอร์ – เลสเต

                   2. การเจรจาทวิภาคีเปิดตลาดสินค้าและบริการ ตามกระบวนการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการส่งออกสินค้าของไทยและเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย ผ่านการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ไฟเบอร์บอร์ด และวงจรรวมที่ใช้ในทางอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เช่น ปลาทูน่า แป้งทำจากมันสำปะหลัง น้ำมันปาล์มดิบ น้ำตาลที่ได้จากอ้อย และข้าวโพดหวาน รวมถึงช่วยขยายโอกาสทางการลงทุนและตลาดบริการในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น สาขาบริการด้านโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสที่ดีของไทยที่จะแสดงบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศของเอธิโอเปียในกระบวนการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความโปร่งใสในตลาดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

                   3. กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างพิธีสารฯ เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการเจรจาเพื่อเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ WTO กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่จำเป็นต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนาม

 

12. เรื่อง พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement) (ATIGA) และเอกสารแนบท้าย ซึ่งได้มีการลงนามแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568

                   2. อนุมัติให้ พณ. นำพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้ายที่ได้มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ

                   3. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการนำส่งสัตยาบันสารของพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA ให้แก่เลขาธิการอาเซียนเพื่อรับทราบการให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าว เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบตามข้อ 2 แล้ว

                   4. มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA มีผลใช้บังคับภายใน 18 เดือนหลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนลงนามร่างพิธีสารดังกล่าว โดยใน 18 เดือนนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะต้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ   

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) ได้ปรับปรุงมาจากความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรที่เท่ากัน (Common Effective Preferential Tariff: CEPT) ของอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area-Common Effective Preferential Tariff (AFTA CEPT) ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ครอบคลุม ทั้งการลดภาษีสินค้า มาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า กระบวนการด้านศุลกากรและกฎระเบียบทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคทางการค้า ต่อมาในปี 2568 คณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียนเห็นชอบการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) จึงได้มีการจัดทำร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) โดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้ายครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568

                   2. พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ เป็นการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA โดยการปรับปรุงความตกลง ATIGA ฉบับเดิมทั้งฉบับในบทต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสภาวการณ์การค้าในปัจจุบัน รวมทั้งมีความสอดคล้อง กับความตกลงการค้าเสรี (FTA) สมัยใหม่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในรูปแบบมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เนื้อหาของความตกลง จำนวน 17 บท และภาคผนวก จำนวน
2 ภาคผนวก
มีการจัดทำบทบัญญัติใหม่ จำนวน 6 บท ปรับเพิ่มเนื้อหาจากเดิม จำนวน 8 บท และ 1 ภาคผนวก และคงเนื้อหาเดิม จำนวน 3 บทและ 1 ภาคผนวก เพื่อแนบเป็นเอกสารแนบท้าย (Appendix) ของความตกลงฉบับนี้ (ความตกลงฉบับนี้ไม่มีการจัดทำข้อสงวน) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

                             2.1 บทบัญญัติใหม่ จำนวน 6 บท ได้แก่ 1) บทวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลสาธารณะเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงได้ง่าย 2) บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการเพื่อเพิ่มประโยชน์จากความตกลง โดยการจัดการโครงการ (Work Programme) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค และการเข้าถึงข้อมูล 3) บทการค้าในสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรม เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงเสริมสร้างความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ทางการค้า ในช่วงสถานการณ์วิกฤต 4) บทการค้าและสิ่งแวดล้อม เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการค้า 5) บทการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องการไหลเวียนของสินค้าและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ดี รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน 6) บทความโปร่งใส เป็นการเผยแพร่กฎระเบียบของประเทศสมาชิกเพื่อความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลกฎระเบียบผ่านอินเทอร์เน็ต

                             2.2 บทบัญญัติที่ปรับเพิ่ม จำนวน 8 บท และ 1 ภาคผนวก ได้แก่ 1) บทการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเข้าสู่ตลาด โดยใช้ความตกลง RCEP เป็นพื้นฐาน จากเดิม ที่เนื้อหามุ่งเน้นการเปิดเสรีด้านอัตราอากรศุลกากรและการแก้ไขอุปสรรคการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษีเป็นหลัก เป็นการปรับปรุงให้มีเนื้อหาในประเด็น เช่น มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรและสินค้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วแต่มีการนำกลับมาปรับปรุงแปรสภาพให้มีคุณสมบัติเหมือนของใหม่ (Remanufactured Goods) (โดยข้อบทนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดเนื่องจากไม่มีการลดและยกเลิกอากรศุลกากร โดยจะผูกพันเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน และจะยังไม่ถูกบังคับใช้สำหรับ 7 รัฐ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม โดยรัฐสมาชิกกลุ่มนี้จะหารือเพื่อพิจารณาว่าจะบังคับใช้ข้อบทนี้หรือไม่ และหากจะบังคับใช้ข้อบทจะเป็นไปในลักษณะใดภายใน 5 ปี หลังจากที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ) 2) บทกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า จากเดิมที่มีเนื้อหาข้อผูกพันด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น การเพิ่มเกณฑ์ Produced Exclusively (PE) ซึ่งเป็นหลักการใช้วัตถุดิบทั้งหมดจากภายในกลุ่มรัฐสมาชิก ภายใต้หลักการนี้สินค้าจะได้ถิ่นกำเนิด เมื่อสินค้านั้นมีการผลิตภายในรัฐสมาชิก โดยใช้วัสดุที่ได้ถิ่นกำเนิดของรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งหรือมากกว่าในความตกลงเดียวกันทั้งหมดเท่านั้น การอนุญาตให้ผู้ส่งของออกหรือผู้ผลิตสามารถจัดทำคำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ได้ จากเดิมที่กำหนดให้ทำได้เฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับการรับรองเท่านั้น และการกำหนดให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) อย่างเต็มรูปแบบ 3) บทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จากเดิมที่เนื้อหามุ่งเน้นไปที่พิธีการศุลกากร ได้มีการปรับโครงสร้างและเพิ่มเนื้อหาในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและพิธีการศุลกากร ในลักษณะที่มีเนื้อหา พื้นฐานสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้ WTO และเพิ่มเนื้อหาในประเด็น เช่น การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และการเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใส 4) บทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น ความโปร่งใส ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการดำเนินมาตรการด้าน SPS ซึ่งรวมไปถึงการยอมรับใบรับรอง SPS ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เทียบเท่ากับใบรับรองกระดาษ 5) บทมาตรฐานกฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น สนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความโปร่งใสในการแจ้งกฎระเบียบทางเทคนิค กำหนดให้มีการหารือทางเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติตามพันธกรณี 6) บทมาตรการเยียวยาทางการค้า ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการหารือในประเด็นที่เกิดจากการไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า และการกำหนดให้มีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ 7) บทการจัดการสถาบัน เป็นการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ความตกลง ATIGA รวมถึงการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน 8) บทการระงับข้อพิพาท จากเดิมที่มีเนื้อหามุ่งเน้นไปที่การระงับข้อพิพาทผ่านกลไกระงับข้อพิพาทภายใต้พิธีสารว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (พิธีสาร EDSM) ได้มีการปรับเนื้อหา โดยการเพิ่มกลไกทางเลือกในการหาข้อยุติต่อกรณีพิพาททางการค้าในลักษณะที่ดำเนินการได้ง่ายลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และลดนัยทางการเมืองเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท และภาคผนวก 1 ตารางข้อผูกพันทางภาษี มีการปรับตารางข้อผูกพันทางภาษีให้สอดคล้องกับพันธกรณีใหม่ด้านการลดและยกเลิกอากรศุลกากรเพิ่มเติม โดยรัฐสมาชิกอาเซียน 9 รัฐ (ยกเว้นสิงคโปร์ ที่มีการลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 0 แล้วทุกรายการ) ได้มีการลดหรือยกเลิกอากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบสมัครใจและเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ เช่น มาเลเซียได้ยกเว้นอากรเพิ่มเติมในสินค้าผลไม้ เวียดนามได้ยกเว้นอากรสินค้าสัตว์ปีกเลี้ยงมีชีวิต โดยในส่วนของไทยเป็นการลดอัตราอากรสินค้า 1 รายการ คือ สินค้าดอกคาร์เนชั่น (พิกัด 0603.12.00) โดยเป็นการลดอัตราอากรจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 4 (ปัจจุบันไทยมีการยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดอกคาร์เนชั่นให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าเสรีฉบับอื่นอยู่แล้ว โดยไทยได้มีการยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดังกล่าวภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และไทยยังได้ผูกพันที่จะยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดังกล่าวในปี 2571 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ด้วย ดังนั้น การลดอากรสำหรับสินค้าดอกคาร์เนชั่น ภายใต้พิธีสารฉบับนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน)

                             2.3 บทบัญญัติคงเนื้อหาเดิม จำนวน 3 บท และ 1 ภาคผนวก ได้แก่ 1) บทคำนิยามทั่วไปและบทบัญญัติเบื้องต้น 2) บทข้อยกเว้นด้านความมั่นคงและบททั่วไป 3) บทบัญญัติสุดท้าย และภาคผนวก 2 รายชื่อความตกลงที่ถูกแทนที่โดยความตกลงฉบับนี้ เช่น ความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (Common Effective Preferential Tariff: CEPT)

                   3. การผูกพันของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้จะทำให้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการช่วยลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยสามารถเข้าถึงกฎระเบียบ/มาตรการที่ใช้ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์วิกฤต การจัดทำกลไกการหารือระหว่างประเทศสมาชิกที่มีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิก (เดิมที่เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลด้านการค้าผ่านอินเตอร์เน็ตเฉพาะในสถานการณ์ปกติ และมีกลไกการดำเนินงานด้านการลดอุปสรรคจากมาตรการที่มีใช่ภาษีที่ยังขาดความชัดเจนในขั้นตอนการดำเนินงานและแนวทาง) มีการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้ครอบคลุมการดำเนินการด้านการค้าสินค้าภายใต้อาเซียนมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพียงด้านศุลกากร รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือเกี่ยวกับการค้าและสิ่งแวดล้อมทั้งด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่อให้นำไปสู่การส่งเสริมการใช้วัสดุได้อย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จากเดิมที่อาเซียนไม่มีพันธกรณีเกี่ยวกับความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว

                   4. ในการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA ของไทย กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำท่าทีของไทยกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในช่วงการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA จนได้ข้อสรุปของร่างพิธีสารฯ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมไม่มีข้อขัดข้อง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้มีการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกระบวนการภายในประเทศที่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของพิธีสารฯ ซึ่งกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่ามีกระบวนการภายในที่ต้องดำเนินการเพื่อออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวม 3 ฉบับ ได้แก่ 1) ประกาศกรมการค้าต่างประเทศเพื่อรองรับการออกหลักฐานรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง ATIGA 2) ประกาศกรมศุลกากรและคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่เกี่ยวข้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และ 3) ประกาศกระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขอัตราอากรของสินค้าดอกคาร์เนชั่น ให้เป็นไปตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (คาดว่าใช้เวลาในการดำเนินการ
2 – 6 เดือน)

                   5. พิธีสารฯ จะมีผลใช้บังคับภายใน 18 เดือน หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ลงนามในร่างพิธีสารฯ (ปัจจุบันทุกประเทศลงนามครบแล้วเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มิถุนายน 2570) และประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะต้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะได้มีการลงนามในพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายแล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงไม่สามารถเสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ไปเพื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ต่อไปได้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย มาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อส่งพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ที่มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะดำเนินการเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันตามพิธีสารฯ ต่อไป

 

13. เรื่อง การแต่งตั้ง National Authority/National Focal Point ของกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage : FRLD) และการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามสำหรับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. การกำหนดชื่อกองทุน Fund for responding to Loss and Damage (FRLD) เป็นภาษาไทย โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” (กองทุน FRLD)

                   2. แต่งตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็น National Authority/National Focal Point และแต่งตั้งอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามในหนังสือรับรองโครงการหรือคำร้องขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FRLD โดยอาศัยกลไกพิจารณาโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงนามในหนังสือแจ้งการแต่งตั้ง Designated Authority ดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (สำนักเลขาธิการกองทุน FRLD)

                   3. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 จากเดิม “ให้แต่งตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ของประเทศไทย สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund : AF)” (กองทุน AF) เป็น “ให้แต่งตั้งอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็น Designated Authority ของประเทศไทย สำหรับกองทุน AF” และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามในหนังสือแจ้งการแต่งตั้ง Designated Authority ดังกล่าว ไปยังสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สำนักเลขาธิการกองทุน AF)

                   4. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จากเดิม “ให้แต่งตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ของประเทศไทย สำหรับกองทุนภูมิอากาศสีเขียว Green Climate Fund : GCF ของประเทศไทย” (กองทุน GCF) เป็น “ให้แต่งตั้งอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็น Designated Authority ของประเทศไทย สำหรับกองทุน GCF” และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามในหนังสือการแต่งตั้ง Designated Authority ดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (สำนักเลขาธิการกองทุน GCF)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) (อนุสัญญาฯ) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537  โดยภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ กำหนดให้ประเทศภาคีต้องมีหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) และผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ตามที่กองทุนต่าง ๆ กำหนด เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานภายในประเทศกับกลไกทางการเงินระหว่างประเทศ

                   2. กองทุน FRLD จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 27 (COP 27) เพื่อเป็นกลไกทางการเงินในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 28 และ 29 ได้มีการกำหนดโครงสร้างการบริหารและระดมทุน จากประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากกว่า 731 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบเงินให้เปล่ากับประเทศกำลังพัฒนา ในวงเงินไม่เกิน 5 – 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อข้อเสนอโครงการ ซึ่งสำนักเลขาธิการกองทุน FRLD แจ้งว่า จะดำเนินการเปิดรับข้อเสนอโครงการกรอบแรกระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มิถุนายน 2569 ในรูปแบบการสนับสนุนเงินให้เปล่าเป็นหลักวงเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้ประเทศไทยดำเนินการ ดังนี้

                             2.1 แต่งตั้งหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการ (National Authority) หรือหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ซึ่งจะมีบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา ตรวจสอบความสอดคล้อง ให้ความเห็นต่อคำขอรับการสนับสนุนทางการเงินโดยใช้กลไกภายในประเทศที่มีอยู่แล้ว

                             2.2 แต่งตั้งผู้มีอำนาจ (Designated Authority) เพื่อลงนามในหนังสือรับรองโครงการหรือคำร้องขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FRLD

                   3. ทส. เห็นควรให้มีการปรับเปลี่ยนผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามในหนังสือรับรองโครงการ จาก “ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เป็น “อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” สำหรับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากสำนักเลขาธิการกองทุน AF และ กองทุน GCF ได้แจ้งเงื่อนไข ดังนี้

                             3.1 สำนักเลขาธิการกองทุน AF แจ้งว่า หนังสือรับรอง (Letter of Endorsement : LOE) ต้องลงนามโดยหน่วยประสานงานหลัก (Primary Contact Point) คือ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

                             3.2 สำนักเลขาธิการกองทุน GCF แจ้งว่า การกำหนดผู้ลงนามในหนังสือรับรองว่าไม่มีข้อคัดค้าน (No – Objection Letter : NOL) ถือเป็นดุลพินิจของแต่ละประเทศที่สามารถมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงสุด หรือผู้บริหารระดับรองลงมา (เช่น อธิบดี) เป็นผู้ลงนามได้ตามที่เห็นสมควร และผู้ลงนามจะต้องเป็นบุคคลที่ประเทศไทยได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการให้เป็นหน่วยงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุน GCF เท่านั้น จึงจะสามารถลงนามในหนังสือรับรองว่าไม่มีข้อคัดค้าน (NOL) ได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกองทุน GCF ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเงื่อนไขของทุกกองทุน และสอดรับกับทิศทางการดำเนินงานของกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้อนุสัญญาฯ ในการปรับปรุงขั้นตอนการออกหนังสือรับรองโครงการให้มีความกระชับและสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเอื้อให้ประเทศภาคีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   4. คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบตามที่ ทส. เสนอและมอบหมายกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป

 

14. เรื่อง การลงนามในเอกสาร Project Document ของโครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North-eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NE&E)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบในเอกสาร Project Document ของโครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North-eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NE&E)

                   2. อนุมัติให้อธิบดีกรมป่าไม้หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในเอกสาร Project Document ของโครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North - eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NE&E)

                   ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขในเอกสาร Project Document ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้กรมป่าไม้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กรมป่าไม้ ได้เสนอโครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North-eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NE&E) เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งนี้ กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 แจ้งการอนุมัติเอกสารโครงการฉบับสมบูรณ์ (Full Project Document: FPD) ของโครงการดังกล่าว                             

                   2. โครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North-eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NEBE) เป็นโครงการที่เอื้อต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม มุ่งเน้นไปยังพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิทัศน์ในพื้นที่ป่าไม้ภายใต้การกำกับดูแลของกรมป่าไม้ สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในการกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ รวมไปถึงพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้การบริหารจัดการผืนป่าจำเป็นต้องประกอบไปด้วยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคชุมชน ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการดำเนินงานจะต้องมีมาตรการ กระบวนการ และรูปแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ และส่งเสริมองค์ประกอบแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการบริหารจัดการป่าไม้แบบบูรณาการในระดับ ภูมิทัศน์ เพื่อเอื้อให้เกิดการฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพที่เสื่อมโทรมหรือกำลังสูญหายไปได้ฟื้นคืนมา นอกจากนั้น โครงการยังได้ตั้งเป้าหมายในการเสริมสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมและโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับชุมชนท้องถิ่นที่จะได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์และการจัดการภูมิทัศน์อย่างยั่งยืน

 

15. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการ Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok River Basin

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบเอกสารโครงการ Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin (การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก)

                   2. เห็นชอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติลงนามร่วมกับผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ในเอกสารโครงการ Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin (การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก)

                   ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรับปรุงแก้ไขในเอกสารโครงการในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทานและการระบายน้ำประเทศมาเลเซีย จัดทำข้อเสนอโครงการ Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin (การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก) เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global  Environment Facility: GEF)   รอบที่ 7 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกระบวนการกัดเซาะในลุ่มน้ำข้ามพรมแดนและแผนการลงทุนร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโก-ลก โดยมีองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) เป็นหน่วยบริหารโครงการ (GEF Agency) โครงการดังกล่าวได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก     เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 48 เดือน โดยประเทศไทยและประเทศมาเลเซียจะร่วมสนับสนุนงบประมาณสมทบตามหลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณสมทบจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก คือ 1:7 (GEF Project Financing: Co-financing)

                   2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานประสานกลางเชิงปฏิบัติ (Operational Focal Point) ของประเทศไทย มีหนังสือที่ ทส 0204.5/1413 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 แจ้งว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมโลกได้อนุมัติเอกสารโครงการแล้ว และขอให้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปโดยการหารือแนวทางการดำเนินโครงการร่วมกับ FAO ในฐานะ GEF Agency

                   3. FAO มีหนังสือ ที่ GCP/RAS/903/GFF ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 แจ้งว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกได้อนุมัติเอกสารโครงการฉบับสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งนำส่งเอกสารโครงการ (Project Document) ซึ่งจะเป็นการลงนาม 2 ฝ่าย ระหว่าง FAO และ สทนช.

                   4. โครงการ Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin (การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก) เป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและระดับภูมิภาค (ไทย-มาเลเซีย) ในการบูรณาการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ 2561 - 2580) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ โดยมีความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 - 2580) ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย และด้านที่ 5 การบริหารจัดการ โดยโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกระบวนการกัดเซาะในลุ่มน้ำข้ามพรมแดนและแผนการลงทุนร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโก-ลก เนื่องจากลุ่มน้ำโก-ลก เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศซึ่งอยู่ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยมีกิจกรรมภายใต้การดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่

                             4.1 องค์ประกอบที่ 1 การจัดทำฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วม เพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยและการควบคุมการกัดเซาะ

                             4.2 องค์ประกอบที่ 2 การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือในการควบคุมอุทกภัยและ
การจัดการการกัดเซาะระหว่างพรมแดน เพื่อให้มีข้อตกลงวิสัยทัศน์ระยะยาวและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน 

                             4.3 องค์ประกอบที่ 3 ออกแบบโครงการนำร่องโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution: NbS) เพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัย การกัดเซาะต้นน้ำ การตกตะกอนที่ปากแม่น้ำ การปนเปื้อนของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน และการสูญเสียบริการระบบนิเวศน้ำจืด

                             4.4 องค์ประกอบที่ 4 การจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกัน โดยจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Action Program: SAP) สำหรับการบริหารจัดการข้ามพรมแดนของลุ่มน้ำโก-ลกร่วมกันเพื่อแก้ไขแนวโน้มความเสื่อมโทรมในลุ่มน้ำ

                             4.5 องค์ประกอบที่ 5 การเชื่อมโยงข้ามภาคส่วนในเรื่องการติดตามตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความเสมอภาคทางเพศสภาวะ

                             4.6 องค์ประกอบที่ 6 การเสริมสร้างความเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างโครงการ เพื่อเป็นกลไกประสานงานกับโครงการและแผนงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก และส่งเสริมการทำงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

                   5. ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ คือ แนวทางและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นด้านปัญหาอุทกภัย และกระบวนการกัดเซาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลก เพื่อจะนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน

                   ประโยชน์และผลกระทบ

  1. การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่มีผลก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลไทย โดยเป็นความร่วมมือเชิงสมัครใจภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก และมีองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นหน่วยงานบริหารโครงการ ทั้งนี้ โครงการจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน
  2. ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและการกัดเซาะ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเทคนิค การวิเคราะห์ข้อมูล และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
  3. โครงการจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการบูรณาการข้อมูล การประสานงานระหว่างประเทศ การดำเนินงานในพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

16. เรื่อง การโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) โอนเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (บัญชีสะสมฯ) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม จำนวน 18,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยให้กองทุนฯ ทยอยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีสะสมฯ ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามที่กองทุนฯ เสนอมา

                   เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฯ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3 มาแล้ว รวม 27 ครั้ง (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 - 2569) วงเงินรวมทั้งสิ้น 279,042 ล้านบาท โดยครั้งล่าสุด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติ (2 ธันวาคม 2568) อนุมัติให้โอนเงินของกองทุนฯ เข้าบัญชีสะสมฯ เป็นเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท โดยให้กองทุนฯ ทยอยโอนเงินจำนวนดังกล่าว เข้าบัญชีสะสมฯ ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามที่ กค. เสนอ และให้ กค.  รับความเห็น ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เห็นว่าหากได้รับเงินที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติมเห็นควรให้พิจารณาทบทวนเพื่อขออนุมัตินำส่งเงินเข้าบัญชีสะสมฯ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย (กองทุนฯ ได้นำส่งเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. รายงานว่า

                   ในการประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุนฯ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้กองทุนฯ ชำระหนี้ FIDF1 และ FIDF3 เพิ่มเติม ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยให้ฝ่ายจัดการกองทุนฯ กำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนเมื่อได้ทบทวน (1) สภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนฯ (2) เงินปันผลจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บสก.) และ (3) จำนวนเงินจ่ายระหว่างปี ซึ่งกองทุนพิจารณาแล้วเห็นควรนำส่งเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF1 และ FIDF3 สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม จำนวน 18,000 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินปันผลที่กองทุนฯ ได้รับจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บสก. รวมจำนวน 17,980 ล้านบาท รวมกับสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนฯ อีกจำนวน 20 ล้านบาท จึงเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กองทุนฯ โอนเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF1 และ FIDF3 เพิ่มเติม จำนวน 18,000 ล้านบาท โดยกองทุนฯ จะทยอยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีสะสมฯ ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ ทั้งนี้ เมื่อรวมกับเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท ที่กองทุนฯ ได้โอนเงินเข้าบัญชีสะสมฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 กับจำนวนที่ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะรวมเป็นเงินที่กองทุนฯ โอนเข้าบัญชีสะสมฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งสิ้น จำนวน 23,000 ล้านบาท

 

17. เรื่อง การจัดทำบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program: MOC)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program: MOC) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่ได้ให้ความเห็นชอบไว้ ขอให้กระทรวงแรงงานสามารถดำเนินการได้

                   2. เห็นชอบให้ปลัดกระทรวงแรงงานและอธิบดีกรมการจัดหางาน ลงนามในบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ ระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ และสำนักตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น

                   สาระสำคัญ

                   1. รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดนโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติใหม่ ด้วยระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD) ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 โดยระบบใหม่นี้จะเข้ามาทดแทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะทางอาชีพในระดับเทียบเท่ากับ “แรงงานทักษะเฉพาะ หมายเลข 1” (Specified Skilled Worker Type 1) ผ่านการทำงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปี และเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดหาบุคลากรทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ อย่างเพียงพอ โดยจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดส่งแรงงานเป็นไปอย่างเหมาะสม กระทรวงแรงงาน โดยคณะทำงานพิจารณาร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะพิจารณาและจัดทำร่างข้อตกลงที่เกี่ยวกับบันทึกความร่วมมือว่าด้วยโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้แทนกรมสนธิสัญญาและกฎหมายร่วมเป็นคณะทำงาน โดยได้พิจารณาร่างบันทึกความร่วมมือฯ ระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

                   2. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ มีสาระเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงานและยกระดับกระบวนจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

                   3. ประโยชน์และผลกระทบ

                   เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะทางอาชีพในระดับเทียบเท่ากับ “แรงงานทักษะเฉพาะหมายเลข 1” (Specified Skilled Worker Type 1) ผ่านการทำงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปี และเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดหาบุคลากรทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ อย่างเพียงพอ โดยจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดส่งแรงงานเป็นไปอย่างเหมาะสม และให้มีการจัดสภาพแวดล้อมในการรับแรงงานที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับการจ้างงาน และการคุ้มครองแรงงานไทยในประเทศญี่ปุ่นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ประกอบกับร่างบันทึกความร่วมมือฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ  ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ผ่านการเจรจาจนได้ข้อยุติและได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว อีกทั้ง การดำเนินการภายใต้ร่างบันทึกความร่วมมือฯ สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไว้แล้ว และเพื่อให้สามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรององค์กรผู้ส่งและการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นภายใต้ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะได้ทันกำหนดวันที่ 1 เมษายน 2570 ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายตลาดแรงงาน และโอกาสการมีงานทำของแรงงานไทยจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด

 

แต่งตั้ง

18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายโกสินทร์ เจติยานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักวิเคราะห์และตรวจสอบ กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

19. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา รวม 8 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 50/6 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ดังนี้

                   1. ศาสตราจารย์นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ประธานกรรมการ

                   2. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง

                   3. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์

                   4. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการลงทุน

                   5. นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย

                   6. นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

                   7. นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

                   8. นายเจน นำชัยศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

20. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                   1. นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์                   ประธานกรรมการ

                   2. นายประธาน จุฬาโรจน์มนตรี            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   3. นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   4. นายศรัณย์ โปษยะจินดา                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   5. นายจักรชัย บุญยะวัตร                   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   6. นายปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา         กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   7. นายคธาทิพย์ เอี่ยมกมลา                 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   8. นางพิมพ์ใจ ใจเย็น                        กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

21. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จำนวน 3 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และถึงแก่กรรม ดังนี้

                   1. นายสิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

                   2. นายกมลภพ วีระพละ

                   3. นางคณาพร สนธยานนท์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

22. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ แทน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

23. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

                   1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันติกร ภมรปฐมกุล

                   2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพร ตั้งพัฒนกิจ

                   3. นายบุญชอบ วิเศษปรีชา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

24. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กระทรวงพลังงาน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 2 คน แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ดังนี้

                   1. นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง

                   2. นายพิชิต หุ่นศิริ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

25. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (กระทรวงสาธารณสุข)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นางพนิตา เตละวาณิชย์ เป็นกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แทน นายธีระชัย บุญอารีย์ กรรมการผู้แทนชุมชนเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายรัฐ คลังแสง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

27. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายธนชัย สินธุไพร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)

                   2. นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)]

                    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอย ธนิกุล เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

29. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้ง นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

30. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายชัย วัชรงค์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

 

31. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายโกศล ปัทมะ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top