วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แห่ลงทะเบียนวันแรก
คนจนร้องไห้
ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว
‘เอกนิติ’สั่งคลังดูเงื่อนไข
ตัดสิทธิพ่อเแม่ปมภาษี
‘ไทยช่วยไทยพลัส’ยังคึก
ยอดใช้จ่ายทะลุ6.2พันล.
“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี “เอกนิติ” ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อนหลังประชาชนโอดออกเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตัดสิทธิพ่อแม่หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเผยสั่งกระทรวงคลังดูอยู่ ด้าน “โฆษกกระทรวงการคลัง” ยันเดินหน้าเกณฑ์ลดหย่อนภาษีคัดกรองบัตรคนจนเข้ม ปักหลักตามมติ ครม.ดีด“คนอยากจน”ออกจากระบบ แจงปมพ่อแม่ถูกอ้างชื่อลดหย่อนภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” ยังแรงต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้ว กว่า 16.5 ล้านคน
เมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คนในส่วนยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ
สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้านอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า
‘ไหม’อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้ละเอียดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูเกณฑ์ดังกล่าวมีความย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามเกณฑ์ภาษีในปัจจุบัน บุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ไปหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้บุตรส่งเงินให้บิดามารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากบุตรนำสิทธินี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อใด บิดามารดากลับต้องถูกตัดสิทธิการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทันที
น.ส.ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งหากนำเงินที่บุตรส่งให้เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีมารวมกับรายได้ของบิดามารดา อย่างไรยอดรวมก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่ารัฐบาลนำเหตุผลใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิประชาชนกลุ่มนี้
“เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าหากรัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบุพการีได้ถึง 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เอาอะไรไปตัดสิทธิเขา” ศิริกัญญา กล่าว
‘เอกนิติ’ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าจะมีการทบทวนหรือไม่ โดยเฉพาะการตัดสิทธิ์พ่อแม่ หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการี ครั้งนี้ไม่ทัน จะปรับครั้งหน้าหรือไม่ ว่า กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่ อย่างที่บอกเราต้องการสำรวจสิทธิ เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปสำรวจ ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ ประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการทบทวนสิทธิมานาน เพราะฉะนั้นจึงอยากช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ ก่อน
คลังยันคัดกรองบัตรคนจนเข้ม
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิออก ว่า ยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังเดินหน้าตามเดิม เพราะเรื่องนี้ผ่านการการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว โดยเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการปรับกระบวนการจากการพิจารณารายได้ครอบครัว มาเป็นเกณฑ์รายได้บุคคลแทน เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง ให้คนที่ได้รับความเดือนร้อนจริงสามารถเข้าถึงสิทธิตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงออกเกณฑ์ดังกล่าวมา
“เกณฑ์ที่ออกมานี้จะเน้นการคัดกรองว่าทำอย่างไรที่จะได้คนจนอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้เรามีทั้งคนยากจนและคนที่อยากจน คนที่รายได้น้อย กับคนที่อยากมีรายได้น้อยวันนี้เราต้องคัดกรองออกไปก่อน เราต้องดูแลคนจนที่ลำบากที่สุดก่อน ส่วนเกณฑ์เรื่องการลดหย่อนนั้นเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เกณฑ์ที่จะตามคนจนอย่างแท้จริง ขอย้ำว่าเราไม่ได้มุ่งเป้าหมายแต่การจะตัดคนออก แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ คือ พื้นที่ทางการคลังวันนี้ไม่เยอะ วันนี้อยู่ในภาวะวิกฤต มีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลไกหนึ่งในนั้น มีการเพิ่มเงินเข้าไป 4 เดือน เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ของแพง กำลังซื้อลด” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
ย้ำต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริง
สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า หากมีบุตรที่นำเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้นั้น นายวินิจ กล่าวว่า กรณีแบบนี้กระทรวงการคลังยินดีรับฟัง และสามารถยื่นอุทธรณ์เข้ามาได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอยู่แล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันกระทรวงการคลังมีข้อมูลมากขึ้นและเพียงพอมากกว่าในอดีต ทำให้การคัดกรองคนจนไม่จริงออกจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนที่มีหลักฐานยืนยันเข้ามาเยอะว่า ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการบางรายที่มีการซื้อสินค้าชนิดเดียวในราคา 300 บาททุกเดือน นั่นคือ ยาดม เพื่อนำไปขายต่อ และเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ราคาแพงหลายแสนบาท นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้นในครั้งนี้
“วันนี้ไม่อยากให้มากังวลเรื่องนี้มากเท่ากับการที่เราต้องพิจารณาเอาคนจนอย่างแท้จริงเข้ามารับสวัสดิการด้วย ประเด็นนี้หากเทียบกับคนที่ไม่มีใครดูแลเลย เราต้องรีบเข้าไปช่วยก่อน ส่วนคนที่มีคนดูแลแต่ยังเดือดร้อนอยู่ รัฐก็ยินดีที่จะเข้าไปดูข้อมูลแล้วมานั่งคุยกันว่าหลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธคนที่เดือดร้อนจริงๆ และควรได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้เข้ามารับสวัสดิการก่อน” นายวินิจ กล่าว
แห่ลงทะเบียนคนจนแน่นธนาคาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดดีเดย์ระบบการลงทะเบียนโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 โดยบรรยากาศในพื้นที่ภูมิภาค โดยเฉพาะที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พบว่าเป็นไปอย่างคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่เดินทางมารอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการของสถาบันการเงิน โดยจุดให้บริการหลักที่มีประชาชนหนาแน่นที่สุด ได้แก่ ธนาคารออมสิน สาขาลาดหลุมแก้ว และ ธนาคารกรุงไทย สาขาแยกนพวงศ์ ซึ่งมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุเดินทางมารับบัตรคิวเพื่อสแกนสิทธิ์และลงทะเบียนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง
นางประนอม อายุ 55 ปี ราษฎรตำบลบ่อเงิน เปิดเผยว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำรายการผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ เนื่องจากระบบเกิดความขัดข้องและมีการเด้งออกจากแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตนเองไม่มีความชำนาญในการใช้งานเทคโนโลยี จึงตัดสินใจเดินทางไกลจากบริเวณแถววัดเจดีย์หอย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการ
นางสัมฤทธิ์ อายุ 83 ปี ชาวตำบลระแหง ระบุว่า ตนเองไม่มีความรู้เรื่องระบบการลงทะเบียนออนไลน์เลย และในบ้านก็ไม่มีใครคอยให้คำแนะนำ จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ช่วยลงพื้นที่เข้ามาให้ความรู้และอธิบายขั้นตอนการรักษาสิทธิ์ในชุมชน เนื่องจากในหมู่บ้านมีผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่ไม่เข้าใจระบบเทคโนโลยี
ชาวมหาสารคามเข้าคิวยาวเหยียด
ส่วนที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์จากพื้นที่ตำบลต่างๆ ของอำเภอเมืองมหาสารคาม พากันเดินทางมารอคอยบริเวณหน้าธนาคารตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการ เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตนรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้เกิดแถวคิวยาวเหยียดประมาณ 10-20 เมตรบริเวณด้านข้างอาคารธนาคารในการนี้ ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้จัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็วโดยนำเครื่องตรวจสอบสิทธิ์เบื้องต้นมาให้บริการแก่ประชาชน หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ตามระบบอย่างถูกต้อง ก็จะได้รับบัตรคิวเพื่อแยกไปทำรายการยืนยันตัวตนผ่านตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรือผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ตั้งโต๊ะคอยให้บริการพิเศษอยู่ที่บริเวณหน้าธนาคาร
ชาวบ้านหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ
ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลาง จ.นครราชสีมา บรรยากาศการยืนยันตัวตนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เดินทางมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า บางรายรวมกลุ่มกันเช่ารถพ่วงข้างและรถกระบะ หารค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันเพื่อเดินทางมายังธนาคาร เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเองสำหรับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลกำหนดให้ทั้งผู้ถือสิทธิรายเดิมและผู้สมัครรายใหม่ต้องเข้าสู่กระบวนการลงทะเบียนและคัดกรองคุณสมบัติใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างแท้จริง
คุณตาวีระ อายุ 78 ปี ซึ่งเดินทางมาพร้อมภรรยา อายุ 73 ปี เปิดเผยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจน้ำตาไหลว่า รู้สึกดีใจที่สามารถยืนยันตัวตนผ่านเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องรอลุ้นผลการพิจารณาว่าจะได้รับสิทธิหรือไม่ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะค่อนข้างลำบากและหวังว่าสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ตนไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่จะใช้ยืนยันตัวตนเอง ลูกหลานก็ไปทำงาน ไม่มีใครช่วยทำให้ การมาธนาคารแม้จะลำบากแต่ก็ต้องมา เพราะอยากได้สิทธิ์นี้ไว้ช่วยซื้อข้าว ซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ผู้สูงอายุบางราย ระบุว่า ตนเองไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่มีความรู้เรื่องระบบออนไลน์ การเดินทางก็ลำบาก อยากให้รัฐบาลช่วยปรับขั้นตอนให้สะดวกกว่านี้
สภาฯตั้ง25กมธ. ติดตามกู้เงิน4แสนล.
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน
ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป
จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท จำนวน 25คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90วันและได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16น.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี