วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายกฯร่วมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส Food Delivery ชูความสำเร็จ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันยอดขายพุ่ง 5-10 เท่า ช่วงมีโครงการ และเพิ่มขึ้น 2 เท่าอย่างยั่งยืน “เอกนิติ” ชวนร้านค้าร่วมแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ดึง “AI นกกระซิบ” ช่วยเพิ่มยอดขาย เผยร้านที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสครั้งก่อน ยอดขายเพิ่ม 600% ยังไม่เสนอ ทบทวนหลักเกณฑ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้า ครม. 16 มิถุนายนนี้ ด้าน“ภราดร” เผย ชงผลรับความเห็นงบฯปี 70 เข้าครม.วันพรุ่งนี้ ก่อนส่งสภาฯบรรจุวาระปลายเดือน มั่นใจทันไม่ล่าช้า ทันใช้ 1 ตุลาคม 2569
เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการเสนอการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่ผ่านการเห็นชอบของครม.เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท หลังจากที่มีการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่มีเสียงสะท้อนว่าแต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณที่น้อยเกินไป ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้หากผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ในวันพรุ่งนี้จะมีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และมีการเสนอครม.ใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ เพื่อที่จะบรรจุในระเบียบวาระการประชุม เพื่อแจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 1 ช่วงวันที่ 29 มิ.ย. - 1 ก.ค.ส่วนในวาระที่ 2 และ 3 คาดว่าจะเป็นช่วง เดือนก.ค.-ก.ย. แต่มั่นใจว่า การใช้งบประมาณปี 2570 จะทันในวันที่ 1 ต.ค. นี้แน่นอน
เป็นเรื่องดี ปชน.ช่วยตรวจสอบ
เมื่อถามว่า กรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน เตรียมตรวจสอบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 รวมถึง พ.ร.บโอนงบปี 2569 นายภราดร กล่าวว่า ก็ดี จะได้มาช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะยอมรับว่าทางสำนักงบประมาณมีระยะเวลาในการพิจารณาการจัดทำงบในรอบนี้สั้น ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ (กมธ.) จัดทำงบปี 2570 ในการไปตรวจสอบพิจารณารายละเอียด ซึ่งหากตรงไหนยังเป็นไขมันจะต้องช่วยกันตัดลดลงไป
เมื่อถามว่า ที่มีการจับจ้องงบประมาณบางกระทรวงอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีจะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ไม่ และไทม์ไลน์จะยังคงเป็นไปตามเดิม โดยเสร็จทันวันที่ 1 ต.ค.นี้
เปิดตัว‘AI นกกระซิบ’
วันเดียวกัน เวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food LINE MAN Robinhood และ Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น
ร้านร่วมคนละครึ่งพลัสยอดพุ่ง600%
นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่งพลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่า ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 - 200 % ดังนั้น ต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill - Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย.จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ที่ 16 มิ.ย.จะยังไม่มีการเสนอ
นายกฯโปรโมทไทยช่วยไทยพลัส
เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยมีนายเอกนิติ นำตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การให้บริการระบบขนส่งอาหาร พร้อมด้วย นายพิศาล อำนวยเจริญกุล รองผู้อำนวยการฝ่าย Marketing Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำนายกฯ เดินชมบูธต่างๆ อาทิ บูธของธนาคารกรุงไทย ที่นำเสนอ AI นกกระซิบ บนแอปพลิเคชั่นถุงเงินที่จะมาเป็นที่ปรึกษาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการ
จากนั้น นายกฯ เยี่ยมชม บูธ GrabFood โดยมีน้องเกล–แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะ “Friend of Grab” และชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่มาร่วมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนายกฯ ได้พยายามขอน้องเกลอุ้ม โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายกฯ ชักชวนให้น้องเกล เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ลุงหนู และชวนให้ดูพระที่ลุงหนูห้อยพระ แต่น้องเกลส่ายหัวและไม่ได้ให้นายกฯ อุ้ม นอกจากนี้นายกฯ ยังเยี่ยมชมบูธ Line man บูธ Robinhood และบูธ ShopeeFood ดูระหว่างชมกิจกรรมนายกฯ ได้ร่วม ชงชาชัก สร้างสีสันให้กับกิจกรรมด้วย
คุยโอ่ช่วยดันยอดขายพุ่ง5-10เท่า
เวลา 12.30 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานและเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า รัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทยตลอดจนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้มีเครือข่ายเดลิเวอรี Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee ซึ่งเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลได้มีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือทำให้พี่น้องประชาชนเข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยและเป็นการเพิ่ม รีสกิล อัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเพิ่มยอดขาย และเพิ่มขนาดของกิจการ
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการเช่นนี้ขึ้นมา จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายสามารถขายของได้มากขึ้น ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย ถ้าภาษาสั้นๆ คือวินวิน ชนะกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นการมาทำให้มีคนร่วมจ่าย รัฐจ่ายให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% ตรงนั้นเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ได้นอกเหนือจากนั้นคือ การเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ และเท่าที่ทราบมาทุกๆ รายมียอดขายเพิ่มมากขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ของเขามีมาตรฐาน และมีสิ่งที่ดึงดูดความรู้สึกของผู้ซื้อ ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5 เท่าในระหว่างที่มีโครงการ แต่บางรายทำสินค้าได้ดีก็ขึ้นไปถึง 9-10 เท่าก็มี สิ่งที่สำคัญคือการปรับฐาน เมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าของเขามากขึ้น ก็ทำให้เมื่อโครงการจบลง ก็จะมีการปรับฐานรายได้ของพวกเขาขึ้นมาอย่างน้อย 2 เท่ากว่ากว่าๆ แน่นอน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน
ย้ำสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามที่จะให้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ได้อัพสกิล รีสกิล ได้เพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคง เพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ประชาชนทุกคนในการช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนที่ได้ไประดมมาให้พี่น้องประชาชนใช้ในโครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่เราถือว่าวัตถุประสงค์การดำเนินการนี้คือ ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นการร่วมกัน พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากมายมหาศาล
ลั่นเงินกู้ปลอดภัย-ไม่เป็นภาระปชช.
นายอนุทิน กล่าวว่า เงินกู้นี้ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ที่สำคัญดอกเบี้ย ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ตอนที่นายเอกนิติ นำเข้ามาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ซึ่งรัฐก็เอา เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงไปในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา และด้วยสภาพคล่อง และจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในระบบ เราสามารถใช้กลไกต่างๆ รูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อให้พี่น้องประชาชนด้วยต้นทุนเงินเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้ได้ที่ดอกเบี้ย 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีฉะนั้น 1.2% นี้ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชนอย่างที่คนเข้าใจ
“รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพวกผม รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องไปชำระดอกเบี้ย ไปผ่อนจ่ายเงินกู้ที่เราได้กู้มาให้พี่น้องประชาชนด้วยตัวรัฐบาล ไม่มีการไปรบกวนพี่น้องประชาชน ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ ถ้าเรายังสามารถระดมเงินเหล่านี้มาให้ประชาชน โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ในสภาพที่รัฐสามารถรับภาระได้ เราจะทำทุกวิธีทางที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้สอย มีสภาพเศรษฐกิจมียอดขาย มีการเข้าถึงแหล่งเงินที่ดีขึ้นกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นไป“ นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องจริงๆ และขอให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มีต่อพี่น้องประชาชนในช่วงที่เรามีภาวะวิกฤตการณ์ จากภายนอกประเทศ ภาวะสงครามที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจมากมาย เรา รัฐบาลของท่าน พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่าน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลง
มอบนโยบาย มท.ดูแลประชาชน
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.15 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกรุงเทพมหานคร คณะที่ปรึกษา คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)
โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า การประชุมในวันนี้เป็นการกำหนดแนวทางมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องดูแลคนในบ้านก็ต้องทำให้ประชาชนของเรามีความเข้มแข็งแข็งแรงมีความพร้อมรับโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นสุขภาพต้องดี ความปลอดภัยต้องมี การศึกษาและการพัฒนาทักษะต่างๆต้องเข้าถึงทุกระดับและดีขึ้น หากพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ต่อให้จะมีโอกาสที่สูงมาถึงประตูหน้าบ้านของเรา เราก็จะคว้าโอกาสไว้ไม่ได้หากขาดความพร้อม วันนี้ขออนุญาตสั่งการไม่ได้กำชับ ต้องถือว่าเป็นการสั่งให้จังหวัดทุกจังหวัดดูแลองคาพยพ ในอำนาจของท่าน ให้มีความพร้อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมีเงินใช้มีความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเขาได้ถูกยกระดับขึ้นมาให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้
สั่งให้ความสำคัญไทยช่วยไทยพลัส
“ส่วนเรื่องเร่งด่วน สำหรับช่วงนี้ ขอให้ทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ชุมชน ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพราะเป็นโครงการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรงขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการเข้าสู่โครงการไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ใช้สิทธิ์ รวมถึงการให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ต้องครอบคลุมไปถึงไทยช่วยไทยพลัสถึง 30 ล้านคน” นายกฯ กล่าว
ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่า‘บัตรคนจน’
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงไม่สามารถเข้าถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ไปออกในรูปการช่วยเหลือในรูปแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจนเราจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจน ภายใต้การบริหารจัดการของพวกเรา อย่าบอกว่าทำไม่ได้เพราะสมัยก่อนพวกเราก็มีคนไข้อนาถา พวกเรายกระดับประกันสุขภาพทั่วหน้าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคบัตรทองมีการรักษาพยาบาลด้านการสาธารณสุขให้กับประชาชนต่างๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คำว่าคนไข้อนาถา จึงไม่มีในกรณีนี้ ดังนั่นขอให้เร่งสั่งการไปยังนายอำเภอ ปลัดอำเภอเพื่อที่จะตรวจสอบว่าถ้าเข้าไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ก็ขอให้ได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในจำนวนเงินใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ให้ใช้ในกรณี 60 /40 อย่างนี้เป็นต้น
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนขอให้เร่งดำเนินการทันที เรื่องการจัดโอท็อปทราบว่าเดือนนี้จะมาถึงแล้วช่วงปลายเดือน ขอให้ดำเนินการให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มที่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปได้ก็จะทำให้เกิดความคึกคัก เพราะมันมีการขายของที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ขอให้อธิบดีได้ช่วยเปิดแพลตฟอร์มตรงนี้ให้เข้าไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี