วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายกฯนำทัพเยือนฮานอย
2ชาติชื่นมื่น
ตั้งวงถกภาคเอกชนไทย
ลั่นต้องเติบโตไปด้วยกัน
นายกฯอนุทิน นำคณะรมต. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมภาคเอกชนไทย บินเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์ พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เน้น “เติบโตไปด้วยกัน”ขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจชาติอาเซียน ก่อนลงนามเอ็มโอยูเอกชนไทย-เวียดนาม 2 ฉบับ
เมื่อเวลา 07.00น.วันที่ 8มิถุนายน2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมือง กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10บริษัทร่วมคณะเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิ.ย.2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ
นายกฯและคณะเยือนกรุงฮานอย
เวลา 11.00น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี นายเหงียนดิ่ญ คาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชาติพันธุ์และกิจการศาสนาเวียดนาม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศให้การต้อนรับ
พบเอกชนไทยหารือในทุกมิติ
เวลา 11.30 น.ที่โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือมาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามและมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30คน
ยัน2ประเทศต้องเติบโตไปด้วยกัน
นายกฯกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามและส่งสัญญาณว่า ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้ง 2ประเทศ มาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต
ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า“เติบโตไปด้วยกัน”เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม
สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกฯมีกำหนดเข้าพบหารือผู้นำระดับสูงเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว
ภาคเอกชนชื่นชมวิสัยทัศน์นายกฯ
โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส” คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน
ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น
เป็นสักขีพยานเซ็นเอ็มโอยู2ฉบับ
นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป จากนั้นนายกฯเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) 2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporationว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาวีรชน
เวลา 14.30น.นายอนุทิน พร้อมคณะเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ จากนั้นนายกฯเดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945
การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ
หลังเสร็จพิธี นายกฯเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม
โดยนายกฯจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เป็นเจ้าภาพ
สั่งเลื่อนประชุมครม.ไป10มิ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้เลื่อนการประชุม ครม.จากเดิมวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 69 เป็น วันพุธที่ 10 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 5 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก นายอนุทิน และรัฐมนตรีอีกหลายคน อยู่ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ (Official Visit) และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.69
‘แสวง’ปัดตอบไม่ผ่านประเมินกกต.
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต.ต่ำกว่า60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่า มีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เรื่องที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆเพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวงกล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี