วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569
‘ประธาน ส.อ.ท.’หวั่นวิกฤตตะวันออกกลาง ลามกระทบเส้นทางเดินเรือ‘ทะเลแดง’ ผลักต้นทุนพลังงาน-ขนส่ง-วัตถุดิบสูงขึ้น ‘7 กลุ่มอุตสาหกรรม’พึ่งพาการนำเข้าและส่งออกมีความเสี่ยงสูง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ หลังจากการเจรจาสันติภาพยังไม่ได้ข้อสรุป สร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาวัตถุดิบสำคัญ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 นี้
“หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลายไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง มีต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ , เครื่องใช้ไฟฟ้า , ยานยนต์และชิ้นส่วน , อาหารแปรรูป , ปิโตรเคมี , เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ประธาน ส.อ.ท. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจกดดันให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศโดยตรง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดย ส.อ.ท.คาดว่าเดือนพฤษภาคม 2569 อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน และราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต็อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค
“สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ คือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวิกฤตพลังงานเท่านั้น แต่จะซ้อนทับกับปัญหาอื่นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสอ็มอี ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกจำกัด” นางพิมพ์ใจ กล่าว
นางพิมพ์ใจ ระบุว่า ล่าสุดไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มอีกในเรื่องความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกา หลังจากที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรการ 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป โดยสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อม และสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ ผ่านการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า การรักษาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน และการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
“นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรมีการกระจายแหล่งนำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนและความผันผวนของราคาในช่วงนี้” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี