537.jpg
ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

"ศุภณัฐ" เปิดผลสอบทุจริตลู่วิ่ง กทม. ตัวละ 7.5 แสน สุดท้าย "รอดยกแก๊ง" สั่งปรับแค่คนละ 600 แล้วกลับมาทำงานต่อ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงของกรุงเทพมหานคร เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้นได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และมีผลตัดสินออกมาว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินเฉลี่ยเพียงคนละ 600 บาท แล้วทำการปิดคดี 


นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถยอมรับผลการสอบสวนในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครกว่าร้อยล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ กลับสอบสวนในลักษณะฟอกขาว ตั้งธงลงโทษเพียงเล็กน้อยพอให้ตอบสื่อมวลชนได้ว่าลงโทษแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงปฏิบัติงานใน กทม. ต่อไปได้ตามปกติ เสมือนเป็นการการันตีว่าคดีนี้ไม่ได้มีการทุจริต ทั้งที่เป็นการปล้นเงินประชาชนอย่างเห็นได้ชัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การล็อกสเปกสินค้า ล็อกคุณสมบัติ ล็อกผลงาน ปั้นราคากลางแพงเกินจริง และการฮั้วสืบราคา

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปถึงรายละเอียดในการใช้อำนาจและดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยชี้ว่ามีการแยกการพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือเรื่องราคาและเรื่องการล็อกสเปก ในส่วนของราคานั้น คณะกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถามไปยังบริษัทเอกชน 7 รายเพื่อให้จัดทำใบเสนอราคา แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกถามบริษัทฟิตเนสที่ไม่ได้มีธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีทางมีเครื่องออกกำลังกายยี่ห้อที่ กทม. จัดซื้อเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทรับจ้างผลิต (OEM) ที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด 

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ส่งหนังสือไปถามราคากับบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูลจัดซื้อลู่วิ่งแพงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริต แทนที่จะไปถามบริษัทเอกชนรายอื่นในตลาด และเมื่อไม่มีบริษัทใดตอบกลับมา คณะกรรมการฯ จึงแวะตรวจร้านขายลู่วิ่งทั่วไปเพียง 2 ร้านเพื่อเป็นพิธี เมื่อไม่พบสินค้าที่มีสเปกตรงกับที่ กทม. จัดซื้อ จึงนำมาเป็นข้อสรุปว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อนั้นแพงหรือถูก จึงลงความเห็นว่ามีความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 

ส่วนในประเด็นการล็อกสเปก คณะกรรมการฯ สรุปเพียงว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและราคากลางเขียนเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) กีดกันจริง แต่ถือเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับในอัตราเดียวกันก่อนยุติเรื่อง ซึ่งสิ่งที่น่าร้ายแรงที่สุดคือ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับทราบและลงนามเห็นชอบกับรายงานผลการสอบสวนฉบับนี้โดยไม่ได้สั่งให้มีการสอบสวนใหม่ ทั้งที่เนื้อหาในรายงานมีความตกหล่นและส่อไปในทางฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นาบศุภณัฐ ได้แสดงข้อเห็นแย้งต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ใน 5 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือเรื่องการจงใจล็อกสเปกสินค้าที่เขียนเงื่อนไขเจาะจงให้ผ่านได้เพียงยี่ห้อเดียว ซึ่งการที่คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่แล้วไม่เจอเครื่องออกกำลังกายสเปกนี้ในตลาด ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการล็อกสเปกและมีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ควรสอบลึกไปถึงเจ้าหน้าที่ว่านำสเปกนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจงใจจัดทำราคากลางแพงเกินจริง โดยในอดีตช่วงปี 2563 ถึง 2564 กทม. เคยจัดซื้อลู่วิ่งในราคาตัวละ 250,000 บาท แต่ในปี 2566 กลับแก้ราคากลางสูงขึ้นเป็นตัวละ 750,000 บาท ทั้งที่สเปกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ประเด็นที่สาม คือเรื่องการจงใจสืบราคากับบริษัทเอกชนรายเดิมๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ละเลยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีข้อพิพาทชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สืบราคากับบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่และไม่เคยมีประวัติค้าขายเครื่องออกกำลังกายกับ กทม. มาก่อน

ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกคุณสมบัติโดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นที่อาจนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ห้า คือการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกผลงานของผู้เสนอราคาให้สูงเกินจริง โดยกำหนดให้ต้องเคยมีสัญญาซื้อขายเดิม 2 ถึง 3 สัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินกว่าปกติแม้แต่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท

นอกจากข้อสังเกตทั้ง 5 ประเด็นแล้ว นายศุภณัฐ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังอดีตผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่า โครงการที่มีข้อสงสัยทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ทาง กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการเท่านั้น และละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารลับของ กทม. ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ พบว่าคำสั่งที่อดีตผู้ว่าฯ ลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพียง 7 โครงการจริง ซึ่งขัดแย้งกับที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะตรวจสอบทั้งหมด และแม้ตนจะเคยส่งหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 บาทโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม แต่อดีตผู้ว่าฯ ก็ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาจนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าหากยอมตรวจสอบครบทั้ง 24 โครงการ จะเห็นรูปแบบการทุจริตที่เป็นขบวนการชัดเจนกว่านี้ แต่อดีตผู้ว่าฯ กลับเลือกตัดตอนการสอบสวนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมที่จะน้อมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ ที่อาจมองข้ามเรื่องการทุจริต แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เงินภาษีของคนกรุงเทพฯ สูญหายไปฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร และจะไม่ยอมให้ กทม. เซตมาตรฐานการทุจริตและการสอบสวนที่ผิดพลาดเช่นนี้ให้หน่วยงานอื่นทั่วประเทศลอกเลียนแบบ แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเวลา อีกทั้งตนเคยรอให้อดีตผู้ว่าฯ ประกาศผลสอบสวนด้วยตนเอง แต่กลับเงียบหาย และในการออกรายการข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ ก็ยังคงตอบคำถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มีสื่อมวลชนรายใดจี้ถามต่อ ประกอบกับคดีนี้ได้เดินทางมาครบรอบ 2 ปีพอดี ตนจึงต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบและร่วมกันตรวจสอบต่อไป
.
เพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1DaLyTsffr/?mibextid=wwXIfr 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top