542.jpg
ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่สนกระแส

อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ

เมินเสียงต้านTH-AI

 

นายกฯ ไม่มีวัด KPI มีแต่ API ยังไม่ปรับครม.ปัจจุบันยังทำงานกันได้ด้วยดี ลั่นหากเกิดเสียหายให้บ้านเมืองพร้อมปรับทันที ย้ำคุย “ไชยชนก” ทุกเรื่อง หลังดีอีถูกโจมตีหนักปมโครงการ TH-AI Passport ย้ำไม่มีขัดแย้ง “พิพัฒน์” ไม่เกี่ยวปัญหาสัญญาเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน หลังดึง EEC กลับมาดูเอง เหตุอยู่ในช่วงทำการตลาดสร้างความมั่นใจ-ดึงนักลงทุน ด้าน “ปชน.” จัด 30 สส. ถลกงบฯปี’70 ลั่นตรวจสอบเข้มทุกโครงการ เน้นงบกระทรวงดีอี


เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเตรียมการประเมิน KPI รัฐมนตรีในการทำงาน 1 ปี โดยออกตัวก่อนว่า เดามาจากในเครื่องแล้วว่าจะต้องถามคำถามนี้ ก่อนกล่าวต่อว่า รัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารประเทศ ฉะนั้นจะต้องมีการประเมิน ผลการดำเนินงาน การทำงานของเขาอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ตนดูแลอยู่ก็เป็นไปตามข่าว ทุกคนต้องทำงานทุ่มเททุกอย่างให้กับรัฐบาล ประเทศและประชาชน ตรงนี้ไม่ต้องวัด KPI เพราะมีแต่ API หรือ อนุทิน PI

เมื่อถามว่ามีกระทรวงใด ที่จะต้องเจาะจงหรือไม่ โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนายอนุทิน กล่าวว่า ตนดูภาพรวมและเจาะเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นปกติในการทำงานให้กับประเทศ ที่จะต้องมีการตื่นตัวตลอดเวลา คนเก่งจะไม่ตื่นตัว หรือติดลมบนแล้ว ก็ต้องปรับปรุง

‘หนู’ยังไม่ปรับครม.-ทุกคนทำงานดี

เมื่อถามว่าที่วางเกณฑ์การประเมินผลไว้ 1 ปีจะมีระยะเวลาเร็วกว่านั้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้วางอะไรและไม่มีกำหนดเวลา เพราะหากทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองเมื่อไหร่ ก็จะต้องพิจารณาแก้ไขในทันที” เมื่อถามย้ำว่า ได้วางไว้หรือไม่ว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อใด นายอนุทินกล่าวว่า “ยัง ตอนนี้ยังไม่คิด ซึ่งรัฐมนตรีทุกท่านยังทำงานกันได้ด้วยดีอยู่ ยังทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ บางคนอ่อนประชาสัมพันธ์ ก็มีการเชิญมาให้เร่งแจ้งผลงานที่ได้ทำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ”

เมื่อถามว่าอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้มีกระแสเชิงลบกับกระทรวง นายอนุทินกล่าวว่านายไชยชนก ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คุยกันเป็นประจำ คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันทุกเรื่องอยู่แล้ว

คุย’ไชยนก’ทุกวัน-ไม่สนกระแส

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า แต่ตอนนี้กระทรวงดีอี เจอกระแสหนักกับโครงการ TH - AI Passport นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่เคยสนใจกระแส สนใจแต่ความจริง และสิ่งที่เป็นประโยชน์ และให้ความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และศักยภาพของของประชาชนทั่วไป นักศึกษาที่จะยกระดับเทคโนโลยีการสื่อสารระดับสูง เมื่อถามว่า จะมีการวัด KPI ในส่วนของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ก็ต้องแจ้งหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะมีกฎกติกามารยาทอยู่ หากมีความเสียหายก็ต้องแจ้ง แต่การตัดสินใจอยู่ที่ตน

ไม่ขัดแย้ง’พิพัฒน์’ดึงEECมาดูเอง

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมกลับมาดูแลเอง ว่า เป็นโหมดๆไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตโดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือก ด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบินท่าเรือ นอกจากแหลมฉบังก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบกทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะความสมบูรณ์ ทึ่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่

“ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะนายพิพัฒน์ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลแต่ช่วงนี้ตนเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น“ นายกฯ กล่าว

อย่าไปโยงเชื่อมรถไฟ3สนามบิน

เมื่อถามว่าไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้า 3 สนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

‘ปชน.’ตรวจสอบเข้มรบ.ใช้งบ70

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ว่า ช่วงเวลาในการอภิปรายงบทั้ง 2 เรื่องใกล้เคียงกัน คือ ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เชิญหน่วยงานมาชี้แจงเรื่องการของบประมาณเพื่อที่จะได้เห็นหน้าตางบประมาณ ขณะเดียวกันก็ต้องรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 มิ.ย.นี้ที่จะเห็นชอบเล่มร่างงบประมาณปี 2570 ซึ่งพรรคมีเวลาเตรียมตัวก่อนอภิปรายงบไม่ถึง 1 สัปดาห์

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 แม้จะมีเวลาใช้เงินเพียง 3 เดือน พรรคก็ให้ความสำคัญในการอภิปรายเช่นกัน โดยพ.ร.บ.โอนงบฯ มีวงเงิน 1 หมื่น 3 ร้อยล้านบาท โอนไปอยู่ในงบกลาง ทั้งที่รัฐบาลบอกว่าจะตัดงบเข้าสู้การโอนแสนล้านบาท ลดเหลือ 8 หมื่นล้านบาท ท้ายที่สุดก็เหลือ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามไทย-กัมพูชา มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ก็ต้องติดตามว่าจะมีการอนุมัติงบส่วนนี้ไปใช้อย่างไร ส่วนการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นั้น ก็มีหลายโครงการที่น่าจับตา หลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบายหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น การลดงบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น เท่าที่ทราบมามีการตัดงบการสร้างอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งต้องตามต่อว่าชั่วคราวหรือยกเลิก หรือมีการปรับปรุงแบบอาคารใหม่หรือไม่ และหน่วยงานต่างๆ ถูกปรับลดงบประมาณลง2ใน3 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดว่ามีการปรับลดในสิ่งที่ไม่สมควรหรือไม่

สงสัยจ่อทำTH-AIภาค2ต่อหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ขณะที่บางหน่วยงานหรือกระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มอย่างน่าประหลาดใจ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงเดียวได้เพิ่ม 30% โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้รับงบเพิ่มมา 1 เท่าตัว หรือ 95% ซึ่งจะต้องดูว่านำไปทำอะไรต่อ มีแนวโน้มว่า อาจจะเป็นโครงการภาคต่อของ TH-AI Passport หรือไม่ ต้องไปติดตามตรวจสอบกัน และต้องบอกว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ได้ใช้งบประมาณอย่างเดียว แต่ใช้เงินกองทุนดีอี ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ โดยที่ผ่านมาเป็นปัญหาและช่องโหว่ที่สภาฯ ตรวจสอบได้ยากมาตลอด เราจึงต้องพูดถึงการตรวจสอบเงินนอกงบประมาณทั้งหมดของแผ่นดินว่าเอาไปใช้อย่างไร มีความซ้ำซ้อนกับโครงการที่อยู่ในงบประมาณหรือไม่

เตรียม30ขุนพลชำแหละพรบ.งบ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า รอบนี้รัฐบาลมีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยในตัว 2 แสนล้านบาทหลังเป็นเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน น่าจะมีความซ้อนทับของกระทรวงพลังงานและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามตรวจสอบในรายละเอียดเพราะมีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ เป็นงบประมาณที่บอกได้ว่าประเทศนี้ รัฐบาลนี้ เจองบประมาณมีปัญหาหนักมาก ฝีแตก ไม่สามารถปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยได้ โดยเฉพาะรายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำลง เมื่อถามถึงการจัดทัพ สส.ในการอภิปรายงบประมาณ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การอภิปรายจะแบ่งเป็นรายประเด็น ซึ่งเราได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ประมาณ 30 คน เช่น เรื่องพลังงานอาจจะคาบเกี่ยวกระทรวงกัน โดยจะไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาการคลัง การจัดเก็บรายได้ ของนโยบายอุตสาหกรรม งบด้านสิ่งแวดล้อมและกองทัพ การกระจายอำนาจ ส่วนหัวข้ออภิปรายนั้น ต้องขอเห็นรายละเอียดของงบประมาณก่อน แม้ช่วงนี้มีความพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของพรรค แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบของพรรคยังเข้มข้นเช่นเดิม ที่จะต้องตรวจสอบความคุ้มค่า ความเหมาะสมของงบประมาณ รวมถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น อยากชวนประชาชนจับตาการอภิปรายงบครั้งนี้

‘สว.-สส.’รุดหารือ’ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรม นูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายพริษฐ์วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เลือกตั้งสสร.โดยตรงจากปชช.ทำได้

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า การเข้าหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถ้อยคำในคำวินิจฉัย ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเป็นข้อถกเถียงมาตั้งแต่ช่วงความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีที่ผ่านมา โดยสังคมต้องการทราบขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบ

ทั้งนี้ จากการหารือ ตุลาการศาลรัฐธรรม นูญได้ให้ความเห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรม นูญ หรือ สสร. ไม่ได้เป็นประเด็นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากมีสภาหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิ การยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถดำเนินการได้

ปชน.เล็งถกพรรคทบทวนร่างใหม่

ด้าน นายพริษฐ์วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า จากคำอธิบายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ คือการให้ประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือก สสร. ได้ ดังนั้น หากออกแบบให้ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างและพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยพรรคอาจนำประเด็นดังกล่าวไปหารือในพรรคเพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันจุดยืนเดิมต้องการให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน100% หลังได้รับความชัดเจนว่า คำวินิจฉัยไม่ห้ามดำเนินการลักษณะดังกล่าว

‘สนธิญา’ยื่นสอบจริยธรรม‘ไอซ์’

ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสารระบบ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา (กมธ.) การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรว่า การยื่นของตนครั้งนี้ ไม่ได้จองเวรจองกรรม หรือกระทำการต่างๆด้วยความสะใจหรืออะไรต่อน.ส.รักชนก เพราะที่ผ่านมาตนติดตามทั้งเรื่องมาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จนเมื่อกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ตนได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุมกมธ.ติดตามงบฯ ซึ่งตนสนับสนุนการทำงานของน.ส.รักชนก ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปโดยความถูกต้อง หรือตามกระบวนการ ข้อบังคับของสภาฯ หรือคณะกรรมาธิการจำเป็นต้องทำหนังสือเพื่อให้ประธานสภาฯได้พิจารณาและวินิจฉัย

งงทำไมยื่นให้ปปช.สอบTH-AI

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ตนเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมกมธ.และไม่ได้ถามพรรคประชาชน เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.นันทนานันทวโรภาส สว.ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อที่จะยื่นให้ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา พิจารณาให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่มาวันนี้ น.ส.รักชนกประกาศว่ากรณี TH-AI passport จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.พิจารณา ตนขอถามว่าพรรคประชาชนทั้งพรรค ซึ่งรวมทั้งน.ส.รักชนก ก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่กลับจะเสนอเรื่อง TH-AI passport ให้ป.ป.ช.วินิจฉัย เปรียบเสมือนคุณกำลังทำตอไม้ที่ตายแล้ว ที่เน่าไปแล้ว แต่วันนี้คุณกลับเอาน้ำไปลด คิดอะไรกันอยู่ ทั้งที่ผ่านมายื่นให้ตรวจสอบป.ป.ช. เพราะไม่ไว้ใจ แต่วันนี้คุณบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องก็จะยื่นให้ป.ป.ช. พิจารณาอีกขอถามว่าใช้ตรรกะอะไรที่จะยื่นให้หน่วยงานที่คุณไม่ไว้วางใจ

เคืองโพสต์‘จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา’

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาคือ 1. ก่อนการประชุมกมธ. ในเฟสบุ๊กของน.ส.รักชนก โพสต์ว่าจะเชิญตนมาร่วมประชุม ในวันที่ 18 มิ.ย. ด้วย และด้านล่างมีคำว่าจุ้น คืออะไร และเผลอเตะชามข้าวหมา ซึ่งในที่ประชุมกมธ. ตนถามน.ส.รักชนกว่า หมายถึงตนหรือไม่ อย่างไร เพราะมีชื่อตนอยู่ด้วย แต่น.ส.รักชนกบอกว่า เป็นเพราะผู้สื่อข่าวนำไปลง แล้วขอให้ตนทำหนังสือสอบถามไปยังผู้สื่อข่าวผู้นั้นเอง และเมื่อน.ส.รักชนกไม่ตอบ ตนก็ถือว่าการประชุมดังกล่าวตนไม่มีศักดิ์ศรีอะไรในสายตาท่านประธาน แต่เห็นว่ากรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สส. และประธานกมธ.เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือแต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้อื่นว่าจุ้นซึ่งตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน จุ้น แปลว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไปเตะชามข้าวหมาของบุคคลอื่น ตนถามว่า หมาเป็นของตนหรือหมาเป็นของใคร และคำพูดนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ

โวยประธานกมธ.ไม่ควรทำเช่นนี้

ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.หรือสส. ไม่ควรจะพูดหรือกระทำการโพสต์ ลงในรูปแบบนั้น ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของน.ส.รักชนก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2. ถือว่าน.ส.รักชนก โกหกในการประชุมกมธ.ทั้ง 2 คณะ คือกมธ.ติดตามงบฯ และกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมร่วมกัน 3. การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมพ.ศ.2563 ประมาณ 7 ข้อ และ 4. ในการประชุมของทั้ง 2 กมธ. ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ ได้เห็นชอบอนุมัติในหลักการให้มีการประชุมหรือไม่ เพราะตนเคยเป็นกมธ.กฎหมายฯ มาแล้วเกือบ 3ปี ไม่เคยเห็นการประชุมร่วมเช่นนี้

ฟ้องหมิ่นประมาทได้แต่ไม่อยากทำ

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า ดังนั้นต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้อบังคับสภาฯ และคณะกรรมาธิการปี 61 หรือข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการทั้งหมด ซึ่งพรรคพวกตนแนะนำว่าเรื่องเหล่านี้สามารถฟ้องเป็นดคีอาญาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทของน.ส.รักชนก ได้เพราะมีการระบุชื่อของตนด้วย แต่ตนไม่มีเจตนาหรือไม่ต้องการฟ้องเป็นคดีอาญาหมิ่นประมาทต่อน.ส.รักชนก แต่ต้องการความกระจ่างและชัดเจน ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่า เรื่องหมาๆ จุ้นหรือไม่จุ้น เพราะกรณีการที่บุคคลหนึ่งบุคคลในจะทำหน้าที่ปกป้อง หรือสอบถามเบประมาณ การดำเนินการของสภาฯ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 (1)(2) ประกอบมาตรา50 ที่พึงกระทำได้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ประธานสภาฯ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา

นายกฯ พอใจผลการเยือนรัสเซีย

ด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย โดย นายกฯได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว

นายกฯยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ประชุมรับรองเอกสารสำคัญ4ฉบับ

อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย - 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ นายกฯยังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ตอกย้ำมิตรภาพและสัมพันธ์2ปท.

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัลโบลเกียห์มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้งสองประเทศ

ขอบคุณคนไทยมั่นใจนโยบายรัฐ

เวลา 08.15น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่ให้ความมั่นใจ ต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนต่อความมั่นใจของนานาชาติ และเป็นการทําให้ศักยภาพของประเทศไทยมีการยกระดับสูงขึ้น ผู้ที่จะมาลงทุน มาท่องเที่ยว มาใช้ชีวิตในประเทศไทยก็มีความมั่นใจมากมากขึ้น ขอย้ำว่าต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนและขอให้เราร่วมมือกันอย่างนี้ต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top