วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ พร้อมเดินหน้าเจรจาอิหร่าน-รัสเซียหนุนซัพพลายเต็มที่ เผยทิศทางราคา ยูเรีย ในตลาดโลก เริ่มปรับลดลง มั่นใจทำราคาในไทยค่อยๆ ลดตามต้นทุน ย้ำไม่มีการปรับขึ้นแน่นอน พร้อมลุยมาตรการ ปุ๋ยธงเขียว พร้อมเตรียมคลอด แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยลดภาระเกษตรกรไทย สั่งคุมเข้มห้ามกักตุน-ฉวยโอกาสเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงสถานการณ์การบริหารจัดการปุ๋ยว่า รัฐบาลในฐานะทีมประเทศไทยได้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการยุติสงคราม แต่ยืนยันว่าจะควบคุมทั้งปริมาณไม่ให้ขาดแคลนและดูแลราคาให้เหมาะสม
ล่าสุดได้รับข่าวดีว่าเรือขนส่งปุ๋ย 5 ลำที่เคยติดอยู่ในช่องแคบ สามารถประสานจนหลุดออกมาได้แล้ว 2 ลำ และอีก 1 ลำมีการปรับเส้นทางขนถ่ายสินค้าทางบกเพื่อลงเรือที่ทะเลแดงมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ทำให้สถานการณ์ซัพพลายเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย ปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ากระจายไป 40 จังหวัด ปัจจุบันทำแล้ว 6 จังหวัด และจะทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม
ส่วนในด้านการควบคุมราคา กรมการค้าภายในได้ดำเนินคดีกับผู้ขายปุ๋ยเกินราคาไปแล้วกว่า 1,640 ราย และขอให้เกษตรกรแจ้งเบาะแสหากพบการเอาเปรียบ
สำหรับแผนระยะยาว รัฐบาลได้เตรียมโครงการ แม่ปุ๋ยคนละครึ่งและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่งโดยจะสนับสนุนเงินกู้ผ่าน ธกส. ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงตามสภาพดินและเพิ่มผลผลิตให้ตรงความต้องการตลาด อีกทั้งยังมีการเจรจากับประเทศมิตรไมตรีอย่างจีนและรัสเซียเพื่อเป็นแหล่งนำเข้าสำรองหากเส้นทางปกติมีปัญหา
นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล อุปนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่าระบุว่า สถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลกเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เคยขาดหายไปในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า (มีนาคม-พฤษภาคม) เริ่มมีการนำเข้าจากแถบตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว
ขณะเดียวกันผู้ผลิตในซาอุดีอาระเบียก็ได้ปรับแผนขนส่งทางรถบรรทุกจากฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือทะเลแดงเพื่อส่งมาไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มราคาเริ่มอ่อนตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มไนโตรเจนและยูเรีย ส่วนสูตร NP และ NPK ราคาหยุดนิ่งและมีโอกาสปรับลดลงในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ราคาในประเทศจะค่อยๆ ทยอยปรับลงตามต้นทุนจริงคล้ายกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน แต่อาจไม่ลดลงทันทีเนื่องจากยังมีสต็อกต้นทุนเดิมอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน
นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย เปิดเผยความคืบหน้าด้านการเจรจาระหว่างประเทศว่า รัฐบาลอิหร่านยืนยันพร้อมสนับสนุนปุ๋ยยูเรียให้ไทย และได้รับข้อมูลว่าจะไม่คิดค่าธรรมเนียมพิเศษหรือ "หัวคิว" สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เช่นเดียวกับทางรัสเซียที่พร้อมให้ความร่วมมือในการซื้อขายปุ๋ยเคมีกับไทยในฐานะมิตรประเทศ
“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนกและมั่นใจได้ว่าปุ๋ยจะไม่ขาดแคลนแน่นอน [12, 13] พร้อมระบุว่าปัจจุบันถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าว มียอดส่งออกและราคาพุ่งสูงขึ้น ช่วยสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ”
ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่าจากข้อมูลสถิติราคาว่า หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ปุ๋ยยูเรียมีการปรับขึ้นสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 60% ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตปรับขึ้นเฉลี่ย 20% และโพแทสเซียมปรับขึ้นเพียง 0.2% ปัจจุบันราคายูเรียมีทิศทางปรับลดลงชัดเจนที่สุด
ทั้งนี้ กรมฯ มีการติดตามสต็อกปุ๋ยจากผู้ประกอบการทุก 15 วัน ยืนยันว่าปัจจุบันมีปุ๋ยทุกสูตรเพียงพอจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ลงรายละเอียดจำนวนสต็อกเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรจนเกิดราคาเทียมขึ้นในตลาด ซึ่งกรมฯ จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และสมาคมต่างๆ เพื่อดูแลให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเป็นธรรมต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี