วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
1 ก.ค. 2569 เมื่อเวลา14.25น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า
การพิจารณางบฯปี70ครั้งนี้ เป็นปีแรกที่ต้องถือเป็นประวัติศาสตร์ เพราะมีรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญระดับแกนนำของรัฐบาลที่ทำหน้ากำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณ ลุกขึ้นมายอมรับกับสภาฯนี้ว่าโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ อีก2-3ปี ประเทศไปไม่ได้แน่ๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เลย เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะฝ่ายค้านหลายคน วิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างงบฯของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป็นงบฯหาเช้ากินค่ำ ไร้อนาคต ความหมายคือประเทศนี้หารายได้มาได้เท่าไหร่ใน1ปี กลายเป็นจ่ายให้งบฯประจำทั้งหมด ไม่มีเงินพอลงทุน จนต้องไปกูหนี้ยืมสิน กลายเป็นภาระงบประมาณในการพัฒนาประเทศ จนขณะนี้หนี้ที่จะกู้หรือกู้ไปแล้วใกล้เต็มเพดาน
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สภาวะนี้เรียกว่าหนี้สาธารณะท่วมประเทศ มีภาระดอกเบี้ย เงินต้นต้องจ่ายมากมาย ประชาชนตกในฐานะผู้จ่ายภาษีต้องทำงานด้วยความยากลำบาก ตื่นเช้าขับรถออกไปทำงานหาเงินมาเติมน้ำมันที่แพง แล้วก็ไปทำงานหาเงินมาจ่ายภาษีให้รัฐบาล ภาษีทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้นำมาลงทุนให้กับประเทศ กลายเป็นงบฯประจำทั้งหมด ส่วนอีกเรื่องที่จำเป็นต้องพูดคือหนี้ครัวเรือนก็ท่วมประชาชนแทบจะทุกครัวเรือนเช่นกัน ตัวเลขหนี้ครัวเรือนน่าตกใจมาก คิดเป็นประมาณ91เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่อยู่ที่80เปอร์เซ็นต์ คนไทยเป็นหนี้กว่า25.5ล้านคน มากกว่า1ใน3ของคนไทยที่มีหนี้ จากข้อมูลสถิติปี2566 คนไทยเป็นหนี้เฉลี่ย3.3บัญชีต่อคน เช่นคนไทย1คนเป็นหนี้บัตรเครดิต2ใบ เป็นหนี้รถยนต์1ใบ ซึ่งน่ากังวลมาก จะกลายเป็นปัญหาทับซ้อนสู่ปัญหาโครงสร้างงบฯต่อไปในอนาคต เพราะหนี้ครัวเรือนของไทยติดอันดับท็อป10ของโลก จากการสำรวจปีล่าสุดไทยอยู่ลำดับ7ของโลก
“ทั้งหนี้ประเทศที่ท่วม หนี้ครัวเรือนที่ท่วมชาวบ้าน ไปซ้ำเติมปัญหาโครงสร้างของงบประมาณ ผมชื่นชมรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นมายอมรับว่าโครงสร้างงบฯมีปัญหา แต่จะทำอย่างให้สิ่งที่ท่านพูดไม่เป็นแค่วาทกรรมในสภาฯ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ท่านชักชวนฝ่ายค้านช่วยกันเสนอความเห็นเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงบฯ อย่างน้อยที่สุดในปีงบฯต่อไปไม่ให้ติดปัญหาเหมือนในปีนี้ ผมถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ทั้งสภาฯ และรัฐบาล ต้องทำไปด้วยกัน ทำอย่างไรให้โจทย์นี้ไม่ใช่เป็นแค่วาทกรรมที่จบหลังจากโหวตผ่านงบประมาณไปแล้ว แล้วปีหน้าก็เหมือนเดิม” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ตนมี5ข้อเสนอไปยังรัฐบาล 1.รัฐบาลต้องหยุดกู้มาแจก หยุดสร้างความเข้าใจผิดว่าเงินที่กู้ทั้งหลายไม่ใช่ภาระประชาชน โดยเฉพาะเงินกู้4แสนล้านที่รัฐบาลออกมาเป็นพ.ร.ก. มีดอกเบี้ย1.2เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนคือ4,200ล้านบาทต่อปี เราต้องมาตั้งงบฯที่มาจากภาษีประชาชนในการที่ต้องไปจ่ายทั้งต้นทั้งดอก จะบอกว่าไม่เป็นภาระประชาชนได้อย่างไร ต้องบอกความจริงประชาชนว่าเงินกู้มีต้นทุน เป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกจ่าย 2.รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนว่าฐานะของประเทศขณะนี้เป็นอย่างไร 3.ต้องหยุดแสดงความรวยเกินฐานะประเทศ ประเทศไม่ได้รวยเหมือนฐานะนายกรัฐมนตรี เราต้องเริ่มกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างงบฯ 4.จะทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และ5.รัฐบาลต้องมีมาตรการปิดช่องและจัดการการทุจริตคอร์รัปชันกับเงินงบประมาณของรัฐบาลอย่างเด็ดขาด เพราะช่องโหว่นี้ใหญ่สุด มีสัญญาณเตือนมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเงินทอน เงินใต้โต๊ะ ที่ผ่านมามีการเปิดโปง มีห้องงบประมาณบางห้องที่เปิดให้มีการต่อรองงบฯ มีผู้ได้รับผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวพันกับการจัดสรรงบฯในห้องที่อยู่ใกล้กับห้องพิจารณางบประมาณ ปีนี้และปีต่อไปต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก
“ผมและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมพูดคุยหากมีการขอความคิดเห็น ขอความรู้ ขอประสบการณ์ เพราะเป็นเรื่องของประเทศ แต่หากยังเดินหน้าต่อไปแบบนี้ จบงบประมาณนี้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ประเทศนี้ไร้อนาคตแน่นอน” นายสาทิตย์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี