542.jpg
ศึกงบฯ 70! 'ภราดร' ลั่นรัฐบาลชุดนี้จะจัดสรรงบให้ดู 'ชัยชนะ' ซัดกลับ อย่าใช้การกระจายอำนาจเป็นแค่วาทกรรม

ศึกงบฯ 70! 'ภราดร' ลั่นรัฐบาลชุดนี้จะจัดสรรงบให้ดู 'ชัยชนะ' ซัดกลับ อย่าใช้การกระจายอำนาจเป็นแค่วาทกรรม

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.19 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.40 น. บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 3.788 ล้านล้านบาท การประชุมดำเนินมาเป็นวันที่ 3 โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

ไฮไลต์สำคัญของการอภิปรายในวันนี้ คือการลุกขึ้นชี้แจงอย่างละเอียดและตรงไปตรงมาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตอบข้อซักถามและข้อวิพากษ์วิจารณ์จากทางพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการพยายามผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณที่เรื้อรังมานาน ตลอดจนการโต้ตอบในประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างดุเดือดแต่แฝงไปด้วยหลักการ


 

 

รัฐบาลรับสภาพปัญหา เร่งผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณหนีความหายนะ

นายภราดรได้เริ่มต้นการชี้แจงโดยพาดพิงถึงวาทกรรมของนายสาทิตย์ที่ระบุว่า งบประมาณฉบับนี้เป็น "งบประมาณแบบไร้อนาคต" โดยนายภราดรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์หลายประการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในระบบการจัดทำงบประมาณของไทย แต่สิ่งเดียวที่นายภราดรปฏิเสธคือคำว่า "ไร้อนาคต"

ท่านรัฐมนตรีได้อธิบายขยายความว่า หากรัฐบาลยังคงหลับหูหลับตาจัดทำงบประมาณปี 2570 ด้วยวิธีการเดิมๆ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571-2572 ประเทศชาติจะเดินหน้าสู่ความไร้อนาคตอย่างแท้จริง รัฐบาลชุดปัจจุบันตระหนักดีว่าโครงสร้างทางการคลังกำลังเดินหน้าสู่จุดวิกฤต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องริเริ่มการจัดทำงบประมาณรูปแบบใหม่ แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและสัดส่วนงบผูกพันที่หมักหมมมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งถือเป็น "ความเจ็บปวดของประเทศ" ที่ไม่มีรัฐบาลใดในอดีตกล้าลุกขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจัง

 

แผนการปฏิรูป โปร่งใส ตรวจสอบได้ และการใช้ "งบประมาณแบบฐานศูนย์"

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง นายภราดรได้แจกแจงมาตรการและทิศทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ โดยแบ่งออกเป็นมิติสำคัญต่างๆ ดังนี้:

  • ความโปร่งใสที่จับต้องได้: เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมอบข้อมูลโครงสร้างงบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel ให้กับคณะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ โดยที่ฝ่ายค้านไม่ต้องร้องขอ ซึ่งช่วยให้สมาชิกรัฐสภาสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และตรวจสอบได้อย่างละเอียดลออและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • การประเมินผลที่เด็ดขาด (Zero-Based Budgeting): รัฐบาลได้เริ่มนำแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์มาประยุกต์ใช้ โดยมีการตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนร่วมกับสำนักงบประมาณ หน่วยงานราชการใดที่สามารถนำงบประมาณไปสร้างผลสัมฤทธิ์ให้ตกถึงมือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะได้รับการพิจารณางบประมาณที่ดีในปี 2571 ในทางกลับกัน หน่วยงานใดที่บริหารจัดการล้มเหลวหรือทำงานต่ำกว่าเกณฑ์ จะต้องเผชิญกับการถูกตัดลดงบประมาณในรอบปีถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้: รัฐบาลโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เร่งเดินหน้าตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาและปฏิรูปวิธีการจัดเก็บรายได้ของรัฐใหม่ทั้งระบบ เพื่ออุดรอยรั่วและเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่คลังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • การรักษาวินัยการเงินการคลัง: แม้รัฐบาลจะมีเพดานที่สามารถกู้เงินเพิ่มได้ แต่ได้เลือกที่จะไม่กู้จนเต็มเพดาน โดยยึดหลักการบริหารตามแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อมุ่งเป้าหมายในการลดการขาดดุลงบประมาณลงอย่างต่อเนื่องภายใน 2-3 ปีนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ปัญหาโครงสร้างรายจ่ายประจำและการทาบทามฝ่ายค้านร่วมแก้ปัญหา

หนึ่งในประเด็นที่ถือเป็นแก่นกลางของปัญหาเศรษฐกิจไทย คือ รายจ่ายประจำ โดยเฉพาะเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการที่พุ่งสูงขึ้นจนแทบไม่เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนใหม่ๆ นายภราดรได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา พร้อมระบุว่าหากการปฏิรูปสวัสดิการข้าราชการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อ 15 ปีก่อน ขนาดของภาระงบประมาณในส่วนนี้คงไม่บวมโตจนกลายเป็นวิกฤตดังเช่นทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของนายภราดรไม่ใช่เพียงการกล่าวโทษอดีต แต่เป็นการส่งคำเชิญชวนไปยังฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายกรณ์ นายอภิสิทธิ์ หรือแม้แต่นายสาทิตย์ ให้มาร่วมกันระดมสมองและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัญหาโครงสร้างระดับชาตินี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยเจตจำนงร่วมกันของทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และนักวิชาการ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อลดภาระงบประมาณที่ต้องตั้งไว้ชดเชยสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการแก้ไขดังกล่าวจะมีช่องทางที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิก กบข.

 

 

พรรคประชาธิปัตย์สวนกลับ: ทวงถามความจริงใจเรื่องการกระจายอำนาจ

การชี้แจงของรัฐบาลได้ถูกตอบโต้กลับอย่างทันควันโดย นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ลุกขึ้นตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับปรัชญาการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะในประเด็น "การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น"

นายชัยชนะชี้ให้เห็นว่า แม้กรรมาธิการจะเห็นตรงกันในการตัดลดงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลงกว่า 2,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นภารกิจที่ซ้ำซ้อน แต่คำถามที่ตามมาคือ ทำไมรัฐบาลจึงไม่นำเม็ดเงินก้อนนี้ไปอัดฉีดโดยตรงให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 7,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ

ปัจจุบัน งบประมาณปี 2570 ที่จัดสรรให้ อปท. มีเพียง 880,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 29.3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งนายชัยชนะมองว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ ตัวเลขดังกล่าวควรถูกผลักดันให้สูงขึ้นไปถึงระดับ 900,000 กว่าล้านบาท

นายชัยชนะยังได้ใช้โอกาสนี้ปกป้องผลงานในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยย้อนอดีตไปถึงยุคของนายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าในสมัยนั้น แม้ประเทศจะมีงบประมาณแผ่นดินเพียงล้านล้านกว่าบาท แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นผู้ริเริ่มสวัสดิการที่สำคัญต่อฐานรากของประเทศ ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงเป็นผู้ริเริ่ม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ เมื่อ 27 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ดูเหมือนนโยบายเหล่านี้จะหยุดนิ่งอยู่กับที่

พร้อมกันนี้ นายชัยชนะได้เหน็บแนมรัฐบาลอย่างมีอารมณ์ขันแกมหยิกแกมหยอกว่า รู้สึกเห็นใจนายภราดรที่ต้องรับภาระหนัก ตอบคำถามฝ่ายค้านอยู่เพียงคนเดียว โดยเปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่ 'นายจูรี นุ่มแก้ว' (สส.พรรคประชาชน) ได้จุดธูปเรียกคณะรัฐมนตรีเมื่อวันก่อน ว่าธูปนั้นศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ที่เรียกให้รัฐมนตรีเข้าสภามาได้มากมาย แต่สุดท้ายคนที่ต้องลุกขึ้นชี้แจงก็มีเพียงนายภราดรคนเดียวอยู่ดี

 

บทสรุปของการปะทะคารม ปมผู้รับเหมาและวาทกรรมทางการเมือง

ในช่วงท้ายของการอภิปราย การตอบโต้ไปมาระหว่างนายภราดรและนายชัยชนะยิ่งทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงประเด็น "ผลประโยชน์แอบแฝง" ในการจัดทำงบประมาณ

  • ประเด็นงบผู้สูงอายุ vs สวัสดิการข้าราชการ: นายภราดรได้ลุกขึ้นชี้แจงแก้ต่างว่า สิ่งที่ตนพูดถึงเมื่อ 15 ปีก่อน ไม่ได้หมายถึงการตัดลดงบผู้สูงอายุ หรืองบ อสม. ที่พรรคประชาธิปัตย์ริเริ่ม แต่ตนกำลังหมายถึง สวัสดิการของข้าราชการ ที่หากมีการจัดการวางแผนให้ดีตั้งแต่เมื่อทศวรรษก่อน ภาระงบประมาณก็จะไม่บวมและกดทับประเทศอยู่แบบนี้
  • ประเด็นงบกลุ่มจังหวัดและผู้รับเหมา: สำหรับการตัดงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น นายภราดรตอกกลับอย่างเจ็บแสบว่า โครงการเหล่านั้นเป็นภารกิจที่ซ้ำซ้อน หากตัดทิ้งไปก็ไม่เห็นจะมีประชาชนคนไหนเดือดร้อน "คนที่จะเดือดร้อน ก็เห็นจะมีแต่ผู้รับเหมาที่ไปวิ่งเต้นหางานกับทางจังหวัดเท่านั้น"
  • ข้อจำกัดของงบท้องถิ่น: นายภราดรยอมรับว่า เป้าหมายการจัดสรรงบให้ อปท. ถึงระดับ 35% เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ด้วยข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณภาพรวม ทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันให้ถึงจุดนั้นได้ในทันที อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า เม็ดเงินที่จัดสรรให้ท้องถิ่นก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเกือบหมื่นล้านบาท พร้อมทิ้งท้ายติดตลกว่า ตนเองเข้าสภามาก่อนที่นายจูรีจะจุดธูปเสียอีก
  • การสวนกลับของฝ่ายค้าน: นายชัยชนะไม่ปล่อยให้ประเด็น "ผู้รับเหมา" ผ่านไปง่ายๆ โดยสวนกลับทันทีว่า ตนไม่ทราบว่าผู้รับเหมาเหล่านั้นเป็นใครหรือไปวิ่งเต้นกับใคร แต่ที่แน่ๆ หากมองไปรอบๆ สภาแห่งนี้ รัฐมนตรีน่าจะทราบดีกว่าตน เพราะกลุ่มผู้รับเหมามักจะมีความใกล้ชิดกับซีกฝั่งรัฐบาลมากกว่าฝั่งฝ่ายค้านอย่างแน่นอน

นายชัยชนะได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า การกระจายอำนาจจะต้องไม่เป็นเพียง "วาทกรรม" ที่นักการเมืองหยิบยกมาหลอกใช้เพื่อหาเสียงช่วงเลือกตั้ง แล้วปล่อยปละละเลยเมื่อได้เป็นรัฐบาล การกระจายอำนาจที่แท้จริง ต้องมาพร้อมกับการกระจายงบประมาณลงสู่มือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เขาสามารถนำเม็ดเงินไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top