วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.40 น. บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 3.788 ล้านล้านบาท การประชุมดำเนินมาเป็นวันที่ 3 โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
ไฮไลต์สำคัญของการอภิปรายในวันนี้ คือการลุกขึ้นชี้แจงอย่างละเอียดและตรงไปตรงมาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตอบข้อซักถามและข้อวิพากษ์วิจารณ์จากทางพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการพยายามผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณที่เรื้อรังมานาน ตลอดจนการโต้ตอบในประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างดุเดือดแต่แฝงไปด้วยหลักการ

รัฐบาลรับสภาพปัญหา เร่งผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณหนีความหายนะ
นายภราดรได้เริ่มต้นการชี้แจงโดยพาดพิงถึงวาทกรรมของนายสาทิตย์ที่ระบุว่า งบประมาณฉบับนี้เป็น "งบประมาณแบบไร้อนาคต" โดยนายภราดรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์หลายประการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในระบบการจัดทำงบประมาณของไทย แต่สิ่งเดียวที่นายภราดรปฏิเสธคือคำว่า "ไร้อนาคต"
ท่านรัฐมนตรีได้อธิบายขยายความว่า หากรัฐบาลยังคงหลับหูหลับตาจัดทำงบประมาณปี 2570 ด้วยวิธีการเดิมๆ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571-2572 ประเทศชาติจะเดินหน้าสู่ความไร้อนาคตอย่างแท้จริง รัฐบาลชุดปัจจุบันตระหนักดีว่าโครงสร้างทางการคลังกำลังเดินหน้าสู่จุดวิกฤต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องริเริ่มการจัดทำงบประมาณรูปแบบใหม่ แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและสัดส่วนงบผูกพันที่หมักหมมมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งถือเป็น "ความเจ็บปวดของประเทศ" ที่ไม่มีรัฐบาลใดในอดีตกล้าลุกขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจัง
แผนการปฏิรูป โปร่งใส ตรวจสอบได้ และการใช้ "งบประมาณแบบฐานศูนย์"
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง นายภราดรได้แจกแจงมาตรการและทิศทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ โดยแบ่งออกเป็นมิติสำคัญต่างๆ ดังนี้:
ปัญหาโครงสร้างรายจ่ายประจำและการทาบทามฝ่ายค้านร่วมแก้ปัญหา
หนึ่งในประเด็นที่ถือเป็นแก่นกลางของปัญหาเศรษฐกิจไทย คือ รายจ่ายประจำ โดยเฉพาะเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการที่พุ่งสูงขึ้นจนแทบไม่เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนใหม่ๆ นายภราดรได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา พร้อมระบุว่าหากการปฏิรูปสวัสดิการข้าราชการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อ 15 ปีก่อน ขนาดของภาระงบประมาณในส่วนนี้คงไม่บวมโตจนกลายเป็นวิกฤตดังเช่นทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของนายภราดรไม่ใช่เพียงการกล่าวโทษอดีต แต่เป็นการส่งคำเชิญชวนไปยังฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายกรณ์ นายอภิสิทธิ์ หรือแม้แต่นายสาทิตย์ ให้มาร่วมกันระดมสมองและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัญหาโครงสร้างระดับชาตินี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยเจตจำนงร่วมกันของทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และนักวิชาการ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อลดภาระงบประมาณที่ต้องตั้งไว้ชดเชยสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการแก้ไขดังกล่าวจะมีช่องทางที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิก กบข.

พรรคประชาธิปัตย์สวนกลับ: ทวงถามความจริงใจเรื่องการกระจายอำนาจ
การชี้แจงของรัฐบาลได้ถูกตอบโต้กลับอย่างทันควันโดย นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ลุกขึ้นตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับปรัชญาการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะในประเด็น "การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น"
นายชัยชนะชี้ให้เห็นว่า แม้กรรมาธิการจะเห็นตรงกันในการตัดลดงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลงกว่า 2,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นภารกิจที่ซ้ำซ้อน แต่คำถามที่ตามมาคือ ทำไมรัฐบาลจึงไม่นำเม็ดเงินก้อนนี้ไปอัดฉีดโดยตรงให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 7,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ
ปัจจุบัน งบประมาณปี 2570 ที่จัดสรรให้ อปท. มีเพียง 880,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 29.3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งนายชัยชนะมองว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ ตัวเลขดังกล่าวควรถูกผลักดันให้สูงขึ้นไปถึงระดับ 900,000 กว่าล้านบาท
นายชัยชนะยังได้ใช้โอกาสนี้ปกป้องผลงานในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยย้อนอดีตไปถึงยุคของนายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าในสมัยนั้น แม้ประเทศจะมีงบประมาณแผ่นดินเพียงล้านล้านกว่าบาท แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นผู้ริเริ่มสวัสดิการที่สำคัญต่อฐานรากของประเทศ ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงเป็นผู้ริเริ่ม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ เมื่อ 27 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ดูเหมือนนโยบายเหล่านี้จะหยุดนิ่งอยู่กับที่
พร้อมกันนี้ นายชัยชนะได้เหน็บแนมรัฐบาลอย่างมีอารมณ์ขันแกมหยิกแกมหยอกว่า รู้สึกเห็นใจนายภราดรที่ต้องรับภาระหนัก ตอบคำถามฝ่ายค้านอยู่เพียงคนเดียว โดยเปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่ 'นายจูรี นุ่มแก้ว' (สส.พรรคประชาชน) ได้จุดธูปเรียกคณะรัฐมนตรีเมื่อวันก่อน ว่าธูปนั้นศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ที่เรียกให้รัฐมนตรีเข้าสภามาได้มากมาย แต่สุดท้ายคนที่ต้องลุกขึ้นชี้แจงก็มีเพียงนายภราดรคนเดียวอยู่ดี
บทสรุปของการปะทะคารม ปมผู้รับเหมาและวาทกรรมทางการเมือง
ในช่วงท้ายของการอภิปราย การตอบโต้ไปมาระหว่างนายภราดรและนายชัยชนะยิ่งทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงประเด็น "ผลประโยชน์แอบแฝง" ในการจัดทำงบประมาณ
นายชัยชนะได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า การกระจายอำนาจจะต้องไม่เป็นเพียง "วาทกรรม" ที่นักการเมืองหยิบยกมาหลอกใช้เพื่อหาเสียงช่วงเลือกตั้ง แล้วปล่อยปละละเลยเมื่อได้เป็นรัฐบาล การกระจายอำนาจที่แท้จริง ต้องมาพร้อมกับการกระจายงบประมาณลงสู่มือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เขาสามารถนำเม็ดเงินไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี