542.jpg
เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70  ปกรณ์จี้ก.พ.  ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70

ปกรณ์จี้ก.พ.

ลดขนาดข้าราชการ

นำประกันสุขภาพใช้แทน

เอกนิติลุ้นศาลชี้พรก.กู้เงิน

“ปกรณ์” สั่ง ก.พ.เร่งดันมาตรการ เออร์ลี่รีไทร์ขรก.ปีงบประมาณ 2570 ศึกษาใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล  ด้าน‘เอกนิติ’ย้ำแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตาพรก.กู้เงิน4แสนล้าน ยันรบ.จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากผลเป็นลบ จับมือเอกชนแก้ปัญหา ขณะที่วุฒิสภาถกร่างกม.โอนงบฯปี69’นายกฯเข้าแจงเอง ย้ำหลักสำคัญแก้วิกฤติปท.พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ก่อนลงมติ146เสียงผ่านฉลุย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ได้มอบหมายให้ ก.พ.ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับข้าราชการ ให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ ส่วนเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ซึ่งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาลและบำเหน็จ บำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า70%


‘ปกรณ์’สั่งศึกษาเออร์ลี่ขรก.ใหม่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.และสำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ.เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก

‘เอกนิติ’แล้วแต่ศาลรธน.ชี้พรก.กู้เงิน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น

ผลเป็นลบจับมือเอกชนแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายกฯแจงพรบ.โอนงบ69กับสว.

เวลา09.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.…วงเงิน 10,328ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบผ่าน 3วาระแล้วได้ส่งมายังวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน นับแต่วันที่ร่างพรบ.โอนงบฯถึงวุฒิสภา

โครงการหมดความจำเป็นตัดออกได้

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาชี้แจงร่างฯด้วยตนเองโดยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลขอนำเสนอร่างพรบโอนงบรายจ่ายฯ ต่อท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติฯ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบรายจ่ายฯ เมื่อวันที่ 25มิ.ย.69 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยการนำไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ มีดังนี้ 1. รายจ่ายประจำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและยังไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ 2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2มิ.ย.69 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569

รายจ่ายภาครัฐยังเดินหน้าต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการจัดทำร่าง พรบ.โอนงบฯครั้งนี้ รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่าย ในไตรมาสที่3และไตรมาสที่4ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายของรัฐในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสว.

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานฯ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้กรุณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ และข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้พิจารณาเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกฯ กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงเสริมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

‘สว.’ท้วงหั่นส่วนลงทุนกระทบเศก.

นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุมว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาท ทั้งนี้ กมธ.เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆกมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเม.ย.แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริง 2มิ.ย.หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมี.ค. เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิ.ย.โดยเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้ 31 พ.ค. - 5 มิ.ย. เพียง 5วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมี.ค.-เม.ย.และเม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ย 6%-7% สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน

แนะใช้จ่ายโปร่งใส-ตรวจสอบได้

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤติรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ นอกจากนั้นควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่

สภาสูง146เสียงฉลุยร่างพรบ.โอนงบฯ

เวลา11.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา หลังสมาชิกอภิปรายร่างพรบ.โอนงบฯกันอย่างกว้างขวาง นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงสรุปว่าขอบคุณทุกข้อสังเกต ข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล หากลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณา และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

ไฟเขียวปรับเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้นโดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบาง ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21มิถุนายน2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ นอกจากนี้ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น 

เล็งได้ใช้สิทธ์’ไทยช่วยไทยพลัส’

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)  เป็นระยะเวลา2เดือน(ระหว่างวันที่ 1สิงหาคม2569-30กันยายน2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในช่วงการเปิดลงทะเบียน ขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอครม.เพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17กรกฎาคม2569 ต่อไป 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top