รมว.กลาโหมบอกเป็นไปได้ทหารเขมรเหยียบกับระเบิดที่ตัวเองวางเอง อาจเป็นทหารใหม่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ด้านโฆษกทบ.ลั่นเหตุระเบิดในเขมรไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของทหารไทย ทภ.2 งัดหลักฐาน โต้กลับจับโกหกกัมพูชา
ความคืบหน้ากรณีกัมพูชากล่าวหาทหารไทย 7 นาย ลาดตระเวนเข้าพื้นที่ช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือ 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดช่วงเที่ยงวันที่ 5 กรกฎาคมนั้น
บิ๊กดุลย์ชี้เขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์หลังตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศถึงประเด็นดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีในพื้นที่เอง
ทั้งนี้ ก่อนสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิดต้องพิจารณาว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้ แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศ ทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้
ส่วนแนวทางพูดคุยคลี่คลายสถานการณ์นั้น รมว.กลาโหมเผยว่า ตนหารือกับรมว.ต่างประเทศแล้ว เห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเห็นว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้เต็มที่ เป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
เล็งใช้UNCLOSถกปมเขื่อนดักตะกอน
รมว.กลาโหมยังกล่าวถึงกรณีเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอน อยู่ในพื้นที่กัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก เรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศเรา หลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลเขื่อนดักตะกอนจะกระทบอธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น ก็ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสข่าวฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออกนั้น ตนไม่ทราบ
ปัดตอบหนุนอาวุธให้ ทอ.
รมว.กลาโหมกล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศวันนี้ว่า ได้รับทราบปัญหา ข้อขัดข้อง และความต้องการพัฒนากองทัพ ให้พร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคต การปกป้องอธิปไตยชาติ ตนได้เห็นศักยภาพหลายด้านของกองทัพอากาศ และเชื่อมั่นว่า อนาคตไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนประชาชน จะร่วมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพเต็มที่
“ผมเห็นความเป็นมืออาชีพของกำลังพลทุกคน จากการฝึกและปฏิบัติการสองครั้งที่ผ่านมา จึงพอจะตอบคำถามได้ว่า เรามีทหารไว้ทำไม คงไม่ต้องอธิบายมาก ทุกท่านคงเห็นกันอยู่แล้ว”พล.ท.อดุลย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์มีกี่เปอร์เซ็นต์ พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศทุกภารกิจ มีตัวชี้วัดและแผนดำเนินงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อถามต่อว่ากองทัพอากาศได้ร้องขอการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านสื่อมวลชน แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้สะท้อนศักยภาพของกองทัพอย่างชัดเจน พร้อมกับย้ำว่า 1.การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของกองทัพอากาศ 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 3.ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ตนพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศในการเตรียมความพร้อมเพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ หากมีสถานการณ์ในอนาคต แต่ยืนยันไทยไม่ใช่ผู้รุกราน เราปกป้องอธิปไตยของชาติ
ทบ.โต้กำลังพลใหม่เหยียบกับระเบิดเอง
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย นำแถลงผลประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 โดยพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงชี้แจงกรณีเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมอีกครั้ง โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทย และเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดเหตุลักษณะนี้ หลังเกิดเสียงระเบิด 3 ครั้ง ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักสื่อสารหรือทำหนังสือประท้วงในลักษณะที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าเป็นการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย แต่กองทัพบกยืนยันไปแล้วว่า เป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นฝั่งกัมพูชาเอง ซึ่งอาจเกิดจากกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่เคยวางไว้
“ฝ่ายไทยยังยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การใช้อาวุธในรูปแบบใดๆ จากฝ่ายไทยแน่นอน ดังนั้นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”พล.ต.วินธัย ย้ำ
ย้ำเฝ้าระวังชายแดนเข้มไร้สัญญาณรบ
และกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ว่า จากข้อมูลด้านการข่าวขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณน่ากังวลว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์นำไปสู่การปะทะรอบใหม่ แต่มองว่าเป็นการใช้มิติด้านการสื่อสารมากกว่า ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงและสื่อสารในประเด็นดังกล่าว
พล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า ภาพรวมสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ไทยยังเน้นเฝ้าระวังและตรวจตราพื้นที่เข้มข้น ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง การปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและเส้นทางส่งกำลัง ตลอดจนสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า บางพื้นที่มีการปฏิบัติงานระยะประชิด อาจเกิดเหตุขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ ซึ่งต้องมีชุดประสานงานที่เข้าคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้ทุกเหตุการณ์ยุติลงได้ โดยไม่ลุกลามไปสู่การใช้กำลังหรือความรุนแรงระดับที่น่ากังวล
ทภ.2งัดหลักฐานโต้เขมรปล่อยข่าว
ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ออกมาชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวอ้างว่าทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด
หลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เพราะถ้าเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว
กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป
ปัดข่าวชายแดนขาดแคลนบังเกอร์
ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภา สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) วชี้แจงกรณีมีการวิจารณ์ว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังมีบังเกอร์หรือที่กำบังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกำลังพลลดลง เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยว่า การจัดเตรียมที่กำบัง สิ่งป้องกัน และการเสริมความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการดำเนินการต่อเนื่องตามความเร่งด่วน และสภาพพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการต่อเนื่อง ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบป้องกันฐานปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ กำลังพลแนวหน้าทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีวินัย และมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเร่งสนับสนุนสิ่งจำเป็นใกล้ชิด ให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการจัดวางที่กำบัง มาตรการป้องกัน และการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ถือเป็นข้อมูลปฏิบัติการ กองทัพขอสงวนรายละเอียด ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของกำลังพล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเชิงยุทธวิธีหรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี