542.jpg
ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน  ซักฟอกอนุทิน  เปิดสภาเดือดแน่

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน ซักฟอกอนุทิน เปิดสภาเดือดแน่

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน

ซักฟอกอนุทิน

เปิดสภาเดือดแน่

ปชน.ขยี้คดีฮั้วสว.

ลาก4พยานแฉเละ

โยงพรรคสีน้ำเงิน

จ่อฮุบองค์กรอิสระ

ฝ่ายค้านสบช่องจัดหนักเปิดตัว 4 พยานปากเอกแฉยิบกระบวนการฮั้วคดีสว.เชื่อมโยงเครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน แฉญาติรัฐมนตรีบงการแจกโพยหวังส่งคนฮุบ องค์กรอิสระทั้งหมด พร้อมปูดยื่นข้อเสนอเงินหลักล้านบาทแลกปิดปาก ด้าน’ปริญญา’เตือนกกต.โหวตสวนสำนวนหลักฐานสังเวยไม่กี่คนเสี่ยงโดนฟ้องอาญาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้านปชป.ถกสส.นอกสถานที่ระดมความเห็นเตรียมรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ตบหน้ารัฐบาล ‘อภิสิทธิ์’ลั่นวางยุทธศาสตร์ ประกาศเตรียมล่าชื่อฝ่ายค้านเปิดซักฟอกนายกฯ

เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยมีนายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม ที่เคยทำคดีฮั้ว สว.เข้าร่วมการเสวนา


เปิดตัว4พยานแฉปมคดีฮั้ว สว.

ทั้งนี้ ในงานมีกิจกรรมวิเคราะห์โพยเลือก สว. แ ละบัตรเลือกตั้ง พร้อมย้อนสังเกตการณ์การนับคะแนนจากวันเลือกจริง และเปิดหลักฐานคดี ฮั้ว สว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนัดหมาย และว่าจ้างโดยไฮไลท์ภายในงานได้พาพยาน 4 คนจาก 4 จังหวัดคือ มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และ นครศรีธรรมราช มาร่วมเสวนาด้วย

พร้อมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ รองศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รองศาสตราจารย์ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายพริษฐ์วัชรสินธุ

แจกโพยจำลองเหตุการณ์จุดเริ่มฮั้ว

นายพริษฐ์ กล่าวเปิดงานพร้อมวิเคราะห์ในเรื่องของการจัดทำโพยหมายเลข สว. เพื่อเป็นการอธิบายการทำงานของโพย พร้อมจำลองเหตุการณ์ โดยแจกกระดาษโพยให้กับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อยกตัวอย่างการทำโพยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นของการฮั้ว สว. หลังจากที่มีการนัดหมายว่าจ้าง เพื่อให้ผู้ร่วมงานเห็นการไขว้เลือกระหว่างกลุ่ม ซึ่งคดีนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะผู้สมัครสว. และ สว.สำรอง แต่สำคัญต่ออนาคตระบบการเมืองของไทย ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.หากข้อกล่าวหาเป็นจริงและกลุ่มบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐจะมีแนวโน้มสูงที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ

ซัดทำกลไกตรวจสอบอ่อนแอ

“ดังนั้นหากมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเข้าสู่อำนาจรัฐโดยการเป็น สว.จึงเกิดคำถามว่าการเข้าสู่อำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่ และ2.เมื่อดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นว่าการโกงหรือการฮั้ว สว.เป็นหนทางสำคัญของการพยายามสร้างระบบการเมืองที่สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดานทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง”นายพริษฐ์ กล่าว

แฉพฤติการณ์กระบวนการโกง

ขณะที่พยานตัวแทนของ 4 จังหวัด พูดถึงกระบวนการการนัดหมายเพื่อที่จะโกงการเลือก สว. โดยมีการอ้างถึงเครือข่ายนักการเมืองร่วมในกระบวนการ ซึ่งพยานคนแรก ระบุว่า มีการจองโรงแรมย่านจังหวัดปทุมธานี ให้หาคนมาพักมีการจัดเตรียมห้องและสั่งอาหารไว้รอโดยอ้างว่ามีสส. พรรคสีน้ำเงิน บอกให้หาคนมาให้ได้มากที่สุด และจะมีค่าสมนาคุณให้รายบุคคลพร้อมดูแลค่าเดินทางทั้งหมดและอธิบายรายละเอียดตามโพยที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยวันเลือกทุกอย่างเป็นไปตามโพย ตัวเลขทุกอย่างตรงกันหมด ไม่มีการสลับลำดับกัน

อ้างหวังส่งคนฮุบองค์กรอิสระ

ทั้งนี้คนที่นัดหมายกับตนยังพูดไปถึงเรื่อง การเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีพรรคการเมืองกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ กลุ่มยังเติร์ก ยื่นข้อเสนอว่าหากร่วมมือทำให้พรรคเขาให้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล โดยให้หาดึงคนจากบ้านใหญ่มาสมัครเข้าพรรค และต้องควบคุมองค์กรอิสระให้ได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ

มีการนัดแนะเจอกันที่รร.อยุธยา

พยานคนที่ 2 กล่าวว่า คนที่นัดหมายบอกออกค่าสมัครให้ โดยกลุ่มของตนเป็นกลุ่มของการท่องเที่ยวและการโรงแรม และได้ผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด โดยตนตัดสินใจลงสมัครมุ่งหวังว่าจะผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว ยอมรับว่าพอรู้ว่าจะมีกลุ่มที่พยายามจะฮั้วการเลือก สว. แต่ตนไม่เข้าร่วม แต่เป็นเป้าเพราะมีคะแนนสูงสุดในกลุ่ม โดยมี สว. เป็นคนที่พยายามจะดึงเข้าไปในกลุ่ม

“หลังจากนั้นมีการนัดหมายไปเจอกันที่โรงแรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อไปถึงได้เจอคณะของกลุ่มผู้จัดงานอ้าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลสำคัญเดินทางมาเข้าร่วม แต่ตนเดินทางกลับก่อน จนมีคนโทรมาตามให้รีบกลับไปแต่เมื่อกลับไปถึงตนก็ไม่เจอกับคณะแล้ว เพราะเป็นช่วงท้ายของการประชุม

อ้างจะจ่าย5แสนแต่สุดท้ายเบี้ยว

ขณะพยานคนที่ 3 และ 4อ้างว่าได้มีการรับเงินแลกกับหาคนเข้าร่วมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยมีการนัดหมายกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งและยังยื่นข้อเสนอว่าถ้าเกิดเสร็จสิ้นกระบวนการจะจ่ายอีก 5 แสนบาท

โดยต้องมีการลงทะเบียน ซึ่งมีการตกลงคนอื่นด้วย

“ผมไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ผมตอบรับ และลงทะเบียน ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง มีการอธิบายให้จดโพย ยึดใบ สว.3 แต่พอเลือกเสร็จ ผมไม่ได้รับเงินตามสัญญา โดยเขาบอกว่าที่ไม่จ่ายเพราะไม่ลงคะแนนตามโพย แต่เขาได้ตั้งผมเป็นผู้ช่วย เมื่อปี 2567 เพื่อให้เงินเดือนมาจ่ายให้คนอื่น ได้รับค่าตอบ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องโอนคืนเขาผ่านทางภรรยา 10,000 บาท ผมได้ 5,000 บาท แต่เป็นได้เพียง 2 เดือน ก็ปรับออกแต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้เงิน”พยานรายนี้ระบุ

โยงญาติรมช.เป็นคนแจกโพย

พยานที่4 ยังยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)แล้วโดยสาระสำคัญต้องรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีการนัดหมายและเปิดห้องที่โรงแรม และอธิบายกระบวนการ พร้อมมีการเปิดหลักฐานที่เป็นธนบัตร 1,000 บาทจำนวน 20 ใบ ที่ได้รับมา และยังมีการกล่าวอ้างถึงญาติของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่งว่า เป็นคนเข้ามานัดแนะกระบวนการฮั้วทั้งหมด โดยพยานคนสุดท้ายยังได้มีการโชว์เสื้อที่ได้รับแจกมาด้วย

ปูดถูกเสนอเงินหลักล้านแลกหยุดแฉ

ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าไปให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเคยมีคนของกลุ่มสีน้ำเงินโทรมาให้หยุดออกมาแฉกระบวนการฮั้ว สว. แลกกับเงินจำนวนหลักล้านบาท ก่อนย้ำว่าอิทธิพลมีจริง ความจริงคือความจริง วันนี้ขอให้คนเบื้องบนที่เป็นคนสั่งน้ำเงินสกัดส้มมาสอบ จากนั้นพยานคนสุดท้าย จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบเอกสารรวบรวมรายชื่อกระบวนการทั้งหมดให้กับนายพริษฐ์ด้วย

ทวีคุยลั่นถ้ายังอยู่จะจัดการให้หมด

ส่วนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า หากตนอยู่ต่อจะจัดการให้หมด เพราะพบการสมคบกันทั้งหมดหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้ให้คนศึกษาระเบียบ กกต. เพื่อหาวิธีฮั้ว แม้ว่ากฎหมายประกอบจะระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ แต่ระเบียบของ กกต. กำหนดให้ใช้หมายเลขตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

นอกจากนั้นยังพบว่ากกต.ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว.ปี2567 ใช้เงิน 206 ล้านบาท แต่ในการเลือกสส. ปี 2566 พบเงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท ซึ่งงบการเงินเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ยังพบการขนคนมาสมัคร มาเป็นผู้เลือก

จี้กกต.เปิดหีบตรวจสอบคะแนน

“การสอบสวนหลักฐานอยู่ใน กกต. มีภาพกว่า 200 ล้านภาพ ที่สำคัญ คือ กกต. ต้องเปิดหีบ เพื่อตรวจบัตรลงคะแนน เพื่อพิสูจน์การเลือกที่ไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้กลุ่มที่มีโพยคะแนนจะกระโดนไป 50-70 คะแนน แต่กลุ่มที่ไม่มีโพยคะแนนห่างกันมา ดังนั้นกกต.ต้องทำความสะอาดประเทศ ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เปิดหีบเพื่อตรวจการลงคะแนนหากพบตัวเลขซ้ำกัน ต้องเอาคนพวกนั้นออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 2สัปดาห์ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลยุติธรรม เพราะองค์กรศาลยังไม่ถูกกินรวบ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ปริญญาเตือนกกต.โดนละเว้นฯ

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า

ตามกฎหมายแล้ว เลขาธิการ กกต.ต้องส่งสำนวนสืบสวนไต่สวนให้กับคณะกรรมการ กกต. ภายในเวลา 1 ปี ซึ่งเลยมาแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกต.ต้องสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายระบุว่า หากมีเหตุแห่งความล่าช้า ต้องแจ้งผู้เสียหาย ผู้ร้อง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่การที่ กกต.ไม่เคยแจ้ง ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายปริญญา กล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ไม่เหมือนกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ระบุว่าต้องมีเจตนาพิเศษ จึงจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่มาตรา 69 ระบุเพียงว่า แค่ไม่ทำตามระเบียบก็ถือว่าไม่ชอบด้วยหน้าที่และมีความผิดทางอาญาแล้ว ซึ่งปัญหาคือในคณะกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.ที่ไต่สวนเรื่องนี้ ระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ 229 คน แต่พอถึงคณะกรรมการชุดที่ 36 กลับเป็นคนละทางว่าไม่มีมูล และขอให้ยกคำร้องทั้งหมด

ชี้ช่องปชช.ใช้กม.ข้อมูลข่าวสาร

“ดังนั้นตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชน ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไปขอสำนวนจากคณะคณะกรรมการชุดที่ 26 เพื่อให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลการสืบสวน ทั้งนี้ เมื่อถึงวันที่ กกต.ลงมติ แล้วไม่ลงมติตามหลักฐานที่ปรากฏ เช่นยกคำร้องทั้งหมด หรือส่งให้ศาลฎีกาเพียงจำนวนน้อยมากจนน่าตกใจและขัดกับหลักฐานที่มี ก็จะเข้าองค์ประกอบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้เสียหายก็จะมีสิทธิฟ้องร้องได้”นายปริญญา กล่าว

สมชัยเตือนกกต.ระวังไม่มีที่ยืน

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวว่า สิ่งที่พยานเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. มาพูดแต่ละคนตนเคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่ละเอียดเท่านี้และไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นข้อมูลวันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกให้ กกต.ชุดปัจจุบันรู้ว่า หากตัดสินอย่างตรงไปตรงมาวินิจฉัยโดยไม่สุจริตเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีที่ยืนในสังคม

“วันนี้ทำให้เห็นเส้นเรื่องซึ่งมีความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นในการออกแบบของ กกต. การระดมคนไปสมัคร การเลือกไขว้ การจัดหาค่าเดินทาง ค่าที่พักการจัดเลี้ยง การทำโพย การนัดประชุม ทั้งหมดเป็นภาพของเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบเลือก สว.”นายสมชัย กล่าว

ชี้ความผิด 8 กรณีเตรียมย้ายที่อยู่

และว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีต กกต. เห็นความผิด ทั้งหมด 8 กรณี และหาก กกต. เห็นว่ามีหลักฐานเหล่านี้อยู่แล้ว กกต. ยังบอกไม่ผิด กกต. ก็เตรียมย้ายที่อยู่ด้วย กรณีแรก คือ การจ้างสมัครหรือออกค่าสมัคร เพราะเป็นการให้ประโยชน์ให้คนคนนั้นมาโหวตหรือให้คะแนน

กรณีที่สอง การจัดเลี้ยง การจัดหาที่พักจัด ค่าเดินทาง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าผิดทั้งหมดเพราะเป็นการสัญญาว่าจะให้ เพราะทั้งหมดถือว่าเป็นเงินแม้แต่กาแฟแก้วเดียวก็ยังเลี้ยงไม่ได้กรณีที่สาม คือ การพูดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่น่าจะผิด แต่ศาลฎีกาชี้แล้วว่าผิด

สส.มีเอี่ยวอาจถึงขั้นยุบพรรค

นายสมชัย กล่าวอีกว่า กรณีที่สี่ เสนอประโยชน์ เช่นเป็นโหวตเตอร์ แล้วจะให้ตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้ช่วย สส. ส.ว. ซึ่งถือว่าเป็นการสัญญาว่าจะให้กรณีที่ห้า จัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ มีกระบวนการการจัดการเพื่อให้เกิดคะแนนเสียงกรณีที่หก การมีโพย ถ้าจดว่าจะเข้าไปเลือกใครเบอร์อะไร จริงๆแล้วสามารถทำได้เพราะคงไม่มีใครจะไปจดจำได้ทั้งหมด ซึ่งอาจจะเรียกอีกอย่างว่าโน้ต แต่หากเป็นโพยสำเร็จรูปมีการเตรียมพร้อมมาก่อน เท่ากับมีกระบวนการจัดการเกิดขึ้น แบบนี้ถือว่าผิด

กรณีที่เจ็ด คนที่ได้คะแนนตามโพยผิดหรือไม่ ตนมองว่าไม่ผิดตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ แต่หากพิสูจน์ได้ก็ถือว่ามีความผิดกรณีที่แปด สส. พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว. ถือว่ามีความผิด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระบวนการที่เซาะก่อนบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็จะถึงขั้นยุบพรรค

เจิมศักดิ์ซัดนี่คือซื้อโหวตเตอร์

ด้านนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เราเป็นคนที่รู้สึกอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปได้ด้วยดี เชื่อว่า กกต.ที่ดูอยู่ หรือที่ดูย้อนหลังควรจะมีจิตสำนึกตนที่อายุมากกว่าก็อยากจะเตือนแบบตรงไปตรงมา วันนี้เห็นชัดเจนมากตั้งแต่เรื่องโพย ตนเป็น สว.มาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2543 ที่เข้ามาทำงานด้วยความเป็นอิสระแต่สุดท้ายก็ถูกแทรกซึมและแทรกซื้อ จึงมีโพยคล้ายๆกันในการเลือกองค์กรอิสระ ทั้ง กกต.ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นพยานบุคคลยังชัดเจนซึ่งตอนแรกเข้าใจว่ามีการจ้างมาโหวต แต่สืบไปสืบมีการเก็บเกี่ยวระหว่างทาง ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนี้ไม่รวมถึงเรื่องของการหลอกให้ลงคะแนนยิ่งกว่าสแกมเมอร์ ที่หลอกกันหลายชั้น การที่จะได้อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีซื้อเสียง แต่นี่คือการซื้อโหวตเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้การซื้อตัวระหว่างโหวต ในสภาก็เป็นการซื้องูเห่า และซื้อแต่ละโหวต

จับตากกต.ส่งศาลฏีกาหรือไม่

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า มูลเหตุจูงใจในการทำเรื่องนี้ชัดเจน เพราะเมื่อได้ สว.สว.จะกลับมาด้วยองค์กรอิสระ และไปซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองเพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาล ในการเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และต้องอย่าลืมว่า สว.ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญทั้งอัยการสูง ประธานศาลปกครอง คิดว่าเรื่องนี้เป็นการกินรวบที่มีมูลเหตุจูงใจชัดเจนว่าต้องการที่จะผูกขาดอำนาจรัฐโดยระบบทุน

“ถ้ากกต.ทำได้ ถ้าตรงไปตรงมาบ้านเมืองจะดีขึ้น เพราะถ้า กกต. ส่งรายชื่อทั้ง 229 คนถึงศาลฎีกา สว.ทั้ง 229 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และตัวรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ถูกส่งไปด้วยมีแน่”นายเจิมศักดิ์ กล่าว

ปชป.สัมมนาหาดใหญ่รับมือน้ำท่วม

วันเดียวกันที่โรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน «ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต» นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำและสมาชิกพรรค

ทั้งนี้ มีการเปิดเวทีระดมความเห็นจากภาคประชาชน และภาคธรุกิจใน จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่อาทิ สมาคมโรงแรม, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว,สมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่, สภาเศรษฐกิจ, สมาพันธ์ SMEsรวมถึง นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ นายกแป้น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เพื่อร่วมกันวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ก่อนเข้าสูช่วงความเสี่ยงการเกิดอุทกภัย

สุดแสบเปิดวิดีโอทวงเงินเยียวยา

โดยก่อนเริ่มสัมมนาได้เปิดวีดีโอน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 และการทำงานในสภาฯ ที่ สส.ของพรรคฯ มีการทวงถามการเยียวยา ชดเชย และการซ่อมแซมระบบต่างๆ ในการรับมือน้ำท่วมที่จะมาอีกครั้งในปลายปี 2569 ซึ่งเป็นการระดมความเห็นถึงแผนฟื้นฟูการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

‘อภิสิทธิ์’ตั้งคำถาม4ประเด็นร้อน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้จะพูด 4 ประเด็น คือ 1.เราอยากตรวจสอบเรื่องการเยียวยาการฟื้นฟูว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการช่วยเหลือเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือน เรื่องสินเชื่อต่างๆ สถานะขณะนี้เป็นอย่างไรเพราะจากการติดตามก็ได้รับคำชี้แจงว่า บางเรื่องรัฐบาลดำเนินการเสร็จแล้ว 2.การเตรียมตัวป้องกันในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่สนใจว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องใช้ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับอุทกภัย สถานะเป็นอย่างไร 3.การเตรียมตัวเมือง เพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการสำคัญๆ ที่เคยมีการพูดกัน คืออะไร มีเรื่องไหนที่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะไปเรียกร้องผลักดันได้เพิ่มเติมมากขึ้น และ 4.ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเมืองในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติบวกกับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องหาดใหญ่และคนใต้

‘จูรี’ซัดกว่าพันคนไม่ได้เงินเยียวยา

จากนั้น นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการฟื้นฟูเยียวยาหาดใหญ่ ว่า เราสู้มาตั้งแต่ต้น ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีคนที่ยังไม่ได้เงินเยียวยาประมาณไม่เกิน 1 พันคนจะมีปัญหาตกหล่นอยู่ ที่เดิมมีความพยายามรออุทธรณ์ แต่หน่วยงานยังไม่ตอบมาว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่อย่างไร ชาวบ้านยังคอยเรื่องนี้อยู่ แต่โดยส่วนใหญ่ของพื้นที่ทั้งจังหวัดสงขลาได้รับเงินเยียวยาแล้ว ซึ่งกรณีการอุทธรณ์เป็นเรื่องการตีความกฎหมายว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่

ด้าน นายอดิศักดิ์ รัตนะ ในนามภาคประชาชน และเคยทำหน้าที่ในท้องถิ่น กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันเงินเยียวยา เนื่องจาก เงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอ แต่เงินช่วยเหลือภัยพิบัติส่วนใหญ่ ท้องถิ่นจะไม่จ่ายตั้งแต่ปี 2567 โดยอ้างว่า ไม่มีการเรียกร้อง ซึ่งขณะนี้ภาพรวมจังหวัดสงขลา น่าจะยังมีประชาชนที่ไม่ได้รับเงินจำนวน 4,000 คน

นักธุรกิจจี้ลดหย่อนเกณฑ์สินเชื่อ

ขณะที่ นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ กล่าวถึงปัญหาของภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อ ที่ภาครัฐได้จัดเตรียมไว้ ว่า สินเชื่อที่ภาครัฐอนุมัตินั้น มีการพักดอกเบี้ย 6 เดือน พักเงินต้น 1 ปี แต่สภาพคล่องใหม่ๆ ก็มีนโยบาย และโครงการให้กับธนาคารที่เกี่ยวข้อง แต่การเข้าถึงและอนุมัติยังยากลำบาก เพราะธนาคารก็ยังต้องตรวจสอบเครดิตบูโรของผู้ประกอบการ

“จึงเสนอว่า ควรลดหย่อนเกณฑ์ และตรวจสอบอัตราความสำเร็จของโครงการย้อนกลับไปที่ธนาคารพาณิชย์ว่า สามารถอนุมัติได้เท่าไร มิเช่นนั้นจะเป็นเสมือนระเบิดเวลา เพราะขณะนี้ ครบเวลาการพักดอกเบี้ย 6 เดือนแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจในสงขลา และหาดใหญ่ยังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มกลับมาชำระดอกเบี้ย ”นายสมพลกล่าว

นักวิชาการแนะทำหาดใหญ่โมเดล

ด้านนักวิชาการ และนักศึกษา อาทิ อาจารย์พัตรธีรา สุวรรณวศ์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยาหาดใหญ่ และนายนวพล เพ็ชรทูล ผู้แทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยากให้ผู้นำท้องถิ่น หรือรัฐบาล สำรวจพื้นที่หาดใหญ่ว่า จุดใดเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือจุดพื้นที่สูงน้ำไม่ท่วม เพื่อใช้เป็นพื้นที่อพยพ และเตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของ เพื่อลดความเสียหาย

พร้อมเรียกร้องให้เร่งความชัดเจน «หาดใหญ่โมเดล» เพื่อให้ประชาชนในหาดใหญ่ทราบว่า จะต้องอพยพไปที่จุดใด และข่าวที่ออกไปจะต้องเป็นความจริง เพราะผู้ปกครองของนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล รวมถึงการสอน และการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา เพราะนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ยังไม่รับทราบมาก่อนว่า จะต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง รวมถึงยังประสานงานกับภาครัฐยาก นักศึกษาและสถานศึกษาต้องจัดการกันเอง

นายกฯแป้นโอดเงินสะสมหมดแล้ว

ขณะที่ นายกแป้น ชี้แจงว่า ขณะนี้ในพื้นที่ต้องการขยายแก้มลิงให้สูงขึ้น จากนั้นก็ลอกคู ซึ่งที่หาดใหญ่ มีขนาด 430 กิโลเมตร ตอนนี้เราลอกได้แค่ 200 กว่ากิโลเมตร จึงตั้งงบฯ และโอนมาอีก 50 ล้านบาท เพื่อลอกได้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีก 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเราจะต้องหาทางทำให้เสร็จก่อนน้ำมา โดยตอนนี้ก็พยายามลอกทุกวัน รวมแล้วตอนนี้เราทำได้ประมาณ 220 กิโลเมตร และกำลังจะ e-bidding จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อจะลอกให้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร

นายกแป้น กล่าวว่า ถ้าไม่ลอกน้ำจะล้นเข้าบ้านหมดเหมือนที่ภูเก็ต น้ำรอระบาย ส่วนรถ 150 คัน และอุปกรณ์อะไรต่างๆ ก็จมน้ำหมด แต่ตอนนี้เงินสะสมเราก็หมดแล้ว ทั้งยังไม่ได้งบอะไรจากงบกลางเลย แต่ประมาณการเงินจากงบกลางที่จะใช้ซ่อมรถประมาณ 200 ล้านบาท แล้วลอกคูประมาณ 60 - 70 ล้านบาท

“สำหรับโคลนที่อยู่หน้าบ้านประชาชน ไม่มีทางที่จะล้างลงคูได้ ต้องใช้รถดูดโคลเพื่อเอาไปทิ้งนอกเมืองระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งยากลำบากมาก เพราะรถดูดโคลนที่เรามีก็จมน้ำหมด ตอนนี้ใช้ได้เพียง 2 - 3 คัน และเราก็พยายามทำอยู่ทุกวัน ซึ่งระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร มันทำยากมาก”นายกแป้นระบุ

ชวนอัดซ้ำมท.คิดแต่เรื่องเลือกตั้ง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฯ กล่าวตอนหนึ่งในช่วงท้ายของการพูดคุยแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ว่า จ.สงขลา เป็นจังหวัดที่ถือว่ามีความพร้อม ที่สุดในภาคใต้เนื่องจากมีชลประทานในพื้นที่ แต่ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพิ่งจะย้ายมาจากจังหวัดกระบี่ ทั้งหมดเกิดจากการบริหารของกระทรวงมหาดไทยที่ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้สนใจเรื่องการทำงาน แค่จะย้ายไปอยู่จังหวัดนั้นเพื่อช่วยการเลือกตั้งได้

“ถ้าพูดถึงความพร้อมแล้วไม่มีที่ไหนพร้อมเท่ากับที่นี่ จึงอยู่ที่ผู้บริหารที่จะประสานให้ได้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ชลประทาน มาใช้ประโยชน์ทั้งอุปกรณ์ต่างๆก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นการบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องการแก้ปัญหาเพราะหัวหน้าทีมในการแก้ปัญหาในพื้นที่คือผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับผลการระดมความเห็นของทุกฝ่ายใน จ.สงขลา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้”นายชวน กล่าว

เตรียมรวบรวมข้อเสนอให้รัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ จะรวบรวม และนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ภาวนาว่าจะให้มีน้ำท่วมขึ้นมาอีก และอย่าให้มีการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวจะมีการโยกย้ายผู้ว่าฯอีก

โดยนายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากการสัมมนาพรรคฯ ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาล ดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมา ที่ขณะนี้ ยังมีประชาชนอุทธรณ์คำร้องการเยียวยา จึงอยากให้รัฐบาลเร่งรัด และในการช่วยเหลือภาคธุรกิจโดยเฉพาะสินเชื่อ ก็อยากให้รัฐบาล ไปพิจารณาผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และนโยบายงดการจ่ายดอกเบี้ย ที่กำหนดจะหมดอายุ และการพักเงินต้นที่จะหยุดอายุในอีก 6 เดือน จึงอยากให้รัฐบาลนำข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ไปติดตามการช่วยเหลือ

จี้เร่งประชาสัมพันธ์แผนอพยพ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอในวงสัมมนาฯ ในเตรียมการป้องกันน้ำท่วม ที่ในพื้นที่ยังต้องการงบประมาณในการขุดลอกคูคลอง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ทดแทนที่เสียหายราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องอนุมัตินอกเหนือจาก 99.5 ล้าน ซึ่งรัฐบาลควรเตรียมความพร้อม และประชาสัมพันธ์ถึงแผนการอพยพ สถานที่พักพิงต่าง ๆ ซึ่งท้องถิ่นและภาคเอกชน มีความพยายามดำเนินการแล้ว แต่ยังขาดเจ้าภาพดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลควรให้จังหวัดเป็นเจ้าภาพ และสร้างความมั่นใจ สร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่

ยันไม่มีการเมืองแต่ช่วยเหลือปชช.

นายอภิสิทธิ์ ย์กล่าวว่า ภาคส่วนในสงขลา และหาดใหญ่ ได้เสนอทั้งการยกระดับถนน ทางรถไฟ รวมทั้งการซ่อมแซมและเสริมแก้มลิง รวมถึงการพัฒนาทะเลสาบสงขลา ที่รอแผนที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมถึงยังมีข้อเสนอการพัฒนาตัวเมืองที่มีศักยภาพใหม่ ๆ โดยเฉพาะพื้นที่สูง ที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่สำหรับธุรกิจ Wellness, อาหาร หรืออุตสาหกรมเทคโนโลยี รวมถึงการบังคับใช้ผังน้ำ และผังเมืองที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคฯ จะนำเสนอและติดตามเพื่อแก้ปัญหาต่อไป พร้อมย้ำว่า ไม่มีเรื่องการเมือง แต่จะต้องทำให้ประชาชนมีความสบายใจว่า สิ่งที่ประชาชนเผชิญจะไม่ซ้ำรอย

ประกาศสมัยหน้ายื่นซักฟอกรบ.หนู

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า การสัมมนาสส.นอกสถานที่ครั้งนี้ ยังสรุปการทำงานสมัยที่ผ่านมา เพื่อวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรคฯและงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร และการเสนอร่างกฎหมายของพรรคฯ ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 นี้ เพราะโอกาสที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีสูง ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการอภิปรายฯ

“มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะเข้าชื่อกัน เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ดังนั้นแพล็ตฟอร์มส่องรัฐ ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรคฯ ในการเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐ ทั้งงบประมาณรายจ่ายปกติ และการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ลั่น21เสียงปชป.ยังเหนียวแน่น

ด้าน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า ขอบคุณ สส.ของพรรคฯ ในสมัยประชุมที่ผ่านมาแม้จะมี ส.ส.เพียง 21 คน แต่ก็ทำงานอย่างหนัก ทั้งในสภาและนอกสภา และที่สำคัญครั้งนี้ สส.ของพรรคฯ เหมือนครอบครัวเดียวกัน อยู่กันอย่างครอบครัว มีความใกล้ชิดสนิทสนม ใกล้ชิดกันพึ่งพาอาศรัยกัน ให้เกียรติกัน ไม่แยกตำแหน่ง รายชื่อ หรือเขต ทำให้หน้าที่การเป็นฝ่ายค้านของพรรคฯ มีน้ำหนักมากกว่าอีกหลายพรรค

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ศึกข้างหน้า ในสมัยประชุมสามัญ ครั้งที่ 2 คาดว่าจะต้องทำงานหนักขึ้นเนื่องจากกำลัังพลเราน้อย เพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน จากปัญหาของรัฐบาล ดังนั้นเป้าหมายของเราต้องชัดเจนขึ้น โดยพรรคฯ จะเพิ่มยุทธศาสตร์พื้นที่ของพรรคฯ ให้มากขึ้น ทั้ง Air War, Ground War และ Underground War

“วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราประชุมสส.นอกสถานที่ครั้งแรก เราคงจะมีเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายพรรคฯไม่มีความรู้สึกแบบนี้ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์เรามีความรู้สึกเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ขอให้รักษาจุดนี้ ผมยืนยันอีกครั้งว่าพร้อมสู้ทุกรูปแบบ และพร้อมดูแล สส.ให้ดีที่สุด” เลขาธิการพรรคฯกล่าว

ลุยแพลตฟอร์มส่องรัฐบาลถลุงงบฯ

ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงแพลตฟอร์ม ”ส่องรัฐ ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ใช้สำหรับติดตามงบประมาณของภาครัฐ ทั้งงบแผ่นดิน, งบรายกระทรวง หรืองบวาระต่าง ๆ สามารถดึงข้อมูลข้ามกระทรวงมาวิเคราะห์ได้ ทำให้การตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การใช้ภาษีของประชาชนเป็นประโยน์สูงสุด

นางการดี กล่าวอีกว่า หลักจากนี้ จะมีการพัฒนาเป็นบัญชีนวัตกรรมใหม่ๆ และรายงานนวัตกรรม เพื่อติดตามการจัดซื้อ จัดจ้าง ของภาครัฐ ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ไม่มีการประมูล ทำให้ราคาแพง และมีบริษัทใด ที่เป็นมาเฟียนวัตกรรม หรือเร่งผลิตนวัตกรรม แอบอ้างชื่อหลายๆ บริษัท ทำให้เสมือนมีการแข่งขันในตลาด ซึ่งจะช่วยให้พรรคฯ ติดตามข้อมูลได้ โดยเฉพาะนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ และที่เกี่ยวข้องกับการใช้พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top