วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีการทลายเครือข่าย "พ่อทิพย์" ซึ่งเป็นขบวนการที่ว่าจ้างชายชาวไทยให้จดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อให้เด็กสัญชาติจีนได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย คดีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบทะเบียนราษฎร แต่ยังเปิดโปงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มทุนจีนสีเทา การกวาดล้างครั้งใหญ่นี้นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาจำนวนมาก ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งขยายผลไปสู่เครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าความเสียหายระดับหมื่นล้านบาท
วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พามาดูภาพรวมอย่างละเอียดของคดีนี้..
เจาะลึกกลวิธีขบวนการ "พ่อทิพย์" สร้างสัญชาติบังหน้า
ขั้นตอนการ "ฟอกสัญชาติ" เริ่มต้นอย่างแนบเนียนตั้งแต่ระดับสถานพยาบาล เมื่อมีการจ้างชายไทยมาจดทะเบียนสมรสเท็จแล้ว เครือข่ายจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกในการออก หนังสือรับรองการเกิด (ป.ค.1/1) โดยจงใจระบุชื่อ "พ่อทิพย์" ลงไปในเอกสารสำคัญนี้ตั้งแต่ต้นทาง เมื่อได้เอกสาร ป.ค.1/1 แล้ว ขบวนการจะนำเอกสารไปยื่นที่ สำนักงานเขต ซึ่งมีนางสาวศิริพร เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุน โดยคอยอำนวยความสะดวกและจัดทำ แบบบันทึกปากคำ (ป.ค.14) อันเป็นเท็จ เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการอนุมัติออกสูติบัตรสัญชาติไทยให้กับเด็กอย่างสมบูรณ์แบบ
เพื่อให้การหลอกลวงสมบูรณ์แบบ ขบวนการนี้มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างรัดกุม โดยพบหลักฐานเป็นข้อความแชตสนทนาที่นายหน้าหญิงชาวไทยทำหน้าที่ "บอกบท" หรือเตี๊ยมคำตอบให้กับพ่อทิพย์อย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น การแนะนำให้พ่อทิพย์ตอบเจ้าหน้าที่ว่ารู้จักกับเด็กที่ชื่อ "เฟย ๆ" จากที่โรงเรียน และหากถูกเจ้าหน้าที่ซักถามเรื่องการจดทะเบียนสมรส ก็ได้มีการเตรียมเรื่องราวหลอกลวงไว้ว่า ได้จดทะเบียนสมรสในปี 2024 หลังจากที่เลิกรากับแฟนเก่าที่ชื่อซู่เวย นอกจากนี้ นายหน้ายังให้ความมั่นใจกับผู้รับจ้างว่า หากเกิดปัญหาขัดข้องใดๆ ทางเครือข่ายและ "พี่ใหญ่" ของฝั่งผู้ว่าจ้างจะคอยเคลียร์ปัญหาและรับผิดชอบให้ทั้งหมด
อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ขบวนการนี้สำเร็จลุล่วงคือ การสมรู้ร่วมคิดของสถานพยาบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ มีการตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนทำหน้าที่เป็นนายหน้าเสียเอง โดยเสนอขาย "แพ็กเกจคลอด" ที่พ่วงบริการจัดการเรื่องสัญชาติให้กับกลุ่มคนจีน ข้อมูลที่น่าตกตะลึงคือ พบรายการแจ้งเกิดเด็กที่มีมารดาเป็นชาวจีนและบิดาเป็นชาวไทยจากโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวสูงถึง 164 คน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบเวชระเบียนย้อนหลัง กลับไม่พบชื่อของพ่อชาวไทยปรากฏอยู่ในกระบวนการฝากครรภ์หรือขั้นตอนการคลอดเลยแม้แต่รายเดียว

ความผิดปกติเหล่านี้ถูกส่งไม้ต่อมายังเจ้าหน้าที่รัฐในระดับสำนักงานเขตและเทศบาล ที่รับหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งเกิดและออกสูติบัตรโดยมิชอบ โดยนายปิยรัฐ จงเทพ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีกรณีของโรงพยาบาลเอกชนย่านพระราม 9 ที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้ทั้งหมด โดยที่เอกสารสำคัญอย่างใบรับรองการเกิดกลับสูญหาย แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนสำนักงานเขตก็ยังคงลงลายมือชื่ออนุมัติให้ ในบางพื้นที่อย่างเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนได้กระทำการทุจริตโดยแอบอ้างสวมสิทธิ์ใช้ชื่อบิดาชาวไทยและโรงพยาบาลไปออกสูติบัตร ทั้งยังมีการแก้ไขรายการทางทะเบียนอันเป็นเท็จ เช่น ชื่อบิดา มารดา หรืออายุของเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์
ไทม์ไลน์การสืบสวนและกวาดล้างขบวนการข้ามชาติ
เบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การเปิดโปงขบวนการพ่อทิพย์ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2567 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. ได้ทำการจับกุม นายเฉิน ยินไล ผู้ต้องหาชาวจีนระดับสั่งการในขบวนการสแกมเมอร์และฟอกเงินที่มีมูลค่าความเสียหายสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท จากการขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของการโอนเงินไปยังบัญชีของ นางเป้าเจียว ภรรยาชาวจีนของผู้ต้องหาที่ได้หลบหนีไปต่างประเทศแล้ว สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสืบสวนต่อคือพบว่า นางเป้าเจียวมีบุตร 3 คน และเด็กทั้ง 3 คนกลับมีสถานะเป็นสัญชาติไทย โดยมี นายมนตรี ชายชาวจังหวัดลำปางเป็นผู้รับจ้างสวมสิทธิ์เป็นพ่อทิพย์
จากการสะกดรอยข้อมูลทางทะเบียน คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ของกรมการปกครอง ได้พบความเชื่อมโยงของการแจ้งเกิดเท็จในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จนทำให้ในวันที่ 20 เมษายน 2569 กรมการปกครองได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย ได้แก่ พนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง, อดีตปลัดอำเภอห้วยแถลง และอดีตลูกจ้างอำเภอห้วยแถลง
วันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" และสามารถจับกุมเครือข่ายผู้ต้องหาได้ 6 คน
วันที่ 30 เมษายน 2569 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้สกัดกั้นบุคคลสัญชาติจีนที่กำลังจะพาเด็กชายวัย 10 เดือนเดินทางออกนอกประเทศ โดยพบว่าเด็กมีสูติบัตรที่ออกโดยเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง แต่ไม่มีเอกสารยินยอมให้เดินทางจากมารดา
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจ ปปป. และหน่วยงานสืบสวนที่เกี่ยวข้อง ขยายผลเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย โดยในรุ่งเช้าวันที่ 2 พฤษภาคม เวลา 03.00 น. ตำรวจ CIB ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดจากนครราชสีมามาสอบปากคำที่ บก.ปปป."ขณะเดียวกัน นายกิติพงศ์ พงษ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ได้ระดมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง 5 ปี พบว่า นางสาวดา (นามสมมุติ) เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงานที่ถูกจับกุม มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดทิพย์ถึง 50 ราย โดยเป็นการนำชื่อผู้สู่อื่นมาสวมสิทธิ์การเกิดจริง 29 ราย และไม่มีข้อมูลการเกิดเลย 16 ราย
.jpg)
การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปจนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ "ถอดเกล็ดมังกร" และในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวร่วมกับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., นายสุภาพ สิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 (ป.ป.ท.), นายอภินันท์ นวลสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองข่าวกรองทางการเงิน (ปปง.) และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม (DSI) โดยแถลงว่า
"ปฏิบัติการครั้งนี้มีการขออนุมัติหมายศาลเข้าค้น 53 จุด และหมายจับ 40 หมายจับ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 42 คน แบ่งเป็น ชายไทยที่รับเป็นพ่อทิพย์ 17-18 คน, พ่อและแม่สัญชาติจีน 21 คน, แม่สัญชาติลาว 1 คน, นางสาวสุนีย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และ นางสาวศิริพร เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ผลการตรวจ DNA ยืนยันแน่ชัดแล้ว 19 รายว่าเด็กไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพ่อชาวไทย
ในคดีที่เกี่ยวข้อง กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุม Mr. Zhao Z. (บิดาชาวจีน) และ Ms. Zhuang Z. (มารดาชาวจีน) ได้ที่บ้านพักในหมู่บ้านวิสต้าปาร์ค สาทร-ปิ่นเกล้า จ.นนทบุรี พร้อมตามจับ นายสุขสวัสดิ์ ป. พ่อทิพย์ที่รับจ้างสวมสิทธิ์ได้ในเขตสะพานสูง นอกจากนี้ยังจับกุม นายชัชวาล ศ. พ่อทิพย์อีกรายได้ที่บ้านพักในตำบลราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี"
บุกจับคาสมุทรสาคร
ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักหรูแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสามารถจับกุมผู้ต้องหาชายหญิงชาวจีนรวม 2 คน พร้อมด้วยหลักฐานสำคัญคือเอกสารการแจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบ
จากการสอบสวนอย่างละเอียด ผู้ต้องหาชาวจีนได้ให้การรับสารภาพว่า บุตรคนที่ 2 ของตนได้รับสัญชาติไทยจากการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จจริง โดยได้รับการติดต่อผ่านนายหน้าชาวจีนในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งนายหน้ากลุ่มนี้มีพฤติการณ์จัดหาชายชาวไทยมาสวมสิทธิ์เป็น "พ่อทิพย์" และเป็นผู้คอยประสานงานกับพนักงานโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งเพื่อออกเอกสารรับรองให้ แลกกับค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท
นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนยังเปิดเผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของขบวนการข้ามพื้นที่ โดยพบว่าก่อนหน้านี้ขบวนการดังกล่าวเคยพยายามนำเด็กคนนี้ไปแจ้งเกิดในพื้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เจ้าหน้าที่เพิ่งตรวจพบการแจ้งเกิดเท็จให้เด็กจีนสวมสิทธิ์ไปแล้วกว่า 100 คน แต่ทว่าในกรณีนี้การดำเนินการที่โคราชไม่สำเร็จ กลุ่มผู้ต้องหาจึงได้เปลี่ยนแผนเบนเข็มมาใช้เครือข่ายนายหน้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลแทน
ขณะเดียวกัน ในการบุกค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมตัวชายไทยที่เป็นหนึ่งใน "พ่อทิพย์" ได้ภายในบ้านพัก เบื้องต้นเจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองถูกหลอกให้กรอกใบสมัครงาน และถูกนำเอกสารส่วนตัวไปใช้ในการรับรองบุตรโดยที่ตนเองไม่รู้เห็นแต่อย่างใด

การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปต่อเนื่อง โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ตำรวจ สน.บางยี่เรือ ได้คุมตัวผู้ต้องหา 27 คน ส่งฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายประจวบ ผู้ที่เคยถูกกล่าวหาในคดีนอมินีบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวและส่งตัวทั้งหมดเข้าเรือนจำ เนื่องจากเป็นขบวนการร้ายแรงและกระทบต่อความมั่นคง
ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ได้มีการฝากขังผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 ราย ได้แก่ นายเฉิน รุนซิน, น.ส.เสี่ยวฉุน หม่า, นายชัชวาล ศรีสมุทรนาค และนายบุตร บุญบรรลุ ซึ่งศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเช่นกัน
ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าทางจีนเคารพการบังคับใช้กฎหมายของไทย และหวังให้มีการคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองจีน โดยเฉพาะสิทธิของผู้เยาว์ในระหว่างกระบวนการยุติธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ จาก DOPA N.I.C.E. รายงานว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 32 ราย จากทั้งหมด 35 หมายจับ โดยยังคงเร่งติดตามผู้ที่หลบหนีอีก 3 ราย ในขณะเดียวกัน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาลเอกชน 6 แห่ง โดยเบื้องต้นตรวจสอบไปแล้ว 2 แห่ง และพบกรณีเข้าข่ายต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 4 ราย กระทรวงมหาดไทยยังได้มีข้อสั่งการด่วนไปยังสำนักทะเบียน 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการจดทะเบียนรับรองบุตรของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายและรักษาความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด
ข้อมูลจากทีมข่าว แนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี