546.jpg
รัฐบาลคุยโอ่  ลุยสางทุจริต

รัฐบาลคุยโอ่ ลุยสางทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลคุยโอ่

ลุยสางทุจริต

ดันระบบเปิด

สกัดระยะยาว

รัฐบาลย้ำเดินหน้าปราบทุจริตจริงจัง ลุยสางคดีสำคัญปราบขบวนการ“พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี พร้อมจับมือเอกชนดันภาครัฐ ระบบเปิดสกัดคอร์รัปชั่นระยะยาว ขณะเดียวกันโชว์ผลงานเพียง 2 เดือนแก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต แล้ว 275 แห่ง เหลือเพียง 117 แห่ง ตั้งเป้าจัดการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางและการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริตในทุกระดับ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นประเด็นอยู่ในความสนใจของสังคม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและความมั่นคงของประชาชน


สำหรับความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการว่าจ้างชายไทยจดทะเบียนรับรองบุตรและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อช่วยให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติและสูติบัตรไทยอย่างผิดกฎหมายนั้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิด 3 ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งกระทำการทุจริตเกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนราษฎร ปัญหาการขอสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.ปฏิบัติการ “ทลายกุมารทิพย์” สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตห้วยขวางได้ดำเนินการเพิกถอนรายการแจ้งเกิดอันเป็นเป็นเท็จของบุตรคนต่างด้าว 2 รายแล้ว ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ในระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

2.ปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 6 ราย ซึ่งเป็นชาวจีน 2 ราย ชายไทยที่รับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ 3 ราย และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต 1 ราย จากนั้นได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลปฏิบัติการ และออกหมายจับผู้กระทำความผิดอีก 35 ราย เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569

3.ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” จับกุมขบวนการอำพรางการจดทะเบียนสมรสและทุจริตระบบทะเบียนราษฎรเพื่อแจ้งเกิดให้บุตรได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ โดยผลปฏิบัติการ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9-11 ก.ค.2569) พบว่าศาลอนุมัติหมายจับแล้ว จำนวน 35 หมาย ซึ่งจับกุมตัวได้แล้ว 32 ราย ในส่วนของมารดาสัญชาติจีนนั้น มี 1 รายที่เดินทางออกนอกประเทศ และอีก 2 ราย หลบหนีออกจากที่พัก ซึ่งศาลมีความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร้ายแรง ทำเป็นขบวนการ ส่งผลต่อความมั่นคง จึงไม่อนุมัติให้ประกันตัวบุคคลตามหมายจับ ทั้ง 27 ราย ขณะที่กรมการปกครองได้แจ้งให้นายทะเบียนเพิกถอนการแจ้งเกิดของเด็กที่พบว่าเป็นการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จแล้วทั้งหมด นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกกรณีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเช่นกัน คือการตรวจพบความผิดปกติของน้ำมันประมาณ 57 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2.3 พันล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า ฝ่ายปกครอง กระทรวงกลาโหม และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) บูรณาการการทำงานตรวจสอบเส้นทางน้ำมัน รวมถึงดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 3 คดี ทั้งในพื้นที่จ.อ่างทอง และภาคใต้ โดยผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังเดินหน้าสืบสวนคลังน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันในพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลและดำเนินคดีทุกฐานความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ปัญหาการทุจริตทุกเรื่องที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจหรือปล่อยผ่าน หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด ยังคงสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาของประโยชน์ของประเทศและประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินการป้องกันการทุจริตในระยะยาว ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด ผลักดันกลไกภาครัฐระบบเปิด (Open Government) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐและมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะที่น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำเร็จการดำเนินงานของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาโรงแรมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต การปราบปรามธุรกิจนอมินี และการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

จากผลการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่องของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถแก้ไขปัญหาโรงแรมที่ค้างการพิจารณาอนุญาตของจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ปี 2561 จำนวน 392 แห่ง ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตได้เร่งรัดพิจารณาและออกใบอนุญาตไปแล้ว จำนวน 275 แห่ง เหลืออีกเพียง จำนวน 117 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ถือเป็นความก้าวหน้าที่ชัดเจน อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมสามารถออกใบอนุญาตได้เพียง 30-40 ฉบับต่อปีเท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่ดำเนินการอย่างจริงจังเพียง 2 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สามารถดำเนินการได้แล้วกว่า 75%

“สำหรับกลุ่มที่มีความประสงค์จะขอใบอนุญาตโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต แต่ติดขัดในข้อกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ นั้น ขณะนี้ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำไปเสนอปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันอย่างเป็นธรรม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 และต้องการให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ ปราศจากการเรียกรับ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยหลายกรณีได้เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และยังมีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลเพิ่มเติม ทุกคดีไม่มีการละเว้น หากพบการกระทำความผิดกฎหมายจะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเด็ดขาด” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top