533.jpg
'หมอเอก' ผ่าสปสช. NGO นั่งบอร์ดกว่า 20 ปี บริหารการเงินล้มเหลว ทำรพ.รัฐขาดทุนยับ ยันต้องแก้พรบ.บัตรทอง

'หมอเอก' ผ่าสปสช. NGO นั่งบอร์ดกว่า 20 ปี บริหารการเงินล้มเหลว ทำรพ.รัฐขาดทุนยับ ยันต้องแก้พรบ.บัตรทอง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ "แนวหน้าข่าวค่ำ" โดยมีพิธีกร ปรเมษฐ์ ภู่โต และ นันทิญา จิตตโสภาวดี เป็นผู้ดำเนินรายการเพื่อชี้แจงถึงปัญหาวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐ และตีแผ่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสิทธิบัตรทอง โดยได้เปิดเผยถึงรากฐานของปัญหาที่สะสมมานาน และนำเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

 


งบประมาณมหาศาล แต่ไม่ถึงโรงพยาบาลอย่างแท้จริง

นพ.เอกภพ เปิดเผยว่า ปัญหาของ สปสช. สะสมมานานหลายปี แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปัญหาจะดูเบาบางลงเนื่องจากรัฐบาลได้อัดฉีดงบประมาณจำนวนมากเข้าสู่ระบบสาธารณสุข แต่ในปัจจุบันปัญหาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง สาเหตุหลักคือเม็ดเงินที่จัดสรรลงไปนั้น ถึงโรงพยาบาลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในอดีต งบประมาณรายหัวของสิทธิบัตรทองเริ่มต้นที่ 1,202 บาท ปัจจุบันเพิ่มสูงถึงเฉลี่ย 6,000 บาทต่อหัว คิดเป็นงบประมาณรวมเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี ทว่า สปสช. กลับบริหารจัดการโดยดึงงบประมาณส่วนใหญ่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าตอบแทนบุคลากร ไปเก็บไว้ที่ส่วนกลางก่อน แล้วให้โรงพยาบาลทำเรื่องเบิกจ่ายภายหลัง ระบบที่คล้ายกับบริษัทประกันนี้ ทำให้โรงพยาบาลที่มีภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างและการผูกขาดของกลุ่ม NGO

โครงสร้างการบริหารของระบบบัตรทองประกอบด้วย 3 ภาคส่วนหลัก คือ สปสช. โรงพยาบาล และประชาชน ปัจจุบันอำนาจการบริหารส่วนใหญ่อยู่ที่ สปสช. โดยมีกลุ่มตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) นั่งเป็นกรรมการบริหารมานานกว่า 20 ปี ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณหลายครั้งอาจไม่ตรงกับความเร่งด่วนของประชาชนอย่างแท้จริง

นพ.เอกภพ ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การผลักดันสิทธิ "วัคซีนปอดอักเสบในเด็ก" ซึ่งมีความสำคัญมาก แต่กลับต้องใช้เวลาเรียกร้องนานถึง 10 ปี ในขณะที่สิทธิอย่าง "ฮอร์โมนข้ามเพศ" กลับได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณที่ขาดความชัดเจน เช่น การให้งบสนับสนุนสายด่วนเลิกบุหรี่ 10 ล้านบาท หรือการโอนเงินสูงถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อกระเป๋าแจก อสม. ทั่วประเทศ

 

ข้อเท็จจริงเรื่องสถานะการเงินโรงพยาบาล และงบปี 2570

ต่อประเด็นที่กลุ่มแพทย์ชนบทระบุว่ามีหลายโรงพยาบาลไม่ได้ขาดทุน นพ.เอกภพ ชี้แจงว่า โรงพยาบาลที่อยู่รอดได้ มักเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่ที่มีผู้ใช้สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการสูง หรือเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก แต่สำหรับโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ที่พึ่งพางบจาก สปสช. เป็นหลัก ยังคงประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก

นอกจากนี้ ในการวางแผนงบประมาณปี 2570 แม้จะมีการตกลงเพิ่มค่ารักษาผู้ป่วยใน (ค่าน้ำหนักโรค หรือ RW) จากเดิม 8,350 บาท เป็น 10,000 บาทต่อโรค แต่ปรากฏว่า สปสช. ได้ปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณใหม่ ทำให้เม็ดเงินที่โรงพยาบาลจะได้รับจริงลดลงเหลือเพียง 9,000 กว่าบาท ซึ่งตอกย้ำปัญหาเดิมที่เงินไปไม่ถึงผู้ให้บริการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

ทางออกคือการแก้กฎหมายเพื่อประชาชน

เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นพ.เอกภพ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไข พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีโดยไม่มีการปรับปรุง เป้าหมายหลักของการแก้กฎหมายไม่ใช่การล้มเลิกสิทธิบัตรทอง แต่เป็นการ ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร ให้มีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายภาคส่วนและสภาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อลดการผูกขาดอำนาจของคนกลุ่มเดิม

พร้อมกันนี้ เสนอให้มีข้อกำหนดในการ ทบทวนสิทธิการรักษาทุกๆ 3 ปี เพื่ออัปเดตให้ทันต่อเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในแต่ละภูมิภาคสามารถยื่นเรื่องขอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับโรคประจำถิ่นของตนเองได้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top