วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ "แนวหน้าข่าวค่ำ" โดยมีพิธีกร ปรเมษฐ์ ภู่โต และ นันทิญา จิตตโสภาวดี เป็นผู้ดำเนินรายการเพื่อชี้แจงถึงปัญหาวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐ และตีแผ่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสิทธิบัตรทอง โดยได้เปิดเผยถึงรากฐานของปัญหาที่สะสมมานาน และนำเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
งบประมาณมหาศาล แต่ไม่ถึงโรงพยาบาลอย่างแท้จริง
นพ.เอกภพ เปิดเผยว่า ปัญหาของ สปสช. สะสมมานานหลายปี แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปัญหาจะดูเบาบางลงเนื่องจากรัฐบาลได้อัดฉีดงบประมาณจำนวนมากเข้าสู่ระบบสาธารณสุข แต่ในปัจจุบันปัญหาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง สาเหตุหลักคือเม็ดเงินที่จัดสรรลงไปนั้น ถึงโรงพยาบาลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในอดีต งบประมาณรายหัวของสิทธิบัตรทองเริ่มต้นที่ 1,202 บาท ปัจจุบันเพิ่มสูงถึงเฉลี่ย 6,000 บาทต่อหัว คิดเป็นงบประมาณรวมเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี ทว่า สปสช. กลับบริหารจัดการโดยดึงงบประมาณส่วนใหญ่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าตอบแทนบุคลากร ไปเก็บไว้ที่ส่วนกลางก่อน แล้วให้โรงพยาบาลทำเรื่องเบิกจ่ายภายหลัง ระบบที่คล้ายกับบริษัทประกันนี้ ทำให้โรงพยาบาลที่มีภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาเชิงโครงสร้างและการผูกขาดของกลุ่ม NGO
โครงสร้างการบริหารของระบบบัตรทองประกอบด้วย 3 ภาคส่วนหลัก คือ สปสช. โรงพยาบาล และประชาชน ปัจจุบันอำนาจการบริหารส่วนใหญ่อยู่ที่ สปสช. โดยมีกลุ่มตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) นั่งเป็นกรรมการบริหารมานานกว่า 20 ปี ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณหลายครั้งอาจไม่ตรงกับความเร่งด่วนของประชาชนอย่างแท้จริง
นพ.เอกภพ ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การผลักดันสิทธิ "วัคซีนปอดอักเสบในเด็ก" ซึ่งมีความสำคัญมาก แต่กลับต้องใช้เวลาเรียกร้องนานถึง 10 ปี ในขณะที่สิทธิอย่าง "ฮอร์โมนข้ามเพศ" กลับได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณที่ขาดความชัดเจน เช่น การให้งบสนับสนุนสายด่วนเลิกบุหรี่ 10 ล้านบาท หรือการโอนเงินสูงถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อกระเป๋าแจก อสม. ทั่วประเทศ
ข้อเท็จจริงเรื่องสถานะการเงินโรงพยาบาล และงบปี 2570
ต่อประเด็นที่กลุ่มแพทย์ชนบทระบุว่ามีหลายโรงพยาบาลไม่ได้ขาดทุน นพ.เอกภพ ชี้แจงว่า โรงพยาบาลที่อยู่รอดได้ มักเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่ที่มีผู้ใช้สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการสูง หรือเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก แต่สำหรับโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ที่พึ่งพางบจาก สปสช. เป็นหลัก ยังคงประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก
นอกจากนี้ ในการวางแผนงบประมาณปี 2570 แม้จะมีการตกลงเพิ่มค่ารักษาผู้ป่วยใน (ค่าน้ำหนักโรค หรือ RW) จากเดิม 8,350 บาท เป็น 10,000 บาทต่อโรค แต่ปรากฏว่า สปสช. ได้ปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณใหม่ ทำให้เม็ดเงินที่โรงพยาบาลจะได้รับจริงลดลงเหลือเพียง 9,000 กว่าบาท ซึ่งตอกย้ำปัญหาเดิมที่เงินไปไม่ถึงผู้ให้บริการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทางออกคือการแก้กฎหมายเพื่อประชาชน
เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นพ.เอกภพ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไข พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีโดยไม่มีการปรับปรุง เป้าหมายหลักของการแก้กฎหมายไม่ใช่การล้มเลิกสิทธิบัตรทอง แต่เป็นการ ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร ให้มีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายภาคส่วนและสภาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อลดการผูกขาดอำนาจของคนกลุ่มเดิม
พร้อมกันนี้ เสนอให้มีข้อกำหนดในการ ทบทวนสิทธิการรักษาทุกๆ 3 ปี เพื่ออัปเดตให้ทันต่อเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในแต่ละภูมิภาคสามารถยื่นเรื่องขอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับโรคประจำถิ่นของตนเองได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี