533.jpg
ไล่บี้ปธ.สภากทม.  ฟันสก.ส้มกดบัตรแทน  ชี้ผิดถึงติดคุก-ตัดสิทธิ

ไล่บี้ปธ.สภากทม. ฟันสก.ส้มกดบัตรแทน ชี้ผิดถึงติดคุก-ตัดสิทธิ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สก.เดือด! เปิดปมสก.พรรคประชาชน กดบัตรแทนกัน เทียบสส.ชี้ผิดทั้งคู่ ร้ายแรงถึงติดคุก-ตัดสิทธิตลอดชีวิต ด้านประธานสภากทม.ยันรอหนังสือร้องฯ ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ลุยสอบปมโหวตแทนกันจ่อร้อง ปปช.-มหาดไทย ขณะที่‘ศรีสุวรรณ’บุกร้องสอบสก.พรรคส้ม เสียบบัตรแทนกัน จี้เอาผิดตาม กม.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา พรรคประชาชน กดบัตรลงคะแนนแทนว่าที่ ร.ต.ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ในวาระการพิจารณาญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม.เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏผลคะแนนโหวต 42 คะแนน ทั้งที่มีสมาชิกแสดงตนในห้องประชุมเพียง 41 คน กระทั่งนายภัทรศักดิ์ ยอมรับได้กดบัตรลงคะแนนแทน ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ เนื่องจากข้อบังคับและระเบียบในสภา กทม.ห้ามกดบัตรแทนกันอย่างเด็ดขาด เพราะการลงมติแต่ละครั้งเป็นการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับประชาชน และประธานสภา กทม.ก็เน้นความโปร่งใส มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับทราบ


จากการตรวจสอบระบบพบว่า บัตรของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ยังคงเสียบค้างอยู่ในเครื่อง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ในห้องประชุมก็ตาม ซึ่งปกติหากสมาชิกไม่อยู่ ต้องดึงบัตรออก แต่ในวันนั้นเมื่อประธานเปิดโหวต สัญญาณไฟจะกระพริบ และหากมีการกดคะแนนไฟจะค้างทันที ซึ่งกรณีนี้พบว่ามีการกดคะแนนในเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม จนปรากฏคะแนนเกินมา 1 เสียงชัดเจน

“กฎหมายมันล้อกันอยู่แล้วกับสภาใหญ่ กดบัตรแทนกันไม่ได้ เพราะการโหวตคือระเบียบสภาที่จำเป็น ยิ่งยุคนี้เราเน้นเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ แต่กลับมีการมาโหวตแทนกันเองแบบนี้ ซึ่งการโหวตแต่ละครั้งเป็นเรื่องการออกกฎหมายบังคับใช้กับประชาชน คุณจะอ้างว่าเผลอหรือเครื่องเสียไม่ได้ เพราะถ้าเครื่องเสียคุณต้องแจ้งสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ให้แก้ไข ไม่ใช่เอาของเขามากดแทน ซึ่งโทษมันหนีไม่พ้น อ้างอะไรไม่ได้เลย”นายสุทธิชัยย้ำ

ด้านนายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย กล่าวว่า การกระทำนี้เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ที่กดบัตรแทนเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าของบัตรที่สมยอมด้วย เนื่องจาก ว่าที่ ร.ต.ไซราม รับทราบภายหลังว่ามีการกดบัตรแทนตนเอง แต่กลับนิ่งเฉย ไม่ยอมคัดค้านหรือยืนยันต่อที่ประชุมว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กดคะแนน ซึ่งถือเป็นการร่วมกันปกปิดความผิด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมส่งหนังสือถึง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนและเข้าสู่กระบวนการถอดถอนสมาชิกสภา กทม.ในเขตนั้นๆ หากมีมติ 3 ใน 4 ของสมาชิกสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมใหม่

นายนภาพล ชี้ให้เห็นบรรทัดฐานจากสภาผู้แทนราษฎร ในอดีต ว่ากรณีการกดบัตรแทนกัน ศาลมักมีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นโทษที่รุนแรงมาก สำหรับการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นในฐานะผู้แทนประชาชน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภา กทม.สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 3 น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภา กทม.แจ้งต่อที่ประชุม โดยได้ชี้แจง เรื่อง การกดบัตรลงคะแนนระหว่างนายภัทรศักดิ์ และว่าที่ ร.ต.ไซราม ว่าตนและสำนักงานเลขาฯ สภา กทม.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฏดังนี้ 1.กล้องในที่ประชุมสภา กทม. มีทั้งหมด 3 ตัว 1 ตัวหันหน้าเข้าหาบัลลังก์ประธาน 2 ตัวหันหน้าเข้าหาเพื่อนสมาชิก ซึ่งกล้อง 3 ตัวนี้จะมีการบันทึกก็ต่อเมื่อมีผู้เปิดไมค์พูดและซูมเข้าเพื่อบันทึกผู้พูดโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีการบันทึกวิดีโอมุมกว้างเหมือนกล้องวงจรปิด ภาพที่ปรากฏเป็นภาพบนจอภายในสภา กทม. ไม่มีกล้องวงจรปิดในที่ประชุม

2.กล้องไลฟ์สด มีทั้งหมด 4 ตัว 2 ตัวถ่ายจากหน้าหลังช่วงกลางมายังบัลลังก์ของประธาน ส่วนอีก 2 ตัวถ่ายจากด้านหน้าฝั่งซ้ายและขวาไปยังเพื่อนสมาชิก ทำให้ได้ภาพกว้างตามที่ปรากฏในไลฟ์สด ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงไลฟ์สดได้เพื่อความโปร่งใส 3.จากที่มีการเผยแพร่ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาฯ สภา กทม.จะมีการดึงบัตรออกทุกครั้งที่เพื่อนสมาชิกไม่อยู่ในห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรออกทุกใบ ความผิดพลาดนี้เกิดตั้งแต่ที่สภา กทม.เปิดวันแรกวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ในวาระที่ 7.9 ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเกินและไม่ได้ลงคะแนนหนึ่งท่าน ขณะนั้นตรวจสอบในที่ประชุมพบว่าสมาชิกท่านนี้ไม่ได้อยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่จึงมาดึงบัตรออกและมีการกดใหม่

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่าสำหรับการโหวตครั้งล่าสุดเช่นกัน ขณะที่ว่าที่ร.ต.ไซราม และนายภัทรศักดิ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม เมื่อเช็กองค์ประชุม กลับมีชื่อของทั้ง 2 สองคน ในไลฟ์สดยังเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้เดินดึงบัตรของเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมออก แต่กลับไม่ได้ดึงบัตรของ ว่าที่ ร.ต.ไซราม และนายภัทรศักดิ์ ออกด้วย ตนทราบว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย จะส่งเรื่องร้องเรียนมายังประธานสภา กทม.แต่ขณะนี้สำนักงานเลขาฯ สภา กทม.ยังไม่ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ขอยืนยันว่าเมื่อได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการแล้ว จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของประธานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเท่าเทียม ในฐานะประธานสภา กทม.ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย หรือชี้ถูกชี้ผิดกับสมาชิก เนื่องจากมีศักดิ์เท่ากันมาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวอีกว่า การยืนยันตัวตนองค์ประชุม คือการกดบัตรลงไปในช่องเสียบบัตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปิดระบบบัตรเสียบอยู่แล้ว ดังนั้นว่าที่ ร.ต.ไซราม และนายภัทรศักดิ์ก็เป็นองค์ประชุมทั้งที่ไม่อยู่ในที่ประชุม สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบต้องมีหนังสือร้องเรียนมายังประธาน สภา กทม.ตนไม่สามารถสอบเองได้ ซึ่งหากจะมีการร้องตนเข้าข่ายกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ก็สามารถทำได้

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยทีมสมาชิกสภา กทม.(ส.ก.) พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก.เขตคลองเตย และนายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง ร่วมกันแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตการลงมติแทนกันของ ส.ก.สังกัดพรรคประชาชน ในการประชุมสภา กทม. ที่ผ่านมา

นายพงศกร กล่วถึงแนวทางการดำเนินงานของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเหตุการณ์นี้มีการลงมติแทนกันจริง และผู้กระทำยอมรับ แม้ภายหลังจะมีคำชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดียขัดแย้งกับสิ่งที่พูดในห้องประชุม แต่สาระสำคัญคือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ละเมิดหลักการ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของประชาชนไปในทางทุจริต และเป็นการรักษาเสียงในสภาฯ ทั้งที่ตัวสมาชิกไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการ 3 ส่วน ดังนี้ 1.ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหาย

2.ยื่นหนังสือถึง รมว.มหาดไทย (มท.1) ให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และตรวจสอบการกระทำผิดจรรยาบรรณของ ส.ก.เพื่อส่งเรื่องให้สภา กทม.วินิจฉัยต่อไป และ 3.ส่งสัญญาณถึงประธาน และรองประธาน สภา กทม.เพื่อให้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ว่าจะมีคำวินิจฉัยและดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งหาก สภา กทม.หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ดำเนินการ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ในฐานะที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“การออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง หรือโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการสนับสนุนนโยบายสภา กทม.โปร่งใส ของท่านประธาน สภา กทม.เอง เมื่อประมวลกฎหมายอาญา และข้อเท็จจริงชัดเจน โปร่งใสพอแล้ว คำถามคือท่านประธาน สภา กทม.มีความโปร่งใสพอที่จะดำเนินคดี และลงโทษเรื่องนี้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ เพื่อร่วมกันขจัดคนทุจริต และสร้างมาตรฐานสภา กทม.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายพงศกร กล่าว

ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นคำร้องถึงประธานสภา กทม.รวมถึงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสภา กทม.และคณะกรรมการจรรยาบรรณ สภากทม. เพื่อขอให้สอบเอาผิด ส.ก.ที่กระทำการเสียบบัตรแทนกัน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา อันถือเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของ ส.ก.ปี2559 หรือไม่ เนื่องจากนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา จากพรรคประชาชน ยอมรับผิดต่อที่ประชุม ว่าได้กดบัตรแทนเพื่อน ส.ก.โดยเจ้าตัวกดลงคะแนน 2 เครื่องพร้อมกัน คือเครื่องของนายภัทรศักดิ์เอง และเครื่องของ ว่าที่ ร.ต.ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร และว่าที่ ร.ต.ไซราม ก็ยอมรับว่าตนไม่ได้เข้ามาโหวตในวาระดังกล่าว ซึ่งการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

ทั้งนี้ การเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในสภาผู้แทนราษฎรนั้น องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้ เคยร้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และส่งศาลฎีกา พิพากษาลงโทษมาหลายต่อหลายคนแล้ว จนศาลฎีกา มีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมือง ส่วนระดับการเมืองท้องถิ่น ส.ก.มีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างกัน คือต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสีย แก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งด้วย จึงขอให้ดำเนินการตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของ ส.ก.ปี 2559 ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงภายใน 60 วัน และพิจารณาถอดถอนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร 2528 แต่หากมีการเกี้ยเซียะกัน ผู้ที่ทำหน้าที่อาจจะต้องถูกดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียเอง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top