วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569
4 สิงหาคม 2569 การเมืองไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การปรับยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์เป็นเรื่องปกติของทุกพรรคการเมือง
แต่สิ่งที่ประชาชนมักจับตา ไม่ใช่เพียงว่าพรรคใดจะจับมือกับใคร หากคือ เหตุผล และ ความสม่ำเสมอของจุดยืน ที่เคยประกาศไว้ต่อสาธารณะ
หากย้อนกลับไปในช่วงการเลือกตั้งต้นปี 2569 พรรคประชาชนวางยุทธศาสตร์หาเสียงบนภาพลักษณ์ของการเป็น “ขั้วการเมืองใหม่” ที่แตกต่างจากการเมืองแบบเดิมอย่างชัดเจน หนึ่งในวาทกรรมสำคัญคือคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธอิทธิพลทุนสีเทา ระบบอุปถัมภ์ และการเมืองแบบต่อรองผลประโยชน์
คำขวัญดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนหาเสียง แต่ถูกยกระดับให้เป็น “มาตรฐานทางการเมือง” ที่พรรคใช้วัดทั้งตนเองและพรรคการเมืองอื่น
ในช่วงลงพื้นที่หาเสียง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ถูกประชาชนสอบถามอยู่หลายครั้งว่า หากต้องจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่
คำตอบในเวลานั้นค่อนข้างชัดเจน
พรรคประชาชนยืนยันว่าจะ ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา พร้อมประกาศว่าจะไม่มีการเจรจาลับ ไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ และทุกข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลต้องเปิดเผยต่อประชาชน
ต่อมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ก็ยืนยันในทำนองเดียวกันว่า พรรคประชาชน ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม และจะยืนอยู่บนหลักการที่หาเสียงไว้
นั่นหมายความว่า ในช่วงเลือกตั้ง พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแข่งขันกับพรรคกล้าธรรมเท่านั้น แต่ยังสร้าง “เส้นแบ่งทางการเมือง” ระหว่างกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ก็กลายเป็นดาบสองคมสำหรับพรรคประชาชนเอง
ระหว่างการหาเสียง พรรคต้องเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ เมื่อผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมจากการขยายผลคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด จนพรรคต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แม้ต่อมาอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวก็ตาม
ต่อมา ผู้สมัคร สส. จังหวัดตากของพรรคประชาชน ก็ถูกตำรวจไซเบอร์ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาพัวพันเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ พรรคออกแถลงการณ์ว่าไม่ปกป้องผู้ถูกกล่าวหา และให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งสองกรณีไม่ได้หมายความว่าพรรคประชาชนในฐานะองค์กรมีความผิด และไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดถึงที่สุด เพราะแต่ละคดียังต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
แต่ในทางการเมือง เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้พรรคถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อยกมาตรฐานทางจริยธรรมไว้สูงกว่าพรรคอื่น สังคมก็ย่อมคาดหวังให้พรรครักษามาตรฐานเดียวกันกับคนของตัวเองด้วย
เวลาผ่านไป ภูมิทัศน์การเมืองเริ่มเปลี่ยน
รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้น เกิดกระแสข่าวเรื่องการปรับสมการอำนาจ และเริ่มมีการพูดถึงสูตรใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาล หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมีข่าวว่า “พรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม” หรือ “แดงกับเขียว” อาจเป็นแกนสำคัญของสมการใหม่
ท่ามกลางกระแสดังกล่าว คำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของศิริกัญญาที่ว่า “ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน
คำว่า “ต้องมาคุยกับเรา” กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทันที
เหตุผลไม่ใช่เพราะประโยคนี้เป็นการประกาศว่าจะจับมือกับพรรคกล้าธรรม หากแต่เป็นเพราะน้ำเสียงและถ้อยคำแตกต่างจากช่วงหาเสียงอย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่ใช้ถ้อยคำในลักษณะ “ปิดประตู” ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับทุนเทา มาสู่ภาษาทางการเมืองที่เปิดช่องให้เกิดการเจรจาอย่างน้อยในเชิงหลักการ
แน่นอน คำว่า “ต้องมาคุยกับเรา” ยังไม่ใช่การประกาศจับมือ และยังไม่ใช่หลักฐานว่าพรรคประชาชนตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง คำพูดดังกล่าวก็ทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า เส้นแบ่งที่เคยขีดไว้ชัดเจนกำลังเปลี่ยนไปหรือไม่
นี่อาจเป็นโจทย์ที่พรรคประชาชนหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากวันหนึ่งจำเป็นต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคที่เคยประกาศไม่ร่วม พรรคย่อมต้องอธิบายต่อประชาชนให้ได้ว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้จุดยืนเปลี่ยนไป และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คำมั่นในวันหาเสียงต้องถูกปรับเปลี่ยน
เพราะในท้ายที่สุด การเมืองอาจเป็นศิลปะแห่งความเป็นไปได้ แต่สำหรับประชาชน ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองไม่ได้วัดจากการจับมือกับใครเพียงอย่างเดียว หากวัดจากความสามารถในการอธิบายว่า เหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนั้น โดยไม่ทำให้คำมั่นที่เคยให้ไว้สูญเสียความหมาย
และหากวันหนึ่งเกิดภาพที่พรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรมยืนอยู่ข้างเดียวกันจริง สิ่งที่ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง คงไม่ใช่เพียงคำว่า “ต้องมาคุยกับเรา” หากแต่คือคำขวัญ “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของการหาเสียง และเป็นมาตรวัดที่พรรคใช้กำหนดความแตกต่างของตนเองจากการเมืองแบบเดิม
เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หากจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจของผู้คนว่า ท่าทีที่ผ่อนคลายลงดังกล่าวของพรรคประชาชน มันคือการปอกเปลือก ลอกคราบตัวเอง ให้เห็นแก่นแท้ว่า นอกจากวาทกรรมหรู ที่ชูออกมาแล้ว พรรคประชาชนก็ไม่ได้แตกต่างจากพรรคที่ตัวเองเคยก่นด่าสาดสีใส่สักเท่าไหร่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี