533.jpg
ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

วันที่ 9 ส.ค.2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางกรอบและข้อเสนอในเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ บุกรุกไร่ สวน และทำร้ายชาวบ้าน  โดยเตรียมนำข้อสรุปหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และในที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง
 
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างทำงานหนักมาก บางคนเสี่ยงชีวิตกลางดึกทุกคืน ชาวบ้านเองก็อดทนมานาน ส่วนช้างก็ออกมาเพราะในป่าอาหารและน้ำไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของกรรมาธิการฯ คือมาช่วยหาเครื่องมือและช่วยแก้ข้อติดขัดให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น” น.ส.กุลวลี กล่าว
 
ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าวว่า จากการทำหน้าที่อนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านครุภัณฑ์และ ICT ได้ดูคำขอตั้งงบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบผลักดันช้างป่าไว้กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่งบเยียวยาขอไว้ 10 ล้านบาท จึงมองว่าควรมาช่วยกันพิจารณาการจัดวางสัดส่วนงบประมาณระหว่างการป้องกันและการเยียวยาให้สมดุลและให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งตนไม่ได้ถามเพื่อจะตัดงบ แต่ถามเพื่อให้เงินทุกบาทมีประโยชน์เต็มที่ อำเภอไหนทำแล้วช้างออกน้อยลงจริง เราควรรู้ว่าเขาทำอย่างไรแล้วขยายผลไปที่อื่น จุดไหนยังไม่ได้ผลก็มาช่วยกันปรับใหม่ 
 
น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือ ส่วนแรก “รู้ตัวช้างล่วงหน้า” โดยนำเทคโนโลยี GPS กล้องตรวจจับ และจะขอความร่วมมือด้านงานวิจัยจากกระทรวง อว. มาติดตามพฤติกรรมช้างเกเรรายตัวที่มีเส้นทางออกหากินประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดักรอได้ถูกจุด พร้อมเชื่อมระบบเตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้านทันที ส่วนที่สองคือ “สร้างเฉพาะจุดที่ได้ผล” โดยทดลองสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า คูกันช้าง หรือแบริเออร์ดาดคอนกรีต ในพื้นที่ตัวอย่าง 2-3 จุด เพื่อประเมินผลความคุ้มค่าก่อนขยายผล เพื่อไม่ให้งบประมาณและแรงของเจ้าหน้าที่สูญเปล่า ส่วนที่สามคือ “เยียวยาให้ถึงมือเร็ว” เสนอแก้ปัญหาระบบงบประมาณเยียวยาล่าช้า โดยเตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กำหนด “ภัยจากสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เช่นเดียวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือวาตภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำเงินทดรองราชการมาสำรองจ่ายชดเชยให้ชาวบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบกลาง
 
“ไร่สวนที่ถูกช้างเหยียบพังทั้งสวน นั่นคือรายได้ทั้งปีของเขา เสียหายวันนี้แต่เงินมาถึงอีกหลายเดือนข้างหน้า ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของกรมอุทยานฯ แต่เป็นเรื่องของระบบที่เราต้องมาช่วยกันแก้” น.ส.กุลวลีกล่าว
 
น.ส.กุลวลี กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน แต่สามารถแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ชาวบ้านได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์ปลอดภัย ช้างมีอาหารเพียงพอในป่า และเมื่อเกิดความเสียหาย ชาวบ้านต้องได้รับเงินเยียวยาภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งกรรมาธิการฯ พร้อมเป็นแกนกลางประสานทุกหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top