533.jpg
รอฟังคำตอบเอกนิติ  ไทยช่วยไทยฯเฟส2

รอฟังคำตอบเอกนิติ ไทยช่วยไทยฯเฟส2

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเร่งให้ประชาชน 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เผย 5 ล้านคน ยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ ด้าน “ภราดร” ระบุ เล็งใช้งบพ.ร.ก.เงินกู้ฯทำ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน แจงช่วยภาคธุรกิจรายเล็กจากวิกฤตสงคราม ชี้ดัน‘ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2’รอ‘เอกนิติ’เคาะ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกในยืนยันตัวตน (e-KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก ไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการตกหล่น หรือเสียสิทธิ เพราะไม่ทราบขั้นตอนหรือไม่สะดวกในการดำเนินการ โดยข้อมูล วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าตัวเลขการยืนยันตัวตนและการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามของหน่วยงานในพื้นที่และช่องทางบริการที่เข้าถึงง่าย ปัจจุบันผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ จำนวน 3.1 ล้านคน ยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน (73%) ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ยืนยันตัวตนเหลือ 8.3 แสนคน (27%) จากเดิม 9.8 แสนคน (31%) รัฐบาลขอเชิญชวนให้ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เร่งยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง เปิดให้ยืนยันตัวตนได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 โดยจังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ซึ่งรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ครบถ้วน


น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน ขณะที่มีผู้ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงที่สุด ได้แก่ ลำปาง (60%) นราธิวาส (59%) ปัตตานี (58%) ยะลา (54%) และแพร่ (53%) สะท้อนว่าการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานในพื้นที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

“ยอดผู้ยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจะติดตามและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้าย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รีบใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสวัสดิการที่ควรได้รับ โดยรัฐบาล เตรียมช่องทางให้บริการไว้อย่างครอบคลุม ผ่านแอพพลิเคชั่น ทางรัฐ แอพพลิเคชั่น เป๋าตัง เว็บไซต์โครงการ ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์“ น.ส.รัชดา กล่าว

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์กรณีที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมขอใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ปี 2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่า ส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง แต่หากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิจะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์และสามารถทำได้ โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็ก ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง

เมื่อถามถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 นายภราดรกล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและการตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจาก กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาโครงการ ทั้งนี้ ขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top