วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย
เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ: เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ “อำนาจตามกฎหมาย” ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย
กรณีข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลายเป็นหนึ่งในคดีมหาชนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “บททดสอบสำคัญ” ของระบบกฎหมายมหาชน หลักนิติรัฐ และมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย
ท่ามกลางกระแสข่าวที่เชี่ยวกราก การออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล (อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ BUSEM มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ได้จุดประเด็นถกเถียงในสังคมถึงความสมดุลระหว่าง “การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ” กับ “การคุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกตรวจสอบ”
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผ่านกรอบกฎหมายมหาชนและการดำเนินคดีทางปกครองอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าข้อพิพาทนี้มีมิติซับซ้อนที่ต้องแยกแยะให้เด็ดขาด ระหว่างมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน กับหลักการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรทางปกครอง
1.การตรวจสอบ (Scrutiny) กับ การประณาม (Condemnation)
ข้อพิเคราะห์เริ่มต้นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน คือ สังคมไม่ควรด่วนตัดสินหรือประณามบุคคลใดล่วงหน้า (Presumption of Innocence) ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะได้ข้อยุติ การที่สื่อมวลชนหรือกระแสสังคมชี้นำจนเกิด “คำตัดสินทางสังคม” (Trial by Media) ย่อมบั่นทอนความเป็นธรรมและสร้างความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) ต่อผู้ทำงานสาธารณะ
ทว่า ปัญหาในทางกฎหมายมหาชนเริ่มต้นขึ้น เมื่อความพยายามทักท้วงกระแสสังคมถูกสื่อสารจนดูเหมือนว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นเพียง “ข้อกล่าวหาเลื่อนลอย”
ในความจริง คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่คู่กรณีภาคเอกชน หรือกลุ่มบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อ แต่เป็น “องค์กรตามกฎหมาย” ที่ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ การใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งมีสถานะและผลทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ
2. “องค์ประกอบทางกฎหมาย” กับ “เจตนารมณ์เชิงนโยบาย”: อย่าใช้เจตนารมณ์มาข้ามตัวบทกฎหมาย
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน รศ.ดร.สุชาติ ตั้งคำถามว่า "การตรวจรักษาคนไข้ในฐานะแพทย์รายชั่วโมง สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนกับการกำกับดูแลค่ายโทรคมนาคมตรงไหน?" ซึ่งฟังดูมีเหตุผลในเชิงนโยบายบริหาร
แต่ในทาง นิติศาสตร์มหาชน การตั้งคำถามเช่นนี้อาจเป็นการ “ถามผิดประเด็น”
- บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามคือมาตรการป้องกันล่วงหน้า (Prophylactic Measures): กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มุ่งหมายป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นลม ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์จริง หรือเกิดความเสียหายขึ้นก่อน (เปรียบเสมือนกฎหมายห้ามเก็บวัตถุไวไฟในสถานที่ต้องห้าม ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ไฟไหม้ก่อนจึงถือว่าผิด)
- โจทย์ทางกฎหมายที่แท้จริง: คำถามจึงไม่ใช่ว่า "หมอสรณมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?" แต่คือ "สัญญาและสถานะการทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง/เวรนอกเวลาของ รพ.รัฐ เข้าข่ายเป็น ‘ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ’ ตามข้อความของกฎหมาย กสทช. หรือไม่?"
หากกฎหมายกำหนดสถานะบางอย่างเป็นลักษณะต้องห้ามไว้เป็นการเด็ดขาด การเข้าองค์ประกอบทางกฎหมายย่อมส่งผลทันที โดยไม่อาจนำเจตนารมณ์มาอ้างเพื่อลดทอนองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งได้
3. ลำดับศักดิ์ของปัญหา: “อำนาจขององค์กร” ต้องมาก่อน “ดุลพินิจ”
อีกประเด็นใหญ่ที่สังคมต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ อำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตามหลักกฎหมายมหาชน "อำนาจย่อมมาก่อนการใช้ดุลพินิจ" (Jurisdiction precedes Discretion)
การพิจารณาคดีนี้ต้องตั้งหลักที่ 2 คำถามสำคัญตามลำดับ:
1)คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม มีอำนาจตามกฎหมาย (เช่น มาตรา 15/1) ในการกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติย้อนหลังหลังจากกระบวนการแต่งตั้งเสร็จสิ้นไปแล้วหรือไม่? หรือเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่หมดอำนาจไปแล้ว (Functus Officio)?
2) หากมีอำนาจ การตรวจสอบนั้นกระทำถูกต้องตามขั้นตอน องค์ประกอบของคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมาย และการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องสถานะแพทย์ถูกต้องหรือไม่?
หากตอบคำถามแรกว่า “ไม่มีอำนาจ” ตั้งแต่ต้น มติหรือการดำเนินการใด ๆ ของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมเป็นอันตกไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปพิจารณาเนื้อหาในข้อ 2
4. ทางออกตามหลักนิติรัฐ: เปลี่ยนเวทีจากสื่อ สู่ “ศาลปกครองสูงสุด” จำลอง 6 ข้อโต้แย้งในสำนวนคดี
เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ออกมติ และศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา (ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี) ทางออกที่สง่างาม ถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐที่สุด ไม่ใช่การโต้แย้งผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม แต่คือการใช้สิทธิ “ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด”
หากผู้เชี่ยวชาญหรือทีมกฎหมายต้องการช่วยเหลือ นพ.สรณ อย่างแท้จริง ควรนำข้อโต้แย้งทั้งหมดมาร้อยเรียงลงใน “คำอุทธรณ์” เพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดวางบรรทัดฐาน ดังนี้:
[โครงสร้างประเด็นสำคัญสำหรับข้ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด]
1. ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา (Authority)
คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามมาตรา 15/1 เพียงใด และสิ้นสุดลงเมื่อใด?
2. สถานะทางนิตินัยของแพทย์รายชั่วโมง (Legal Status)
การตรวจรักษาแบบจิตอาสา/รายชั่วโมง เข้าข่าย "ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ" หรือไม่?
3. ความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประกอบคณะกรรมการ (Composition)
กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งต้นสังกัด หรือการเปลี่ยนตัวผู้แทน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
4. ฐานะทางกฎหมายของมติ/คำวินิจฉัย (Nature of Administrative Order)
มติของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิโดยตรงหรือไม่?
5. สิทธิในการนำคดีมาฟ้องต่อศาล (Standing to Sue)
นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามกฎหมายปกครองอย่างไร?
6. ข้อโต้แย้งต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง (Appeal Arguments)
ศาลปกครองกลางตีความเงื่อนไขการฟ้องคดีคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญอย่างไร?
การสู้ในเวทีศาลปกครองสูงสุด จะทำให้ข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถัน และเกิดเป็นคำวินิจฉัยที่ผูกพันองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง
5. “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” มีสองด้าน: ดุลยภาพของการบริหารรัฐกิจไทย
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.สุชาติ คำนึงถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” (Invisible Cost) จากการที่คนเก่งและผู้เชี่ยวชาญปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรอิสระ เพราะกลัวความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการตีความกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่เป็นจริงในระบบราชการไทย
อย่างไรก็ตาม สังคมต้องมอง “ต้นทุนอีกด้านหนึ่ง” ควบคู่กันไปด้วย:
หากองค์กรอิสระมีผู้ดำรงตำแหน่งที่มีลักษณะต้องห้าม แล้วระบบไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนที่เกิดขึ้นคือ "ความเสื่อมถอยในศรัทธาของประชาชนต่อระบบตรวจสอบของประเทศ" ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ควรถกเถียงในลักษณะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "การคุ้มครองคนเก่ง" หรือ "การตรวจสอบผู้มีอำนาจ" แต่ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน — คนเก่งต้องกล้าเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องพร้อมยอมรับการตรวจสอบภายใต้หลักนิติรัฐอย่างเท่าเทียม
โดยอาจยังไม่ต้องพิจารณาว่า นพ.สรณ ซึ่งอาจเก่งทางการรักษาคนไข้ และเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จะเก่งในการทำงานที่มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ จัดสรรทรัพยากรสื่อสาร และกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เสรี เป็นธรรม และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ หรือไม่
บทสรุป: ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง
ประโยคทองของ รศ.ดร.สุชาติ ที่ว่า “คนทำงานสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
แต่คำถามสำคัญที่สุดที่สังคมไทยต้องตอบให้ชัดเจนคือ “กระบวนการตรวจสอบนั้นควรทำโดยใคร?”
คำตอบในอารยประเทศ ผู้ตรวจสอบย่อมไม่ใช่สื่อมวลชน ไม่ใช่กระแสสังคม และไม่ใช่การสร้างกระแสผ่านพื้นที่ข่าว แต่คือ “องค์กรตุลาการที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”
คำแนะนำที่ตรงเป้าที่สุดในเวลานี้คือ “อย่าให้สังคมตัดสิน — และอย่าขอให้สังคมตัดสินแทนศาล จงนำข้อโต้แย้งทั้งหมดไปให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย” เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายมหาชนที่คุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐของประเทศไทยอย่างมั่นคงสืบไป
แต่ไม่แน่นักว่า จะทันหรือไม่ เพราะข่าวล่าสุดปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการ กสทช. แล้วครับ
(อนึ่ง มีรายงาข่าวล่าสุดเมื่อเย็นวานนี้ว่า หมอสรณได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้รับคดีเพิกถอนคำวินิจฉัยสรรหา กสทช. ไว้พิจารณา ขอทุเลาการบังคับและบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หลังนายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯ ให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว อันเป็นกลยุทธในการเชือดเฉือนกันทางคดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็ถือได้ว่าหมอสรณยอมรับแล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่หมอสรณขอให้ศาลปกครองสั่งให้ทุเลาการบังคับ ดังนั้น ตราบเท่าที่ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หมอสรณพึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เป็นการชั่วคราว มิฉะนั้นกรณีจะเข้าสู่แดนของกฎหมายอาญาเป็นครั้งที่สองที่หมอสรณอาจต้องแลกมาด้วยข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเลื่องลือ ครับ) "
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี