546.jpg
หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ! เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย

หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ! เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ: เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ “อำนาจตามกฎหมาย” ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย


กรณีข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลายเป็นหนึ่งในคดีมหาชนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “บททดสอบสำคัญ” ของระบบกฎหมายมหาชน หลักนิติรัฐ และมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย

ท่ามกลางกระแสข่าวที่เชี่ยวกราก การออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล (อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ BUSEM มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ได้จุดประเด็นถกเถียงในสังคมถึงความสมดุลระหว่าง “การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ” กับ “การคุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกตรวจสอบ”

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผ่านกรอบกฎหมายมหาชนและการดำเนินคดีทางปกครองอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าข้อพิพาทนี้มีมิติซับซ้อนที่ต้องแยกแยะให้เด็ดขาด ระหว่างมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน กับหลักการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรทางปกครอง 

1.การตรวจสอบ (Scrutiny) กับ การประณาม (Condemnation) 

ข้อพิเคราะห์เริ่มต้นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน คือ สังคมไม่ควรด่วนตัดสินหรือประณามบุคคลใดล่วงหน้า (Presumption of Innocence) ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะได้ข้อยุติ การที่สื่อมวลชนหรือกระแสสังคมชี้นำจนเกิด “คำตัดสินทางสังคม” (Trial by Media) ย่อมบั่นทอนความเป็นธรรมและสร้างความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) ต่อผู้ทำงานสาธารณะ

ทว่า ปัญหาในทางกฎหมายมหาชนเริ่มต้นขึ้น เมื่อความพยายามทักท้วงกระแสสังคมถูกสื่อสารจนดูเหมือนว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นเพียง “ข้อกล่าวหาเลื่อนลอย”
ในความจริง คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่คู่กรณีภาคเอกชน หรือกลุ่มบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อ แต่เป็น “องค์กรตามกฎหมาย” ที่ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ การใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งมีสถานะและผลทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ 

2. “องค์ประกอบทางกฎหมาย” กับ “เจตนารมณ์เชิงนโยบาย”: อย่าใช้เจตนารมณ์มาข้ามตัวบทกฎหมาย 

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน รศ.ดร.สุชาติ ตั้งคำถามว่า "การตรวจรักษาคนไข้ในฐานะแพทย์รายชั่วโมง สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนกับการกำกับดูแลค่ายโทรคมนาคมตรงไหน?" ซึ่งฟังดูมีเหตุผลในเชิงนโยบายบริหาร

แต่ในทาง นิติศาสตร์มหาชน การตั้งคำถามเช่นนี้อาจเป็นการ “ถามผิดประเด็น” 

- บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามคือมาตรการป้องกันล่วงหน้า (Prophylactic Measures): กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มุ่งหมายป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นลม ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์จริง หรือเกิดความเสียหายขึ้นก่อน (เปรียบเสมือนกฎหมายห้ามเก็บวัตถุไวไฟในสถานที่ต้องห้าม ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ไฟไหม้ก่อนจึงถือว่าผิด)

- โจทย์ทางกฎหมายที่แท้จริง: คำถามจึงไม่ใช่ว่า "หมอสรณมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?" แต่คือ "สัญญาและสถานะการทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง/เวรนอกเวลาของ รพ.รัฐ เข้าข่ายเป็น ‘ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ’ ตามข้อความของกฎหมาย กสทช. หรือไม่?"

หากกฎหมายกำหนดสถานะบางอย่างเป็นลักษณะต้องห้ามไว้เป็นการเด็ดขาด การเข้าองค์ประกอบทางกฎหมายย่อมส่งผลทันที โดยไม่อาจนำเจตนารมณ์มาอ้างเพื่อลดทอนองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งได้ 

3. ลำดับศักดิ์ของปัญหา: “อำนาจขององค์กร” ต้องมาก่อน “ดุลพินิจ” 

อีกประเด็นใหญ่ที่สังคมต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ อำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตามหลักกฎหมายมหาชน "อำนาจย่อมมาก่อนการใช้ดุลพินิจ" (Jurisdiction precedes Discretion)
การพิจารณาคดีนี้ต้องตั้งหลักที่ 2 คำถามสำคัญตามลำดับ:

1)คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม มีอำนาจตามกฎหมาย (เช่น มาตรา 15/1) ในการกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติย้อนหลังหลังจากกระบวนการแต่งตั้งเสร็จสิ้นไปแล้วหรือไม่? หรือเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่หมดอำนาจไปแล้ว (Functus Officio)?

2) หากมีอำนาจ การตรวจสอบนั้นกระทำถูกต้องตามขั้นตอน องค์ประกอบของคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมาย และการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องสถานะแพทย์ถูกต้องหรือไม่?
หากตอบคำถามแรกว่า “ไม่มีอำนาจ” ตั้งแต่ต้น มติหรือการดำเนินการใด ๆ ของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมเป็นอันตกไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปพิจารณาเนื้อหาในข้อ 2 

4. ทางออกตามหลักนิติรัฐ: เปลี่ยนเวทีจากสื่อ สู่ “ศาลปกครองสูงสุด” จำลอง 6 ข้อโต้แย้งในสำนวนคดี

เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ออกมติ และศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา (ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี) ทางออกที่สง่างาม ถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐที่สุด ไม่ใช่การโต้แย้งผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม แต่คือการใช้สิทธิ “ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด” 

หากผู้เชี่ยวชาญหรือทีมกฎหมายต้องการช่วยเหลือ นพ.สรณ อย่างแท้จริง ควรนำข้อโต้แย้งทั้งหมดมาร้อยเรียงลงใน “คำอุทธรณ์” เพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดวางบรรทัดฐาน ดังนี้:
[โครงสร้างประเด็นสำคัญสำหรับข้ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด]

1. ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา (Authority)

คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามมาตรา 15/1 เพียงใด และสิ้นสุดลงเมื่อใด?

2. สถานะทางนิตินัยของแพทย์รายชั่วโมง (Legal Status)

การตรวจรักษาแบบจิตอาสา/รายชั่วโมง เข้าข่าย "ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ" หรือไม่?

3. ความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประกอบคณะกรรมการ (Composition)

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งต้นสังกัด หรือการเปลี่ยนตัวผู้แทน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

4. ฐานะทางกฎหมายของมติ/คำวินิจฉัย (Nature of Administrative Order)

มติของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิโดยตรงหรือไม่?

5. สิทธิในการนำคดีมาฟ้องต่อศาล (Standing to Sue)

นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามกฎหมายปกครองอย่างไร?

6. ข้อโต้แย้งต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง (Appeal Arguments)

ศาลปกครองกลางตีความเงื่อนไขการฟ้องคดีคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญอย่างไร?

การสู้ในเวทีศาลปกครองสูงสุด จะทำให้ข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถัน และเกิดเป็นคำวินิจฉัยที่ผูกพันองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง 

5. “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” มีสองด้าน: ดุลยภาพของการบริหารรัฐกิจไทย 

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.สุชาติ คำนึงถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” (Invisible Cost) จากการที่คนเก่งและผู้เชี่ยวชาญปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรอิสระ เพราะกลัวความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการตีความกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่เป็นจริงในระบบราชการไทย

อย่างไรก็ตาม สังคมต้องมอง “ต้นทุนอีกด้านหนึ่ง” ควบคู่กันไปด้วย:

หากองค์กรอิสระมีผู้ดำรงตำแหน่งที่มีลักษณะต้องห้าม แล้วระบบไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนที่เกิดขึ้นคือ "ความเสื่อมถอยในศรัทธาของประชาชนต่อระบบตรวจสอบของประเทศ" ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ควรถกเถียงในลักษณะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "การคุ้มครองคนเก่ง" หรือ "การตรวจสอบผู้มีอำนาจ" แต่ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน — คนเก่งต้องกล้าเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องพร้อมยอมรับการตรวจสอบภายใต้หลักนิติรัฐอย่างเท่าเทียม

โดยอาจยังไม่ต้องพิจารณาว่า นพ.สรณ ซึ่งอาจเก่งทางการรักษาคนไข้ และเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จะเก่งในการทำงานที่มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ จัดสรรทรัพยากรสื่อสาร และกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เสรี เป็นธรรม และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ หรือไม่ 

บทสรุป: ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง 

ประโยคทองของ รศ.ดร.สุชาติ ที่ว่า “คนทำงานสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

แต่คำถามสำคัญที่สุดที่สังคมไทยต้องตอบให้ชัดเจนคือ “กระบวนการตรวจสอบนั้นควรทำโดยใคร?”

คำตอบในอารยประเทศ ผู้ตรวจสอบย่อมไม่ใช่สื่อมวลชน ไม่ใช่กระแสสังคม และไม่ใช่การสร้างกระแสผ่านพื้นที่ข่าว แต่คือ “องค์กรตุลาการที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

คำแนะนำที่ตรงเป้าที่สุดในเวลานี้คือ “อย่าให้สังคมตัดสิน — และอย่าขอให้สังคมตัดสินแทนศาล จงนำข้อโต้แย้งทั้งหมดไปให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย” เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายมหาชนที่คุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐของประเทศไทยอย่างมั่นคงสืบไป 

แต่ไม่แน่นักว่า จะทันหรือไม่ เพราะข่าวล่าสุดปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการ กสทช. แล้วครับ

(อนึ่ง มีรายงาข่าวล่าสุดเมื่อเย็นวานนี้ว่า หมอสรณได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้รับคดีเพิกถอนคำวินิจฉัยสรรหา กสทช. ไว้พิจารณา ขอทุเลาการบังคับและบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หลังนายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯ ให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว อันเป็นกลยุทธในการเชือดเฉือนกันทางคดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็ถือได้ว่าหมอสรณยอมรับแล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่หมอสรณขอให้ศาลปกครองสั่งให้ทุเลาการบังคับ ดังนั้น ตราบเท่าที่ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หมอสรณพึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เป็นการชั่วคราว มิฉะนั้นกรณีจะเข้าสู่แดนของกฎหมายอาญาเป็นครั้งที่สองที่หมอสรณอาจต้องแลกมาด้วยข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเลื่องลือ ครับ) "

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top