546.jpg
3 บอร์ด กสทช.โร่แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เหตุไม่ประชุมร่วมหมอสรณ หลังมติกรรมการสรรหาให้พ้นตำแหน่ง

3 บอร์ด กสทช.โร่แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เหตุไม่ประชุมร่วมหมอสรณ หลังมติกรรมการสรรหาให้พ้นตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

"3 บอร์ด กสทช."โร่แจง"กมธ.พัฒนาการเมืองฯ" เหตุไม่ประชุมร่วม"หมอสรณ"หลังมติกรรมการสรรหาให้พ้นตำแหน่ง ด้าน"ตัวแทนสำนักงานฯ"ยกข้อกฎหมาย ต้องเชิญ กสทช.ทั้ง 7 ร่วมประชุม ตัดใครทิ้งไม่ได้ เพราะต้องรอโปรดเกล้าฯ ก่อน สอนมวย กมธ.รับฟัง-วิจารณ์ได้ แต่ต้องรอกระบวนการยุติธรรมสิ้นสุดก่อนด้วย ส่วน"ภคมน"เต้นผาง ยันทำทุกอย่างตามกฎหมาย ลั่นจ้อสื่อในฐานะประชาชน ไม่ใช่ลูกน้องใคร

13 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในที่ประชุมกรรมาธิการฯ ซึ่งได้เรียกผู้เกี่ยวของเข้าชี้แจงกรณีคณะกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.ว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีมติให้ นพ.สรณ ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นประธาน กสทช.แต่ นพ.สรณ กลับมีความพยายามหลายครั้งที่จะเข้าประชุมบอร์ด กสทช.ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ บอร์ด กสทช.ไม่สามารถประชุมได้ ทำให้สภาองค์กรของผู้บริโภคกังวลว่า หลังจากนี้ไป กสทช.จะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะในช่วงสุญญากาศนี้ ทั้งนี้ แม้นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีการกราบทูลฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธาน กสทช. แต่วันนี้แต่ นพ.สรณก็ยังเข้าประชุมอยู่ จึงต้องมีการพูดคุยกันของทุกฝ่าย


ด้าน พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.กล่าวว่า ตามกฎหมายมาตรา 20 ระบุว่าเมื่อกิดเหตุการณ์ใด ก็ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยขณะนี้ก็เหลืออยู่ 6 คน ซึ่งตนยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกับกรรมการที่เหลือได้ แต่ไม่สามารถทำงานร่วม หรือเข้าประชุมร่วมกับ นพ.สรณ ได้ เนื่องจากกรรมการสรรหามีมติให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว และมีผลนับแต่นั้น กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ดังนั้น ตนมองว่าหากยังมาร่วมประชุม หรือมาเป็นประธานอาจจะส่งผลร้ายแรงยิ่ง กับสิ่งที่มีการอนุมัติภายหลังจากกรรมการสรรหามีมติฯ ซึ่งที่จริงตนได้ส่งหนังสือไปหลายฉบับต่อสำนักงาน กสทช.เพื่อคัดค้านกรณี นพ.สรณ เข้ามาร่วมประชุมด้วย

น.ส.พรพิมล อุ่นไพร ผอ.ฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและพลังงาน กล่าวว่า ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า กฤษฎีกาไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายที่เข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.เพราะไม่มีการหารือมาที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

ด้าน น.ส.อรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการแทนรองเลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้รับหนังสือทุกฉบับของทั้ง 4 คน แต่ที่ต้องจัดประชุม และเชิญ นพ.สรณ เข้าร่วมด้วย เนื่องจากหากพูดถึงประเด็นของการพ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ บัญญัติไว้ในมาตรา 20 กรณีเสียชีวิต, ลาออก, อายุครบ 70 ปี, มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 7 และมีลักษณะตามมาตรา 8 แต่กรณีของ นพ.สรณ เป็นการสละสิทธิ์ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งที่บรรจุไว้ในมาตรา 20 แต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20(5) วรรค 2 ระบุว่า จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ทางสำนักงานฯ จึงมองว่าต้องรอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน นอกจากนี้ ยังมีคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาคณะใหญ่ และคำพิพากษาของศาลฎีกายืนยัน จึงเป็นที่มาที่สำนักงานฯ ยังต้องจัดการประชุม และเชิญกรรมการทั้ง 7 คนมาประชุมตามปกติตามข้อบังคับการประชุม ไม่สามารถกันใครคนใดคนหนึ่งไม่ให้เข้าร่วมประชุมได้ เรื่องนี้จึงถือเป็นการตีความแตกต่างกัน

น.ส.อรดา กล่าวด้วยว่า สำนักงาน กสทช.ดำเนินการตามกฎระเบียบ กฎหมายที่มี ซึ่งทุกคนสามารถมีความเห็น และมีสิทธิโต้แย้งได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบก่อนร่วมด้วย ตนไม่ได้บอกว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ สามารถรับฟังเรื่องราว รับฟังความเห็นได้ แต่กระบวนการการตรวจสอบจะต้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งย้ำว่าสำนักงานฯ มองว่า หากคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ทุกคนมีสิทธิโต้แย้งจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงศาลฎีกาได้เช่นกัน รวมถึงกรณีนี้ด้วย กระบวนการยังไปไม่ถึงไหนเลย เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ได้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงอยากให้ที่ประชุมบันทึกความเห็นนี้ไว้ด้วย

ทำให้ น.ส.ภคมน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ที่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาถึง 4 ครั้ง บนอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และทุกครั้งก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง นพ.สรณ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับความร่วมมือ ดังนั้น ยืนยันว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย และการแสดงความเห็นของตนสู่สาธารณะคือ แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน ซึ่งคิดว่า ไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษาสำนักงาน กสทช.เพราะไม่ใช่ลูกน้องของ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.กล่าวว่า หากย้อนกลับไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ในกรณีนี้คือตั้งแต่ต้นปี 2565 แม้ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จะคุ้มครองมติหรือการดำเนินการย้อนหลังในส่วนที่ยังไม่ทราบข้อมูลมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อทราบข้อมูลชัดเจนเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา การคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็หมดไป อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องของสำนึกเมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมาย และรับทราบว่าคุณลักษณะหรือคุณสมบัติอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถขอหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งที่ผ่าน อดีตกรรมการ กสทช.ที่ศาลอาญาพิพากษาเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2560 กรรมการท่านนั้นก็แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวโดยไม่รับค่าตอบแทน พร้อมส่งคืนทรัพย์สินและรถประจำตำแหน่งทันที เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือการประชุม นี่ถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจาก กสทช.ทำหน้าที่กำกับดูแลเอกชนและผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมีผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านคน และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน ซึ่งหากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติจริง จะไม่มีใครสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังได้

ด้าน นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ ทาง กสทช.ไม่ได้ทำตามนโยบายนายกฯ เลยที่บอกว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ดังนั้น หากสำนักงานฯ ยังมีการจัดการประชุม ที่มี นพ.สรณ เข้าร่วม จนเกิดความเสียหายขึ้นจากการที่ นพ.สรณ ไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นใครก็ไม่รุ้ที่เข้าไปอยู่ในที่ประชุม แบบนี้คนที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นคือ รักษาการเลขาธิการ กสทช.

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top