วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงราชการ ซึ่งเกี่ยวพันระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองที่เข้าไปนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ และมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น ต่างก็ทราบกันดีว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่ฝังรากลึก
ถามว่าแก้ได้ไหม ตอบว่าแก้ได้แต่ต้องเอาจริง ซึ่งที่ผ่านๆ มานั้น พอมีเรื่องราวขึ้นมาก็ประกาศเอาจริงเอาจังกันทีหนึ่ง หลังจากนั้นพอเรื่องซาลง ก็ค่อยๆ เลือนหายเหลือแต่ความว่างเปล่า“กลายเป็นเพียงแค่สายลมพัดผ่าน” ด้วยเหตุนี้ ปัญหาคอร์รัปชันในวงราชการจึงมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น
เช่นคราวนี้หลังจาก กรอ.ภาคเอกชนมีผลสำรวจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐออกมา ไม่เพียงแต่จะทำให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปะทุอารมณ์แสดงพฤติกรรมราวกับเป็น“กุ๊ยข้างถน”เดินชนไหล่นักข่าว และลั่นวาจาว่า“มึงรู้จักกูน้อยไป” เท่านั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็แสดงท่าทีขึงขัง
โดยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดทำเนียบรัฐบาล เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือ“ภาครัฐ – เอกชน” เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1 ทั้งนี้ นายอนุทินได้กล่าวถึงที่มาที่ไปในการประชุมครั้งนี้ว่า เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
ผลสำรวจของ กกร.ที่เป็นเรื่องเดียวกับที่ทำให้นายสุชาติ ชมกลิ่น เกิดอาการ“น๊อตหลุด”ใส่นักข่าว อันเนื่องมาจากคำถามเกี่ยวกับกรมควบคุมมลพิษภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่“เรียก-รับสินบน”เฉลี่ยสูงที่สุดใน 10 หน่วยงานภาครัฐ นั้น มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือ การเปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมบูรณาการความร่วมมือ“ภาครัฐ – เอกชน”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือว่าเป็นขั้นตอนต่อเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอนุทินได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง“คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ“คตท.”
คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ก็เป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเช่น อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และรวมทั้งองค์กรภาคเอกชน เช่น ประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ, ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ, ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เป็นต้น
จะอะไรก็ตาม จากที่เคยเห็นมานักต่อนัก ตั้งแต่สมัยรัฐบาล“พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ”หลังรัฐบาล“พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”เรื่อยมา นับจนถึง พ.ศ.นี้ ก็กว่า 35 ปีล่วงมาแล้ว ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า พอเรื่องซาลง ก็ค่อยๆ เลือนหายเหลือแต่ความว่างเปล่า โดยที่กรรมการ“คตท.”ชุดนี้ จะเป็นได้ก็เพียงแค่“ยันต์กันผี”เท่านั้น
ทำไมถึงเป็นได้ก็เพียงแค่“ยันต์กันผี” นั่นก็เพราะอำนาจหน้าที่ของ“คตท.” ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อนั้น ไม่ได้“วิเศษ”ถึงกับจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่เป็น“มะเร็งร้าย”ของบ้านเมืองนี้ให้ทุเลาเบาบางลงได้ อ่านดูแล้วก็งั้นๆ เหมือนกับงาน“รูทีน”ของหน่วยงานราชการหลักที่มีอยู่แล้ว
เช่นว่า มีอำนาจ“เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)”
อ่านแล้วก็“ลอยมาก” และสุดท้ายก็ไปจบที่คณะรัฐมนตรี ซึ่งทุกวันนี้ทุกปัญหาจากทุกกระทรวง-กรม ก็ต้องไปจบที่คณะรัฐมนตรีเช่นกัน ดังนั้น จึงนอกจากจะเป็นงาน“รูทีน”แล้ว ก็ยังซ้ำซ้อนอีก มิหนำซ้ำยังเปลืองงบประมาณ เปลืองค่าเบี้ยเลี้ยง สำหรับจ่ายให้แก่คณะกรรมการ“คตท.” และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานชุดต่างๆ ที่จะมีการแต่งตั้งตามมาอีก
อย่างไรก็ตาม ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล แน่จริงและมีความมุ่งมั่นที่จะปราบทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่พูด ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพหรือ“ซื้อเวลา” เรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าซึ่งจะต้องทำในตอนนี้ทันที ก็คือ ต้องจัดการเรื่อง“ภาษีหุ้นชินคอร์ป” ที่นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร จะต้องจ่ายคืนให้แก่กรมสรรพากร จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ 17,629 ล้านบาท ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568
และรวมทั้งของ“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”ที่เวลานี้หนีคดีโกงชาติโกงแผ่ดินอยู่ในต่างประเทศ โดยมีโทษติดตัว 5 ปี ไม่รอลงอาญา ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท หรือตัวเลขทั้งสิ้น 10,028 ล้านบาท จาก“คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว” ในส่วนของการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568
บรรทัดนี้ จึงขอเรียกร้องว่า หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล คิดจะปราบคอร์รัปชันจริงๆ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ หรือ“วิ่งวน-เด้งเชือก”เหมือนนักมวยที่หวังจะประคองเพียงเพื่อชกให้ครบยก ก็ต้องจัดการให้สะเด็ดน้ำด้วยการเร่งบังคับคดีกับ“พี่น้องโคตรโกง”คู่นี้
เพราะเชื้อโรคของ“คอร์รัปชัน”ที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศนี้ และปราบยากปราบเย็น ประการสำคัญก็เนื่องจากนักการเมืองเป็น“พวกเดียวกัน” จึงไม่กล้าเด็ดขาด กลัวว่าจะ“ลูบหน้าปะจมูก” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

SME D Bank คิกออฟ‘มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ’ กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
เตรียมความพร้อม! ผบ.กกล.สุรสีห์ ลงพื้นที่ ฐป.ต้นแม่น้ำสุริยะ รับมอบภารกิจ
นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า
การันตีความมันส์ จีจ้า ญาณิน กับผลงานแอ็กชันสุดเดือด The Furious คนเดือดระห่ำ
ฉุนแม่ไม่เช่าคอนโดหรูเดือนละ 2.7 หมื่น หนุ่ม 29 ขับเก๋งพุ่งตกสระน้ำกลางจุฬาฯ ประชด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี