533.jpg
อัษฎางค์ ฟาด ปชน.! บิดเบือนเจตนาองคมนตรี

อัษฎางค์ ฟาด ปชน.! บิดเบือนเจตนาองคมนตรี

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

20 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โพสต์ของพรรคประชาชน ชวนให้ตั้งคำถามว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งใส่ร้ายหรือสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี หรือไม่?

นี่เราต้องสอนวิชาการเมืองการปกครองให้กับพรรคประชาชนใช่ไหม?


#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

โพสต์ของพรรคประชาชน ไม่ได้ผิดตรงที่ “ตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม” เพราะในระบอบประชาธิปไตยตั้งคำถามได้ แต่บิดเบือนตรงที่เอา “การร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใย” ไปตีความเป็น “การแทรกแซง/มีอิทธิพล/เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ

รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าองคมนตรีห้ามรับฟัง ห้ามร่วมสังเกตการณ์ ห้ามให้ข้อห่วงใย หรือห้ามสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน

รัฐธรรมนูญมาตรา 10 กำหนดว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 12 กำหนดข้อห้ามสำคัญคือ องคมนตรีต้องไม่เป็น สส., สว., ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น เป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง หรือแสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ๆ

จุดนี้สำคัญมาก ข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญคือ “ไม่ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือฝักใฝ่พรรคการเมือง” ไม่ใช่ “ห้ามเกี่ยวข้องกับงานสาธารณะทุกชนิด”

ภัยแล้งไม่ใช่นโยบายหาเสียงของพรรคใด แต่เป็นสาธารณภัยที่กระทบประชาชน การให้ข้อห่วงใยเรื่องน้ำ อาหาร กลุ่มเปราะบาง และการบรรเทาทุกข์ จึงไม่ควรถูกเหมารวมทันทีว่าเป็น “บทบาททางการเมือง”

รัฐธรรมนูญมาตรา 2 ระบุว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แปลว่า ระบอบการปกครองของไทยไม่ใช่ “ฝ่ายบริหารทำงานโดดเดี่ยวโดยห้ามสถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน” แต่คือระบอบที่อำนาจบริหารต้องอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีฐานะประมุขของรัฐ และมีพระราชกรณียกิจด้านการบรรเทาทุกข์ ประชาชน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่ในโครงสร้างของไทย

บทความจึงบิดด้วยการทำเหมือนว่า “ความห่วงใยต่อประชาชนจากฝ่ายสถาบัน” เท่ากับ “การแทรกแซงอำนาจบริหาร” ทั้งที่สองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ในทางรัฐธรรมนูญ ความรับผิดทางการเมืองยังอยู่ที่รัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้สั่งการ เป็นผู้จัดงบประมาณ เป็นผู้กำหนดมาตรการ และเป็นผู้ต้องตอบสภา

หลักนี้ชัดจากระบบรัฐสภา คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนบริหารราชการแผ่นดิน และรัฐสภามีบทบาทอภิปราย ซักถาม ตรวจสอบ รวมถึงการตั้งกระทู้หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามนโยบายหรือบริหารล้มเหลว

ดังนั้น แม้รัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เชี่ยวชาญ หรือองคมนตรี เมื่อรัฐบาลนำไปปฏิบัติแล้ว ความรับผิดชอบยังอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้หายไปไหน

การรับฟังคำแนะนำ ≠ การโอนอำนาจบริหาร

การให้ข้อห่วงใย ≠ การออกคำสั่ง

การน้อมนำแนวพระราชดำริ ≠ การยกเลิกความรับผิดของ ครม.

บทความใช้ภาษาหลายจุดที่ทำให้ผู้อ่านตีความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หรือองคมนตรีกำลังเป็น “อำนาจจริง” เหนือรัฐบาล เช่น

“ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง”

“ผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรง”

“คำแนะนำกลายสภาพเป็นข้อสั่งการ”

“รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร”

นี่ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามเรื่อง protocol แต่เป็นการสร้าง narrative ว่า มีอำนาจนอกระบบกำลังแทรกการบริหารประเทศ

ปัญหาคือ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่รองรับได้แค่ “มีองคมนตรีร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใยในการประชุมภัยแล้ง” แต่บทความลากไปถึง “ใครบริหารประเทศตัวจริง” ซึ่งเป็นการยกระดับข้อกล่าวหาเกินหลักฐานอย่างมาก

บทความบอกว่าอยากรักษาความเป็นกลางของสถาบัน แต่ภาษาที่ใช้กลับทำให้สถาบันถูกมองในทางลบว่าเป็นแหล่งอำนาจที่กดทับรัฐบาลและข้าราชการ

บทความที่เป็นโพสต์ของพรรคประชาชน สรุปเชิงกล่าวหาว่ารัฐบาล “มิบังควร” และ “เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตย” ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจบริหารโดยองคมนตรี หรือมีคำสั่งจากสถาบันแทน ครม.

เป็นการบิดเบือนด้วยการเอา “การร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใยต่อภัยแล้ง” ไปแปลงความหมายเป็น “การแทรกแซงฝ่ายบริหาร” โดยไม่มีหลักฐานเรื่องคำสั่ง อำนาจบังคับ หรือการโอนความรับผิดชอบจากรัฐบาลไปสู่องคมนตรี

ที่สำคัญ บทความไม่ได้แค่ตรวจสอบรัฐบาล แต่สร้างภาพว่าองคมนตรีและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจเงาที่ทำให้ข้าราชการปฏิเสธไม่ได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางการระบุชัดว่า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม และรัฐบาลยังเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ

“การตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมทำได้ แต่การลากจากคำว่า ‘คำแนะนำ’ ไปสู่ข้อกล่าวหาว่า ‘ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง’ โดยไม่มีหลักฐาน คือการบิดเบือนระบอบการปกครอง และทำให้สถาบันถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม”

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top