วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
20 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โพสต์ของพรรคประชาชน ชวนให้ตั้งคำถามว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งใส่ร้ายหรือสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี หรือไม่?
นี่เราต้องสอนวิชาการเมืองการปกครองให้กับพรรคประชาชนใช่ไหม?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
โพสต์ของพรรคประชาชน ไม่ได้ผิดตรงที่ “ตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม” เพราะในระบอบประชาธิปไตยตั้งคำถามได้ แต่บิดเบือนตรงที่เอา “การร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใย” ไปตีความเป็น “การแทรกแซง/มีอิทธิพล/เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าองคมนตรีห้ามรับฟัง ห้ามร่วมสังเกตการณ์ ห้ามให้ข้อห่วงใย หรือห้ามสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน
รัฐธรรมนูญมาตรา 10 กำหนดว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 12 กำหนดข้อห้ามสำคัญคือ องคมนตรีต้องไม่เป็น สส., สว., ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น เป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง หรือแสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ๆ
จุดนี้สำคัญมาก ข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญคือ “ไม่ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือฝักใฝ่พรรคการเมือง” ไม่ใช่ “ห้ามเกี่ยวข้องกับงานสาธารณะทุกชนิด”
ภัยแล้งไม่ใช่นโยบายหาเสียงของพรรคใด แต่เป็นสาธารณภัยที่กระทบประชาชน การให้ข้อห่วงใยเรื่องน้ำ อาหาร กลุ่มเปราะบาง และการบรรเทาทุกข์ จึงไม่ควรถูกเหมารวมทันทีว่าเป็น “บทบาททางการเมือง”
รัฐธรรมนูญมาตรา 2 ระบุว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
แปลว่า ระบอบการปกครองของไทยไม่ใช่ “ฝ่ายบริหารทำงานโดดเดี่ยวโดยห้ามสถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน” แต่คือระบอบที่อำนาจบริหารต้องอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีฐานะประมุขของรัฐ และมีพระราชกรณียกิจด้านการบรรเทาทุกข์ ประชาชน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่ในโครงสร้างของไทย
บทความจึงบิดด้วยการทำเหมือนว่า “ความห่วงใยต่อประชาชนจากฝ่ายสถาบัน” เท่ากับ “การแทรกแซงอำนาจบริหาร” ทั้งที่สองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ในทางรัฐธรรมนูญ ความรับผิดทางการเมืองยังอยู่ที่รัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้สั่งการ เป็นผู้จัดงบประมาณ เป็นผู้กำหนดมาตรการ และเป็นผู้ต้องตอบสภา
หลักนี้ชัดจากระบบรัฐสภา คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนบริหารราชการแผ่นดิน และรัฐสภามีบทบาทอภิปราย ซักถาม ตรวจสอบ รวมถึงการตั้งกระทู้หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามนโยบายหรือบริหารล้มเหลว
ดังนั้น แม้รัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เชี่ยวชาญ หรือองคมนตรี เมื่อรัฐบาลนำไปปฏิบัติแล้ว ความรับผิดชอบยังอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้หายไปไหน
การรับฟังคำแนะนำ ≠ การโอนอำนาจบริหาร
การให้ข้อห่วงใย ≠ การออกคำสั่ง
การน้อมนำแนวพระราชดำริ ≠ การยกเลิกความรับผิดของ ครม.
บทความใช้ภาษาหลายจุดที่ทำให้ผู้อ่านตีความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หรือองคมนตรีกำลังเป็น “อำนาจจริง” เหนือรัฐบาล เช่น
“ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง”
“ผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรง”
“คำแนะนำกลายสภาพเป็นข้อสั่งการ”
“รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร”
นี่ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามเรื่อง protocol แต่เป็นการสร้าง narrative ว่า มีอำนาจนอกระบบกำลังแทรกการบริหารประเทศ
ปัญหาคือ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่รองรับได้แค่ “มีองคมนตรีร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใยในการประชุมภัยแล้ง” แต่บทความลากไปถึง “ใครบริหารประเทศตัวจริง” ซึ่งเป็นการยกระดับข้อกล่าวหาเกินหลักฐานอย่างมาก
บทความบอกว่าอยากรักษาความเป็นกลางของสถาบัน แต่ภาษาที่ใช้กลับทำให้สถาบันถูกมองในทางลบว่าเป็นแหล่งอำนาจที่กดทับรัฐบาลและข้าราชการ
บทความที่เป็นโพสต์ของพรรคประชาชน สรุปเชิงกล่าวหาว่ารัฐบาล “มิบังควร” และ “เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตย” ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจบริหารโดยองคมนตรี หรือมีคำสั่งจากสถาบันแทน ครม.
เป็นการบิดเบือนด้วยการเอา “การร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อห่วงใยต่อภัยแล้ง” ไปแปลงความหมายเป็น “การแทรกแซงฝ่ายบริหาร” โดยไม่มีหลักฐานเรื่องคำสั่ง อำนาจบังคับ หรือการโอนความรับผิดชอบจากรัฐบาลไปสู่องคมนตรี
ที่สำคัญ บทความไม่ได้แค่ตรวจสอบรัฐบาล แต่สร้างภาพว่าองคมนตรีและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจเงาที่ทำให้ข้าราชการปฏิเสธไม่ได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางการระบุชัดว่า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม และรัฐบาลยังเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ
“การตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมทำได้ แต่การลากจากคำว่า ‘คำแนะนำ’ ไปสู่ข้อกล่าวหาว่า ‘ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง’ โดยไม่มีหลักฐาน คือการบิดเบือนระบอบการปกครอง และทำให้สถาบันถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม”
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี