546.jpg
บ้าน ความรัก และธรรมมะ ของ ธาม สมุทรานนท์

บ้าน ความรัก และธรรมมะ ของ ธาม สมุทรานนท์

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.46 น.

บ้าน ความรัก และธรรมมะ ของ ธาม สมุทรานนท์

“ผมฝึกนั่งสมาธิตั้งแต่เด็ก อ่านหนังสือคำสอนของพระอาจารย์หลายๆ ท่าน ถึงแนวทางในการดำเนินชีวิต แต่พอถึงเวลาที่มีปัญหาใหญ่เข้ามาในชีวิต ผมกลับรู้สึกจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ ทั้งที่เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยศึกษาธรรมมะมาก่อน ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าเราแค่ศึกษาอย่างเดียว แต่เราไม่ได้ฝึกจิตใจของเราเข้มแข็งพอที่จะตั้งรับกับปัญหานั้น” ธาม สมุทรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ภูริพราวด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด เล่าถึงชีวิตช่วงหนึ่งที่ประสบปัญหา จนต้องใช้ธรรมมะช่วยให้ผ่านพ้นคืนวัน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนกระวนกระวายใจเหล่านั้นมาได้


#ธรรมะพัฒนาชีวิต

ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2562 ธาม ได้เริ่มทำโครงการหมู่บ้านจัดสรร ตามความฝันที่เคยตั้งไว้ เขาวางแผนดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและรัดกุมเช่นเดียวกับนักธุรกิจรุ่นใหม่มากความสามารถ ด้วยความคาดหวังว่าโครงการจะประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเขา วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี เริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กระทบอย่างรุนแรงในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทุกอย่างหยุดดำเนินการเป็นเวลาหลายเดือน ความเครียด ความทุกข์ใจ คือสิ่งที่ธาม และผู้ประกอบการทุกคนในช่วงเวลานั้นต้องแบกรับ

“ตอนนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ผมคาดหวังกับโครงการนี้มาก ผมนำที่ดินของคุณพ่อมาทำโครงการหมู่บ้านจัดสรร มีแผนกู้เงินธนาคารมาลงทุน แต่พอมีวิกฤตโควิดทุกอย่างปิดหมด แม้กระทั่งกรมที่ดินที่ผมจะต้องติดต่อทำเรื่องเอกสารราชการ ก็ไม่เปิดให้ติดต่อได้ตามช่องทางปรกติ ตอนนั้นเครียดมากทำอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างหยุดชะงักหมด รู้สึกทุกข์ แต่ไม่สามารถจัดการกับความทุกข์ และความคิดในช่วงเวลานั้นได้ แม้ผมจะเคยฝึกนั่งสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ มาก็มากแต่พอมาเจอของจริง จิตใจเรากลับอ่อนแอกว่าที่คิด

สิ่งที่ผมขาดไปตอนนั้นคือเรื่องของปล่อยวาง เรารู้ทุกอย่าง รู้ความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เราปล่อยวางไม่ได้ ในโลกนี้มีสิ่งที่ควบคุมได้ กับ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ก็ต้องปล่อยวางไปแบบนั้น แต่การปล่อยวางสำหรับผมไม่ใช่การปล่อยทิ้ง ปล่อยวางก็จริงแต่ยังมีงานและความรับผิดชอบที่ทำอยู่ ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว เราทำเต็มที่แล้ว สิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม ก็เป็นเรื่องของสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราจะไม่เก็บมาคิด เราจะรู้ว่าเวลาไหนควรคิด เวลาไหนที่ควรไม่คิด

ธรรมะคือศิลปะในการบริหารจิตใจตัวเอง หากเราปรุงแต่งจิตมากเกินไป เราจะฟุ้งซ่าน กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งธรรมะเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ดีมาก ช่วยทำให้เรารู้จักการปล่อยวาง พอฝึกแล้วสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ เวลากลับบ้านเราไม่เอาใจเรื่องงานกลับมาด้วย ได้ทำสิ่งที่ควรทำอย่างดูและคนในครอบครัว ดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่เอาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และจมอยู่กับงานตลอดเวลา ” ธาม กล่าวถึงการศึกษาธรรมมะและการนั่งสมาธิ ที่ช่วยทำให้เขาผ่านพ้นวิกฤตและยังใช้จนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเวลาว่างๆ เขาจะไปปฏิบัติธรรมตามวัดสายวิปัสนาในต่างจังหวัด เพื่อขับรถออกไปดูธรรมชาติ ได้อยู่กับตัวเอง ธาม เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งได้ไปปฏิบัติธรรมในวัดที่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องนอนในกุฏิพระที่ไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย มีเพียงเสื้อผ้าและเครื่องนอน อยู่กับชีวิตแบบเรียบง่าย กินข้าวมื้อเดียว เดิมตามพระออกไปบิณฑบาต พอเราไม่ได้แบกของอะไรไปเยอะ ก็เหลือพื้นที่ในใจให้คิดย้อนกลับว่าในชีวิตที่ผ่านมาเราทำสิ่งที่ดีมากพอหรือยัง มีอะไรที่เราผิดพลาดต้องแก้ไขปรับปรุงบ้าง ธรรมมะจึงไม่ได้เพียงแค่เรื่องการบริการจิตใจ แต่ยังทำให้เราเปิดใจที่จะรับฟังผู้อื่น ปล่อยวางอีโก้ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำงาน ยิ่งมีภาระเยอะ เราจะโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำ โดยอาจจะไม่ได้กลับมามองตัวเองว่ามีข้อเสีย หรือขาดตกบกพร่องอะไรไปหรือเปล่า เราทำดีกับคนในครอบครัวพอหรือยัง ในเรื่องหน้าที่การงานการตัดสินใจ การวางตัวเราเป็นอย่างไร ในหลักพระพุทธศาสนา ที่น่ากลัวที่สุด ก็คืออีโก้ การมีอัตตา หรือการยึดมั่นถือมั่นในตน หากเรามีอีโก้ เราจะไม่ย้อนหันกลับมามองตัวเอง ไม่ยอมรับความผิดพลาด คิดว่าตัวเองเก่งเสมอ นำไปสู่การไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กลายเป็นน้ำเต็มแก้วที่ไม่สามารถพัฒนาได้

#ประวัติศาสตร์ คืออดีตที่ชี้ทางอนาคต

มีคำกล่าวว่าหนังสือประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวในอดีต แต่ยังเป็นเครื่องมือนำทางผู้คนไปสู่อนาคตที่ถูกต้อง

ธาม มีความชอบ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งงานด้านการออกแบบบ้านและที่อยู่อาศัย แต่ในขณะเดียวกันตัวเขาเองก็ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ การเมือง เหตุการณ์สำคัญ และชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก แต่เมื่อถึงเวลาเลือกเรียนต่อด้านใดด้านหนึ่ง เขาเลือกศึกษาต่อด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน และต่อปริญญาโท ในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า “ความรู้ที่ได้จากประวัติศาสตร์ จะช่วยให้เรารู้วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เสมอ”

“ไม่ว่าสังคมและเทคโนโลยีของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน แต่สุดท้ายปัญหาต่างๆ ของมนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ไม่มีปัญหาใดที่เป็นปัญหาใหม่ ประวัติศาสตร์มนุษย์ได้บันทึกเรื่องราว การตัดสินใจแก้ไขของมนุษย์ และผลที่ตามมา ไว้ทั้งหมดแล้ว หากเกิดปัญหาในรูปแบบเดียวกัน แล้วเรายังตัดสินใจผิดพลาดซ้ำรอยเดิม นั่นแสดงว่าเราไม่เคยจดจำบทเรียนความผิดพลาดที่ผ่านมา และคนที่จะเป็นผู้นำที่ดี คือคนที่จะรู้จักการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมที่เคยเป็น

ผมจึงชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะหนังสืออัตชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก อ่านเรื่องราวเส้นทางแห่งความสำเร็จของแต่ละท่านว่าเป็นอย่างไร และเมื่อเจอปัญหาต่างๆ เข้ามาในชีวิตพวกเขาเลือกวิธีการแก้ไขให้ผ่านวิกฤตเหล่านั้นด้วยวิธีการไหน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนคู่มือชีวิตที่เราสามารถเรียนรู้ชีวิตของคนๆ หนึ่ง นำมาปรับใช้กับตัวเองได้ แต่จุดที่ผมชอบอ่านมากที่สุด คือการบรรยายวิถีชีวิตสภาพแวดล้อมในแต่ละยุคสมัย

อยากรู้ว่าคนสมัยก่อนนั้นมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร โดยมองผ่านการเล่าเรื่องของคนในยุคสมัยนั้น ค่านิยม การเดินทาง  อาหารการกิน ภาพเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนความคิดอ่านของผู้คนในแต่ละยุค บ้างก็ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ และบ้างก็เลือนหายไปตามกระแสเวลา เทคโนโลยี และสังคม ทำให้เรารู้ความเป็นมาเป็นไปของสังคมและรากเหง้าของปัญหาที่รอการแก้ไขอย่างถูกต้อง

ซึ่งความชอบเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่จำกัดแค่เพียงหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ผมชอบอ่าน ภาพยนตร์แนวพีเรียด ของทุกชนชาติ ไทย จีน ฝรั่ง ผมชอบทั้งหมด อยากเห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่ ธรรมชาติ ทิวทัศน์ และการเดินทางของผู้คนในสมัยก่อน เวลาที่ต้องออกเดินทางด้วยรถม้า รถไฟ ไม่มีอินเทอร์เนต ยังต้องติดต่อกันผ่านจดหมาย เดินทางไกลข้ามภูเขา เห็นทิวทัศน์ความงดงามของธรรมชาติ ล่องเรือหากันผมคิดว่า เมื่อเทียบกับยุคสมัยปัจจุบันที่มีความสะดวกสบายมากกว่า การใช้ชีวิตในยุคสมัย จึงเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่สะท้อนถึงความใส่ใจ ความพยายามของผู้คน ” ธามกล่าว อย่างเรียบง่าย

#บ้านและความรัก

“ในสมัยเรียนผมเห็นคนที่มีปัญหาเรื่องบ้าน จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทำให้ผมมีความสนใจ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเรื่องบ้านเป็นพิเศษ เพราะบ้านมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของชีวิต เราจะลำบากหรือสบายจุดเริ่มต้นก็อยู่ที่บ้าน คำว่าบ้านมีความหมายเชิงจิตวิญญาณ บ้านคือจุดศูนย์รวมของครอบครัวจุดศูนย์รวมของชีวิต ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ มาถึงรุ่นเรา ที่ใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังหนึ่ง เราอาจจะเกิดและเติบโตในบ้านหลังเดิม จนกระทั่งถึงวัยทำงาน แต่งงาน มีลูก อยู่จนแก่เฒ่า เป็นวัฏจักรชีวิต

ผมจึงมองว่าบ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ปัญหาในปัจจุบันก็คือ คนเข้าถึงบ้านที่มีคุณภาพได้ยาก ด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้น และการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ไม่ค่อยอนุมัติให้คนทั่วไป ทำให้การซื้อบ้านใหม่ที่ดีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” ธาม เล่าถึงความสนใจในการพัฒนาบ้านและที่อยู่อาศัย จากการพบเห็นปัญหา และนำมาสู่การทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของเขาในปัจจุบัน

ในขณะที่เรื่องความรักสำหรับหนุ่มธามแล้ว เขานิยามความรักที่สวยงามไว้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง รูปร่างอาจแตกต่าง แต่ช่วยเติมเต็มให้ภาพนั้นความรักนั้นสมบูรณ์

“ความรัก สำหรับก็เหมือนคนทั่วไปที่เริ่มชอบคนจากรูปร่างหน้าตา แต่พอผ่านการมีความรักมาระดับหนึ่ง เราก็รู้ว่ารูปร่างหน้าตาทำให้เราอยากทำความรู้จัก แต่การที่จะอยู่ด้วยกันได้ในระยะยาวอยู่ที่นิสัยความชอบ การปรับตัวเข้าหากันได้มากน้อยแค่ไหน เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อเข้าหากัน เราอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีบางส่วนที่เราสามารถเข้ากันได้ดี ผมมองว่าความรักมันเป็นแบบนั้นเสมอ การที่เราเข้ากันได้และมีความสุขเติมเต็มซึ่งกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ที่พูดง่าย แต่หาคนที่ใช่ยาก

คนอื่นชอบพูดว่าให้เลือกที่ ฐานะ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน จะไม่ต้องพยายามอะไรมาก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมเจอความสัมพันธ์อย่างที่คนอื่นแนะนำกันทุกรูปแบบ แต่เอาจริงๆ แล้วถ้าเราเจอคนที่ใช่ มันไม่ต้องพยายามอะไรกันมาก ไม่ต้องพยายามทำให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา ไม่ต้องใช้ของแพง ไม่ต้องพาไปกินร้านอาหารหรูหราเท่านั้นถึงจะคู่ควร ความรักที่แท้จริงมักไม่เรียกร้องสิ่งที่ไม่จำเป็น” ธาม กล่าวถึงเรื่องความรักของเขาอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ซึ่งหลังจากนี้เขามีแผนที่เข้าสู่วงการนักการเมือง และการเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการทำ Social Enterprise หรือการทำธุรกิจเพื่อสังคม ตามความฝันที่อยากให้สังคมไทยดีขึ้น อย่างที่เคยตั้งใจไว้เมื่อสมัยยังเป็นนักเรียน

-005

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top