'สะพานเขียว'พลิกโฉม สู่แลนด์มาร์กเชื่อมเมืองระดับโลก พร้อมชูแนวคิด 'ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต'

'สะพานเขียว'พลิกโฉม สู่แลนด์มาร์กเชื่อมเมืองระดับโลก พร้อมชูแนวคิด 'ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต'

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.18 น.
Tag :

รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำทีมสื่อมวลชนสัญจร ลงพื้นที่พาชมเส้นทางสะพานเขียว พร้อมให้ข้อมูลรายละเอียดการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางคนเดิน-ทางจักรยาน เชื่อมระหว่าง  สวนสาธารณะสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ หลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ แก้ปัญหาโครงสร้างทรุดโทรม จุดอับสายตาและแสงสว่างไม่เพียงพอ พร้อมการออกแบบในแนวคิด Universal Design ทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่สาธารณะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
 
กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางคนเดินและทางจักรยานเชื่อมระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ หรือที่รู้จักในชื่อ “สะพานเขียว” ซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 1.6 กิโลเมตร โดยการปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการชุบชีวิตโครงสร้างเดิมที่มีอายุกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย 
รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงรายละเอียดเชิงลึกของโครงการว่า เป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่เป็นการออกแบบใหม่ภายใต้กลยุทธ์ "ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต" เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งเรื่องความปลอดภัย จุดอับสายตา และการเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่สะดวกในอดีต โดยมี 5 มิติใหม่ที่สำคัญ ดังนี้: 
 
1. ภูมิทัศน์และการเชื่อมต่อ: สะพานเขียวไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทางเดิน แต่เป็น "สะพานเชื่อมระบบนิเวศ" ที่เชื่อมปอดขนาดใหญ่สองแห่งคือ สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเชื่อมทางเดินสะพานเขียว ซอยสุขุมวิท 10 – ถนนรัชดาภิเษก, ปรับปรุง Ramp ทางเดิน-ทางจักรยาน เชื่อมสะพานเขียว – ซอยสุขุมวิท 4, ปรับปรุง Ramp เชื่อมสะพานคนเดินข้ามทางด่วนฯ – สะพานเขียว ทั้งงานโครงสร้าง งานเทฐานราก คานคอนกรีต เสริมเหล็ก คานเหล็ก และเสาเหล็ก วางแผ่นพื้น แผนติดตั้งราวบน Ramp เป็นต้น เพื่อช่วยให้โครงข่ายทางเท้าและจักรยานในย่านธุรกิจสำคัญอย่างถนนวิทยุ สารสิน และรัชดาภิเษก มีความต่อเนื่อง ลดการพึ่งพารถยนต์และส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมีการจัดสวนและปลูกพืชพรรณบนสะพาน เพื่อสร้างบรรยากาศ "ป่าในเมือง" (Urban Forest) เช่น พื้นที่ปรับปรุงภูมิทัศน์สะพานลอยข้ามแยกสารสิน ปรับปรุงภูมิทัศน์สะพานลอยข้ามทางพิเศษเฉลิมมหานคร ปรับปรุงภูมิทัศน์สะพานลอยข้ามถนนรัชดาภิเษก และปรับปรุงภูมิทัศน์ทางเดิน – ทางจักรยาน 
 
2. การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design & Inclusion): กทม. ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการเข้าถึงพื้นที่ โดยโครงการได้ดำเนินการติดตั้งลิฟต์โดยสาร บริเวณจุดเชื่อมต่อสำคัญ และสร้างทางลาด (Ramp) ขนาดใหญ่ความยาวกว่า 57 เมตร ที่มีความลาดชันเหมาะสมตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้พิการที่ใช้รถเข็น ผู้สูงอายุ และครอบครัวที่ใช้รถเข็นเด็ก สามารถขึ้นมาใช้พื้นที่พักผ่อนลอยฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกันเป็นครั้งแรก 
 
 
 3. พื้นที่กิจกรรม (Sport & Social Space): ในส่วนของทางเดินและทางจักรยาน ได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุพื้นผิวเป็น Sport Surface ระยะทาง 500 เมตร ที่มีความยืดหยุ่น ลดแรงกระแทก เหมาะสำหรับการวิ่งและการปั่นจักรยานที่ปลอดภัย ทั้งยังปรับปรุงงานโครงสร้าง ปูบล็อกทางเดิน ทำขอบทางเดิน-ทางจักรยานทรายล้าง ระยะทาง 500 เมตร พร้อมติดราว ระยะทาง 1,000 เมตร นอกจากนี้ยังมีการสร้าง "ลานกิจกรรมอเนกประสงค์" เหนือจุดตัดสำคัญ เช่น บริเวณเหนือทางด่วนเฉลิมมหานคร และเหนือคลองไผ่สิงโต เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ จุดเช็กอินถ่ายภาพ และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่โอบล้อมด้วยวิวตึกสูงใจกลางกรุง 
 
4. ปรับเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมสู่ชุมชนเข้มแข็ง (Community Regeneration): หนึ่งในหัวใจของโครงการคือการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณ "ใต้สะพาน" และจุดอับสายตาในย่านชุมชนซอยโปโลและชุมชนร่วมฤดี จากเดิมที่เป็นจุดลับตาและเสื่อมโทรม กทม. ได้ปรับให้กลายเป็นพื้นที่ที่โปร่ง โล่ง และสะอาด โดยมีการจัดสรรพื้นที่ให้ชาวชุมชนสามารถเข้ามาใช้สันทนาการและค้าขายได้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่โดยรอบโครงการ 
 
5. ความปลอดภัยและแสงสว่างอัจฉริยะ (Safety First): เพื่อแก้ปัญหาความกังวลเรื่องอาชญากรรมในอดีต โครงการได้มีการวางระบบไฟฟ้าส่องสว่างใหม่ทั้งหมด ทั้งแบบส่องสว่างบนทางเดินและไฟประดับตกแต่ง พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ตลอดเส้นทางที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ควบคุมของ กทม. โดยตรง ทำให้สะพานเขียวโฉมใหม่สามารถเปิดให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงยามค่ำคืน 
 
กรุงเทพมหานครเชื่อมั่นว่าสะพานเขียวโฉมใหม่นี้ ซึ่งมีกำหนดการดำเนินงานคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569 จะไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเดิม แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร  ที่พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางสีเขียวให้มีความต่อเนื่องและปลอดภัย  ตอบโจทย์การคืนเวลาและสร้างความสุขให้กับประชาชน  เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เดินทางดี ด้วยระบบเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ สิ่งแวดล้อมดี ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง  และ  สุขภาพดี  ผ่านการสร้างพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ให้ที่นี่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงการพัฒนาเมืองที่ยึดเอาความสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะที่ถูกลืมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคน 
 
กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองอันดับ 2 ของเอเชียในรายงาน World’s Best Cities 2026 ด้วยจุดแข็งด้านการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการขยายพื้นที่สีเขียวและโครงข่ายทางเดินเชื่อมสวนสาธารณะ ซึ่ง “สะพานเขียว” หรือ Green Mile ที่เชื่อมสวนเบญจกิติถึงสวนลุมพินี คือภาพสะท้อนความพยายามยกระดับเมืองให้เดินได้ ใช้ได้ และหายใจได้อย่างแท้จริง ความคืบหน้าของการปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งเป้าหมาย ให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่และมีความสุขที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อม 
 
  เป็นศูนย์รวมคนเก่งจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการเข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและยั่งยืน แม้ต้องเผชิญ ความท้าทายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองหนาแน่น กรุงเทพมหานครยังเดินหน้าควบคู่การพัฒนาพื้นที่สีเขียวระดับชุมชนและย่าน ผ่านโครงการสวน 15 นาที  รวมถึงมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนและเจ้าของอาคารร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างโครงข่ายธรรมชาติที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างทั่วถึง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top