วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในยุคที่การซื้อสินค้าและบริการทำได้เพียงปลายนิ้ว บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) ได้กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อโทรศัพท์มือถือ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า อุปกรณ์ไอที ตั๋วเดินทาง บริการสุขภาพและการแพทย์ ไปจนถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคสามารถกดซื้อได้ทันที แล้วค่อยทยอยจ่ายในอนาคต
สำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก BNPL คือความสะดวก เป็นทางเลือกในการแบ่งเบาภาระรายจ่าย และหลายครั้งถูกนำเสนอด้วยข้อความว่า “ผ่อน 0%” หรือ “ไม่มีดอกเบี้ยหากชำระตรงเวลา” แต่ในมุมของนักวิชาการการเงิน ความง่ายของระบบนี้อาจกำลังสร้างคำถามสำคัญต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Millennials และ Gen Z ว่า BNPL เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว หรือกำลังกลายเป็นประตูบานใหม่ที่พาคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรหนี้เร็วขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเรื่องนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลบุตร โกเมนกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) และอาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีการเงิน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ให้สัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ BNPL ผ่านมุมมองของนักวิชาการทางการเงิน
BNPL คืออะไร และทำไมจึงเติบโตเร็วมากในยุคดิจิทัล?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
BNPL หรือ Buy Now, Pay Later คือบริการที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการได้ทันที แล้วแบ่งชำระเป็นงวดในภายหลัง จุดเด่นคือใช้งานง่าย ขั้นตอนสมัครไม่ซับซ้อน อนุมัติรวดเร็ว และมักเชื่อมอยู่กับแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชันที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้ว
สิ่งที่ทำให้ BNPL เติบโตเร็วมาก คือมันตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลโดยตรง คนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับการซื้อของออนไลน์ การชำระเงินผ่านมือถือ และการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็ว เมื่อระบบชำระเงินเสนอทางเลือกให้ “ไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนทันที” ความลังเลในการซื้อจะลดลงอย่างมาก
ในมุมการเงิน BNPL ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงช่องทางชำระเงิน แต่ควรมองว่าเป็น “สินเชื่อระยะสั้น” รูปแบบหนึ่ง เพราะผู้บริโภคได้รับสินค้าในวันนี้ แต่มีภาระต้องจ่ายในอนาคต ดังนั้นหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า BNPL ดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ผู้ใช้เข้าใจหรือไม่ว่าทุกครั้งที่กดใช้ BNPL เท่ากับกำลังสร้างภาระทางการเงินในอนาคต
“ผ่อน 0%” อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าหนี้ไม่มีต้นทุน หลายคนมองว่า BNPL ไม่น่ากังวล เพราะหลายบริการบอกว่าไม่มีดอกเบี้ย หากชำระตรงเวลา อาจารย์เห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
คำว่า “ไม่มีดอกเบี้ย” เป็นข้อความที่ดึงดูดมาก แต่ผู้บริโภคต้องระวังว่า “ไม่มีดอกเบี้ย” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีภาระ” และไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความเสี่ยง” ปัญหาคือ BNPL ทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า การซื้อของวันนี้ยังไม่กระทบเงินในกระเป๋ามากนัก เพราะจ่ายเพียงบางส่วน หรืออาจเริ่มจ่ายในงวดถัดไป ความรู้สึกนี้อาจทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นง่ายกว่าปกติ จากเดิมที่ผู้บริโภคถามตัวเองว่า “เรามีเงินพอไหม” กลายเป็นถามว่า “ค่างวดแรกไหวไหม” นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เพราะการตัดสินใจทางการเงินที่ดีไม่ควรมองแค่ค่างวดแรก แต่ต้องมองภาระรวมทั้งหมด รายได้ในอนาคต ความแน่นอนของงาน เงินสำรองฉุกเฉิน และภาระหนี้อื่นที่มีอยู่แล้ว พูดให้เข้าใจง่าย BNPL ไม่ได้ทำให้เรามีเงินมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกว่า “วันนี้ยังไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน” และความรู้สึกนี้อาจนำไปสู่การบริโภคเกินตัวโดยไม่รู้ตัว
ตลาด BNPL โตเร็วแค่ไหน และสะท้อนอะไรต่อระบบการเงิน มีตัวเลขใดที่สะท้อนว่าตลาด BNPL กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
มีตัวเลขที่น่าสนใจมากครับ ข้อมูลจาก FPO Journal ระบุว่า ตลาด BNPL ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดอาจแตะระดับประมาณ 550,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ขณะที่ Krungsri Research เคยอ้างอิงการประเมินว่า มูลค่าตลาด BNPL ของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 16.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 562,000 ล้านบาท ภายในปี 2028
ในต่างประเทศ ภาพการเติบโตยิ่งชัดเจน รายงานของ Consumer Financial Protection Bureau หรือ CFPB ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า จำนวนสินเชื่อ BNPL จากผู้ให้บริการรายใหญ่ 5 ราย เพิ่มจาก 16.8 ล้านรายการในปี 2019 เป็น 180 ล้านรายการในปี 2021 หรือเพิ่มขึ้นถึง 970% ภายในเวลาเพียง 2 ปี ขณะที่มูลค่าธุรกรรมเพิ่มจาก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า BNPL ไม่ใช่บริการเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของสินเชื่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่การซื้อสินค้า การทำการตลาด และการชำระเงินเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
ความเสี่ยงสำคัญคือ “หนี้เงา” ที่ผู้บริโภคและระบบการเงินอาจมองไม่เห็น อาจารย์ได้พูดถึง BNPL ในฐานะสินเชื่อระยะสั้น แล้วความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคืออะไร?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า “หนี้เงา” หรือ Shadow Debt หมายถึงภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังอาจไม่ถูกสะท้อนอย่างครบถ้วนในระบบข้อมูลเครดิต หรือในกระบวนการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคคนหนึ่งอาจมีรายการผ่อน BNPL หลายรายการพร้อมกันจากหลายแพลตฟอร์ม รายการละไม่มาก เช่น 300 บาท 500 บาท หรือ 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อมองแยกรายการอาจดูไม่เยอะ แต่เมื่อรวมกันอาจกลายเป็นภาระหลายพันบาทต่อเดือน
ปัญหาคือหนี้ก้อนเล็กหลายก้อนมักไม่สร้างแรงกดดันทางจิตใจเท่ากับหนี้ก้อนใหญ่ก้อนเดียว ผู้บริโภคจึงอาจประเมินภาระรวมต่ำกว่าความเป็นจริง และหากข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกบันทึกหรือรายงานในระบบข้อมูลเครดิตอย่างครบถ้วน สถาบันการเงินก็อาจไม่เห็นภาระหนี้ที่แท้จริงของผู้กู้ นี่ทำให้เกิดความเสี่ยงสองชั้น ชั้นแรกคือผู้บริโภคไม่เห็นภาพรวมของตนเอง ชั้นที่สองคือระบบการเงินไม่เห็นภาระหนี้ที่แท้จริงของผู้บริโภค เมื่อทั้งสองฝ่ายมองไม่เห็นหนี้ทั้งหมด การก่อหนี้เกินตัวจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ไม่มีวินัย แต่กำลังอยู่ในระบบที่กระตุ้นให้ใช้จ่ายง่ายขึ้น หลายครั้งเมื่อพูดถึงหนี้คนรุ่นใหม่ สังคมมักมองว่าเกิดจากการใช้เงินไม่เป็น อาจารย์คิดอย่างไร?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
ผมคิดว่าเราต้องระวังมากในการอธิบายปัญหานี้ การบอกว่าคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เพราะไม่มีวินัยทางการเงิน อาจเป็นการอธิบายที่ง่ายเกินไปและไม่เห็นโครงสร้างรอบตัวเขา คนรุ่นใหม่เติบโตในบริบทที่ค่าครองชีพสูง รายได้เริ่มต้นไม่มาก ความมั่นคงในการทำงานลดลง และแรงกดดันจากโลกออนไลน์สูงมาก การตลาดดิจิทัลสามารถส่งโฆษณาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ สินค้าที่ปรากฏบนหน้าจอจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ถูกออกแบบให้ตรงกับความสนใจ พฤติกรรม และอารมณ์ของผู้บริโภคแต่ละคน
เมื่อโฆษณาที่ตรงใจมาพร้อมปุ่ม “ผ่อนชำระ” หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” แรงต้านในการซื้อจะลดลงมาก ผู้บริโภคอาจไม่ได้วางแผนจะซื้อ แต่เมื่อเห็นว่าแบ่งจ่ายได้และค่างวดไม่สูง ก็อาจตัดสินใจทันที ดังนั้นเราควรเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมคนรุ่นใหม่ใช้เงินไม่เป็น” เป็น “ระบบการเงิน การตลาด และแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังออกแบบสภาพแวดล้อมการใช้จ่ายให้คนรุ่นใหม่ก่อหนี้ง่ายเกินไปหรือไม่”
ประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือน และBNPLในบริบทประเทศไทย อาจารย์มีมุมมองอย่างไร?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 86.8% แม้จะลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังสูงกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 80% ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเองระบุว่าหนี้ครัวเรือนระดับสูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตระยะยาว และอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
เมื่อประเทศมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว การเพิ่มช่องทางก่อหนี้ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางที่อาจยังไม่สะท้อนในระบบข้อมูลเครดิตอย่างครบถ้วน จึงเป็นประเด็นที่ต้องระวัง นอกจากนี้ รายงานของ คิด for คิดส์ ร่วมกับ สสส. และ 101 PUB ระบุว่า เด็กและเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 25 ปี กว่า 6.2 ล้านคน หรือประมาณ 61% อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ และครัวเรือนเด็กและเยาวชนที่มีหนี้ต้องใช้รายได้เฉลี่ยประมาณ 19.9% ต่อเดือนในการชำระหนี้ ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้เริ่มชีวิตทางการเงินจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากครัวเรือนที่มีภาระหนี้อยู่แล้ว หากเข้าสู่ระบบสินเชื่อใหม่ ๆ โดยขาดความเข้าใจเรื่องภาระผ่อนรวม ก็อาจทำให้ความเปราะบางทางการเงินสะสมเร็วขึ้น
BNPL ใช้ได้หรือไม่ และควรใช้อย่างไรไม่ให้กลายเป็นกับดัก และควรระวังอะไร?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
ผมไม่คิดว่าเราควรมอง BNPL เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะหากใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น มีการวางแผน และชำระตรงเวลา BNPL อาจช่วยบริหารกระแสเงินสดระยะสั้นได้ แต่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจว่า BNPL คือหนี้ ไม่ใช่รายได้เสริม กฎง่าย ๆ คือ ก่อนใช้ BNPL ต้องตอบตัวเองให้ได้ 5 ข้อ 1. สินค้านี้จำเป็นจริงหรือเป็นเพียงความอยากชั่วคราว 2. ถ้าต้องจ่ายเต็มจำนวนวันนี้ ยังอยากซื้ออยู่หรือไม่ 3. รวมค่างวดทั้งหมดต่อเดือนแล้วกินสัดส่วนรายได้มากเกินไปหรือไม่ 4. หากรายได้เดือนหน้าลดลง ยังชำระไหวหรือไม่ 5. มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอหรือยัง ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ผู้บริโภคควรชะลอการซื้อ เพราะปัญหาของ BNPL ไม่ได้เกิดตอนกดซื้อ แต่เกิดตอนที่ค่างวดหลายรายการมารวมกันในเดือนถัดไป
ในเชิงนโยบาย อาจารย์คิดว่าควรมีแนวทางกำกับ BNPL อย่างไร?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
โจทย์ของภาครัฐไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรมทางการเงิน แต่คือการกำกับให้เกิดความรับผิดชอบและไม่สร้างภาระหนี้เกินตัวแก่ผู้บริโภค ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เรื่องแรก ต้องกำหนดให้ BNPL อยู่ภายใต้หลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending ผู้ให้บริการควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ BNPL หลายรายการพร้อมกัน เรื่องที่สอง ควรพัฒนาระบบรายงานข้อมูล BNPL เข้าสู่ฐานข้อมูลเครดิตหรือระบบข้อมูลกลางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ให้สินเชื่อมองเห็นภาระหนี้จริงของผู้บริโภคมากขึ้น แต่ต้องออกแบบอย่างสมดุล ไม่ทำให้ผู้ที่ใช้และชำระดีเสียโอกาสทางการเงินโดยไม่จำเป็น เรื่องที่สาม ต้องกำกับการโฆษณาและการสื่อสารทางการตลาด ไม่ควรใช้ข้อความที่ทำให้การก่อหนี้ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยง เช่น “ใครก็ผ่อนได้” “ไม่เช็กเครดิต” หรือ “ซื้อได้โดยไม่กระทบเงินในกระเป๋า” เพราะข้อความเหล่านี้อาจลดทอนความระมัดระวังของผู้บริโภค และสุดท้าย ต้องยกระดับ Financial Literacy ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา ไม่ใช่สอนเพียงการออม แต่ต้องสอนเรื่องการใช้เครดิต การคำนวณภาระผ่อนรวม การอ่านเงื่อนไขสินเชื่อ การแยกความจำเป็นออกจากความต้องการ และการสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
หากสรุปสั้น ๆ อาจารย์อยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังใช้ BNPL?
ผศ.ดร.กุลบุตร:
ผมอยากฝากว่า BNPL เป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่รายได้ และไม่ใช่เงินฟรี ทุกครั้งที่กดใช้ BNPL เท่ากับเรากำลังดึงรายได้ในอนาคตมาใช้ในวันนี้ คำถามว่า BNPL กำลังพาคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรหนี้หรือไม่ อาจไม่มีคำตอบเดียว เพราะเครื่องมือนี้จะเป็นประโยชน์หรือเป็นกับดัก ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบ การกำกับดูแล และวินัยของผู้ใช้ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ BNPL ทำให้การก่อหนี้เกิดขึ้นง่ายขึ้น เร็วขึ้น และบางครั้งมองไม่เห็นชัดเท่าสินเชื่อแบบเดิม ในฐานะอาจารย์และนักวิชาการการเงิน ผมมองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การห้ามใช้ BNPL แต่คือการทำให้ผู้บริโภค “เห็นหนี้ก่อนกดซื้อ” และทำให้ระบบการเงิน “เห็นภาระหนี้จริงก่อนอนุมัติสินเชื่อ” เพราะในโลกการเงินยุคดิจิทัล สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่หนี้ก้อนใหญ่ที่เรามองเห็น แต่คือหนี้ก้อนเล็กจำนวนมากที่ค่อย ๆ สะสม จนวันหนึ่งกลายเป็นภาระที่จ่ายยากกว่าที่คิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี