Thailand RISE Fund : รีแบรนด์กองทุนวิจัยไทย ปลดล็อกงานวิชาการสู่ 'เศรษฐกิจนวัตกรรม'

Thailand RISE Fund : รีแบรนด์กองทุนวิจัยไทย ปลดล็อกงานวิชาการสู่ 'เศรษฐกิจนวัตกรรม'

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

Thailand RISE Fund : รีแบรนด์กองทุนวิจัยไทย ปลดล็อกงานวิชาการสู่ 'เศรษฐกิจนวัตกรรม'

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานฟอรัมระดับประเทศ “Thailand RISE Fund Forum : RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัป ครั้งที่ 3” ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เพื่อปลดล็อกงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเวทีนี้ถือเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญสำหรับนักวิจัยในภาคกลางและภาคตะวันออก หลังจากที่ได้เดินสายสร้างความเข้าใจในบทบาทใหม่ของกองทุนมาแล้วในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ


ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน คือการเปลี่ยนงานวิจัยจากผลงานทางวิชาการให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงระบบที่ค้นหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับประเทศ โดยจุฬาฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่เพียงเป็นพื้นที่บ่มเพาะองค์ความรู้ แต่พร้อมบ่มเพาะทุนมนุษย์คุณภาพสูงให้เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งการสนับสนุนจาก Thailand RISE Fund ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกงานวิจัยออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้ประโยชน์จริงที่จับต้องได้ ทั้งในระดับนโยบายและระดับชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและแข่งขันได้บนพื้นฐานเศรษฐกิจนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระบุว่า การพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ จำเป็นต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงนโยบายไปจนถึงการสนับสนุนทุนวิจัยเชิงเป้าหมายที่เชื่อมโยงผลลัพธ์สู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยเวที Thailand RISE Fund Forum นี้ถือเป็น "พื้นที่กลาง" ในการสานพลังสื่อสารและเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่ายกว่า 300 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและพลังใจให้นักวิจัยผลิตงานที่ตอบโจทย์นวัตกรรมไทยแบบก้าวกระโดด เพราะการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือ หัวใจสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์ความรู้ แต่เป็นเครื่องมือยกระดับประเทศและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

ด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. เปิดเผยว่า การรีแบรนด์ “กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.)” สู่ชื่อใหม่ Thailand RISE Fund ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่เป็นการปรับบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ จากการเป็นแหล่งทุนสนับสนุนงานวิชาการ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ที่ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Research, Innovation, Science Excellence และ Ecosystem เพื่อปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะมิติ Ecosystem ที่เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ รัฐ และชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมทั้งระบบ

“แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาปริมาณงานวิจัยไทยจะเติบโตขึ้นกว่า 2.8 เท่า โดยมีการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกกว่า 20,000 ชิ้นต่อปี แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนจาก “ปริมาณ” ให้เป็น “คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม” เพื่อไม่ให้งานวิจัยอยู่เพียงบนหอคอยงาช้าง แต่ต้องเป็นตัวกลางเชิงระบบที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับโจทย์เศรษฐกิจจริง และมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่วัดผลกระทบได้ (Proof of Impact) มากกว่าจำนวนบทความตีพิมพ์ เป้าหมาย คือ การสร้างธุรกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่บนฐานความรู้ไทย โดยยุทธศาสตร์สำคัญของ Thailand RISE Fund คือ การลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้าถึงข้อมูล และเกิดเครือข่ายพัฒนาโครงการร่วมกันตามบริบทเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ สะท้อนการปรับโครงสร้างจากระบบรวมศูนย์สู่ระบบนิเวศแบบกระจายโอกาส”

ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ Thailand RISE Fund ยังมุ่งสร้างการรับรู้ผ่านการสร้างแบรนดิ้งและสัญลักษณ์กองทุนบนผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นและกล้าที่จะนำโจทย์ปัญหาจริงมาเปลี่ยนเป็นงานวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นให้กับประเทศต่อไป 

ในส่วนของ ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมถึงกลไกการทำงานของกองทุนว่า ภายใต้กองทุนมีงบประมาณสนับสนุนกว่า 20,000 ล้านบาท และมุ่งสู่ 30,000 ล้านบาทในอนาคต มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบอย่างยืดหยุ่น ผ่าน Fundamental Fund ซึ่งเป็นงบประมาณพื้นฐานที่จัดสรรให้แต่ละมหาวิทยาลัยตามขนาดและผลการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยภายใน และ Strategic Fund ทุนสนับสนุนตามกรอบเป้าหมายสำคัญของประเทศ เพื่อต่อยอดงานวิจัยที่มีศักยภาพสู่ระดับยุทธศาสตร์ โดยกองทุนเปิดกว้างให้ทั้งนักวิจัย บุคคลภายนอกจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสะท้อนปัญหาจริงใน 25 ประเด็นหลักของประเทศ ผ่านระบบร่วมลงทุน (Co-investment) เพื่อใช้เงินภาษีประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน 

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นภายใต้กองทุนนี้ มีครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยเชิงนโยบายที่นำไปสู่กฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ไปจนถึงงานวิจัยเชิงพาณิชย์และสาธารณสุขที่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองแบรนด์โทฟุซัง (Tofusan) การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดข้าวไทย รวมถึงนวัตกรรมที่ต้องใช้เวลาวิจัยต่อเนื่องยาวนานอย่างแผ่นปิดกะโหลกไทเทเนียม 3 มิติ และโครงการรากฟันเทียมฝีมือคนไทย ที่ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ จนสามารถบรรจุเข้าสู่สิทธิ์บัตรทอง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยนวัตกรรมไทยในปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเข้าถึงวิถีชีวิตของคนไทยในทุกมิติ

Thailand RISE Fund มุ่งยกระดับงานวิจัยไทยจาก “งานเพื่อวารสาร” สู่ “งานเพื่อประเทศ” โดยเพิ่ม Impact เชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต วางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผู้สนใจสามารถติดต่อ สกสว. pr@tsri.or.th

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top