ผอ.สคทช. ลุยนครศรีธรรมราช ติดตามผลจัดที่ดินทำกิน ‘คทช.’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ควบคู่อนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างสมดุลและยั่งยืน

ผอ.สคทช. ลุยนครศรีธรรมราช ติดตามผลจัดที่ดินทำกิน ‘คทช.’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ควบคู่อนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างสมดุลและยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์  รอง ผอ.สคทช. ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน 

โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการ เชิงบูรณาาการเพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างหลักประกันสิทธิในที่ดินทำกินของราษฎรให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 


โดยมี นายวีระบูลย์ ทรงทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ ๕ (สงขลา) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่ โดยหน่วยงานดังกล่าวถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งนี้ คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมรับฟังรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ป่าชายเลน ณ หมู่ที่ ๑ ตำบลปากนคร อำเภอเมือง และชุมชนบ้านแหลม หมู่ที่ ๑๔ ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดร.ชญานันท์ฯ  เน้นย้ำว่า ข้อมูลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้จะถูกนำไปประมวลผล เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานของ คทช. ให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมีความเปราะบางทางระบบนิเวศ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ น้ำประปา ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น รวมไปถึงการส่งเสริมการฟื้นฟูปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน

ด้านนายเสงี่ยม ตำราเรียง ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดนครศรีธรรมราชได้บรรยายสรุปผลการดำเนินงานการจัดที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าชายเลน พร้อมสะท้อนสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งคณะผู้บริหารได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมชน และหน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์เชิงลึก และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมาย ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พื้นที่ป่าชายเลนหมู่ที่ ๑ ตำบลปากนคร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้มีการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้วจำนวน ๓๓ ไร่ ขณะที่ชุมชนบ้านแหลม หมู่ที่ ๑๔ ตำบลท่าศาลา ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้ดำเนินการออกหนังสืออนุญาตแล้วจำนวน ๘ ไร่ ครอบคลุม ๓๑ ครัวเรือน รวมประชาชนที่ได้รับประโยชน์ ๑๕๕ คน สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย คทช. ที่สามารถยกระดับความมั่นคงในที่ดินทำกิน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ สคทช. ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยส่งเสริมให้ชุมชนที่ได้รับสิทธิในที่ดินเข้ามามีบทบาทในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าชายเลน ซึ่งถือเป็น “เกราะป้องกันธรรมชาติ” ที่สำคัญของประเทศ อันจะช่วยลดการบุกรุกพื้นที่ป่าในอนาคต และส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ทั้งในด้านการประมงพื้นบ้านและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการติดตามผลการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สคทช. ในฐานะหน่วยงานกลางที่เชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมผลักดันให้เกิดต้นแบบการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน” และ “ป่า” อย่างสมดุล ภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูล” อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาวต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top