วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 เวลา 16.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ออกจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช ไปยังชั้นใต้ดิน อาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯกลับไปพักผ่อนพระอิริยาบถ ที่ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะหนึ่ง ตามคำกราบบังคมทูลของคณะแพทย์
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ด้วยสูตรสีโอลด์โรส ทรงโบกพระหัตถ์ ทรงมีพระพักตร์ที่สดใส และทรงโบกพระหัตถ์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมสีฟ้า ทรงมีพระศิริโฉมงดงามมาก พระพักตร์แจ่มใส และทรงโบกพระหัตถ์ แย้มพระสรวลให้กับพสกนิกรที่รอรับเสด็จฯ สร้างความปลาบปลื้มให้กับเหล่าพสกนิกรที่มารอรับเสด็จฯอย่างเนืองแน่น หลายคนถึงกับกลั่นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไว้ไม่อยู่ เพราะถือเป็นศิริมงคลที่เห็นทั้งสองพระองค์ทรงมีพระวรกายแข็งแรง และเสด็จฯ กลับพระราชวังเป็นครั้งแรก จึงพร้อมใจเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" ดังทั่วอาณาบริเวณและตลอดเส้นทางเสด็จฯ
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันที่เสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราช กลับไปประทับ ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน รวมระยะเวลา 3 ปี 10 เดือน ขณะนั้น ทางสำนักพระราชวัง ได้มีแถลงการณ์ เกี่ยวกับพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นระยะๆ รวมทั้งหมด 65 ฉบับ
และออกแถลงการณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระประชวรขณะประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งหมด 14 ฉบับ รวมระยะเวลาที่ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช 1 ปี 10 วัน
ด้าน ศ.คลีนิค นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงพระอาการว่า พระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่า อยู่ในช่วงที่มีพระสุขภาพดี จึงมีพระราชดำริ ที่อยากจะไปประทับที่วังไกลวังวล หัวหิน เพื่อเป็นการเปลี่ยนพระอิริยาบถ ให้ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้น และให้ทรงพระสำราญ เป็นการไปประทับชั่วคราว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ท่านจะเสด็จซักกี่วัน ยังไม่ได้พระราชทานตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ยังถือว่า พระองค์ยังเป็นคนไข้อยู่ คณะแพทย์ทั้งหมดที่ถวายการดูแลอยู่ในปัจจุบัน ก็จะตามไปถวายการดูแลที่วังไกลกังวลด้วย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย อย่างที่พวกเราทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับอยู่ที่ รพ.ศิริราช 3 ปีกับ 10 เดือน ซึ่งวันที่ 19 ก.ย.นี้ ก็จะครบ 4 ปี ที่ผ่านมา พระโรคทั้งหลายอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ว่า จะมีบางช่วงยังมีพระอาการบ้างเป็นครั้งคราว เวลามีพระอาการเป็นครั้งคราว เช่น มีการติดเชื้อเป็นต้น ก็จะทำให้สุขภาพทรุดลง พอเรารักษาดีขึ้นแล้วสุขภาพมันต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกเยอะ เนื่องจากทรงมีพระมายุมากแล้ว อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ บางช่วงของพระองค์เป็นเหมือนคนไข้ที่รอพักฟื้นประมาณนั้น
"อยากให้เข้าใจว่า ทำไมท่านไม่ออกจากโรงพยาบาลสักที ก็คือท่านก็พักฟื้นอยู่ แต่การพักฟื้นของพระองค์ท่านบางทีจะกลับมาเป็นปกติต้องใช้เวลา และถ้ามีภาวะอะไรมาแทรกซ้อนก็จะทรุดไปอีก อันนี้ก็ถือเป็นธรรมชาติของคนที่สูงอายุ"
คณบดีคณะแทพยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวต่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่พระองค์ท่านพระสุขภาพทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดีมาก คณะแพทย์ที่ถวายความปลอดภัยในเรื่องของพระสุขภาพเป็นสำคัญ ทางเราก็ได้ไปเตรียมความพร้อมไว้ที่พระราชวังไกลกังวล เตรียมตั้งแต่เรื่องสถานที่ให้เหมาะกับการที่จะต้องดูแลรักษาพยาบาล เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือไว้เรียบร้อยหมดแล้วมีการเตรียมการไว้หลายวันแล้ว เป็นการเตรียมความความในกรณีที่เกิดปัญหา ขณะเดียวกันเราก็ไปเตรียมโรงพยาบาลที่หัวหินด้วยในกรณีฉุกเฉิน อาจต้องเข้าโรงพยาบาลที่หัวหินก่อนเบื้องต้นก่อนที่จะกลับมา รพ.ศิริราช
"ในเรื่องของความพร้อมเราคิดว่าพร้อมเต็มที่ แพทย์ พยาบาล ก็ได้จัดไปอยู่เวรที่หัวหินเหมือนกับอยู่เวรที่ รพ.ศิริราช ไม่ได้ลดจำนวนลงเลย ถือว่า เป็นการถวายความปลอดภัยในแง่สุขภาพสูงสุด อันนี้ ก็ได้กราบบังคมทูลไปว่า ให้ทรงสบายพระทัยว่า ต่อไปนี้เหมือนว่ามีสองบ้าน หนึ่งคือบ้านศิริราช สองบ้านที่ไกลกังวล ถ้ามีพระราชประสงค์ที่จะไปประทับพระราชวังไกลกังวล จะไปเช้าเย็นกลับหรือว่าจะไปค้างคืนสามคืน ทางศิริราชก็พร้อมที่จะไปถวายการดูแลรักษา และถ้ามีพระราชประสงค์จะกลับมาศิริราช ทางเราก็พร้อมตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้ อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า เนื่องจากทรงมีพระมายุมากแล้ว โอกาสที่จะมีพระอาการอย่างนู้นอย่างนี้ก็เกิดได้ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ช่วงไหนดี ก็อยู่ศิริราชบ้างอยู่ไกลกังวลบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีของทั้งสองพระองค์ โดยเฉพาะช่วงนี้เข้าใจว่า ทุกคนคงอยากเห็นพระศิริโฉม สมเด็จพระนางเจ้าฯ หลังจากที่ทรงพระประชวร ยังไม่ได้ให้ประชาชนได้เห็น ในวันนี้ ก็จะเสด็จพระราชดำเนินด้วย เนื่องจากขณะนี้พระวรกายเป็นปกติ 100 %แล้ว ทรงพระดำเนินได้ สภาพโดยรวมเรียกได้ว่าเกือบเป็นปกติแล้ว
"ถือเป็นข่าวดีในรอบปีที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีทั้งสองพระองค์ เสด็จฯกลับวังไกลกังวล เนื่องจากพระองค์ท่านแข็งแรงมากขึ้นแล้ว และในช่วงที่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่นั้นก็คงจะเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการชั่งหัวมัน ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่านก่อตั้งขึ้นมา
สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้าก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ. หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพสกนิกรจำนวนมากที่ทราบข่าว ต่างนำเสื่อและแผ่นพลาสติกมาปูเพื่อรอรับเสด็จฯตลอดแนวยาว ตั้งแต่ภายใน รพ.ศิริราช ไปจนถึงถนนบวรสถานภิมุข ใกล้กับประตูทางออกโรงพยาบาลติดกับท่าเรือวังหลัง โดยประชาชนส่วนใหญ่ พร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพู และนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมธงชาติและธงตราสัญญาลักษณ์ ภปร.และ สก.เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านประชาชนชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือศรีษะ และโบกสะบัดธงชาติ และธงตราสัญญาลักษณ์ พร้อมเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" ดังทั่วอาณาบริเวณ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดา สัจจะมิตร อายุ 64 ปี อาชีพนักธุรกิจ ถนนมหาจักร เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับอยู่ ณ รพ.ศิริราช ได้เดินทางมาถวายพระพรทุกวันเพื่อติดตามพระอาการ
โดย นายศักดา กล่าวด้วยความปลื้มปิติ ว่า รู้สึกดีใจมาก ที่ได้รับทราบข่าวจะเสด็จฯไปประทับ ณ วังไกลกังวล หัวหิน แสดงให้เห็นว่า พระพลานามัยของทั้งสองพระองค์ทรงแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดี ถือว่าเป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีก็ว่าได้ หากถามว่า รักพระองค์มากแค่ไหน ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นความรู้สึกได้
"สาเหตุที่มาเฝ้าติดตามพระอาการพระองค์ท่านที่ รพ.ศิริราช เกือบทุกวันเป็นเวลากว่า 3 ปี เพราะ พระองค์ท่านเปรียบเสมือนพ่อ เมื่อพ่อป่วยเราในฐานะลูกจะต้องไปดูแลด้วยความห่วงใย ที่สำคัญพระองค์เป็นพ่อของแผ่นดิน ซึ่งตนรักและเทิดทูนเหมือนพ่อของตัวเอง นอกจากจะมาถวายพระพรทุกวันแล้ว ยังสวดมนต์ถวายทั้งที่ รพ.ศิริราช และที่บ้านทุกวัน"
(1).jpg)
นางประทีป วงศ์สุวรรณ์ อายุ 63 ปี ต.หนองค้างพู อ.หนองแขม กทม
ขณะที่ นางประทีป วงศ์สุวรรณ์ อายุ 63 ปี ต.หนองค้างพู อ.หนองแขม กทม. กล่าวว่า พอทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯไปประทับที่วังไกลกังวล ก็รีบเดินทางออกจากบ้านมาถึง รพ.ศิริราช เมื่อเวลา 09.00 น.เพื่อมารอรับเสด็จฯ
"พอทราบข่าวว่าทั้งสองพระองค์หายจากพระอาการประชวรแล้ว และจะเสด็จไปวังไกลกังวล ก็ดีใจมากจนกินข้าวไม่ลงเลย ที่หัวหินอากาศบริสุทธิ์ ก็ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น"
ด้านนางสิริกาจญ เนติวิทย์ อายุ 68 ปี แม่บ้าน ชาวสมุทรปราการ กล่าวว่า มาเฝ้าในหลวงและพระราชินี เป็นประจำ ก่อนหน้านี้มาคนเดียว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ได้รู้จักเพื่อนมากมายที่มารอรับเสด็จที่ รพ.ศิริราช เหมือนกัน พอทราบข่าวว่า พระองค์จะเสด็จกลับวังไกลกังวล ก็รู้สึกดีใจมากที่สุด ก็ตั้งจิตอธิฐานขอให้พระองค์หายจนเป็นปกติและกลับวังได้ รอวันนี้มานานแล้ว วันนี้รีบออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อมารอชื่นชมพระบารมีของพระองค์
สำหรับบรรยากาศการถวายพระพร ที่ศาลาศิริราช 100 ปี รพ.ศิริราช ได้มีคณะต่าง ๆรวมถึงประชาชนทั่วไปพร้อมใจนำพานดอกไม้ แจกันดอกไม้ พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมตั้งจิตรอธิษฐานขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ยิ่ง ๆขึ้นไปเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพสกนิกรตราบนานเท่านาน
อาทิ คณะผู้บริหารพร้อมคณะแพทย์ สถาบันโลหิตแห่งประเทศเวียดนาม, ศ.เกียรติคุณ พลโท นพ.นพดล วรอุไร คณบดีสำนักวิชาแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมคณะผู้บริหาร, กลุ่มสวงส่างฝัน อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ, คณะเทศบาล ต.แวงน่าง จ.มหาสารคาม, คณะข้าราชการและครอบครัว หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารจังหวัดทหารบกราชบุรี, กองวินัยยุทศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์ วีรานตติ เลขานุการคณะกรรมการร้านจิตรลดา พร้อมคณะกรรมการฯ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสำนักพระราชวังได้งดถวายพระพรที่ศาลาศิริราช 100 ปี รพ.ศิริราช แล้ว ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ วังไกลกังวล แล้ว
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2552 โดยสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระปรอท (เป็นไข้) และมีพระอาการอ่อนเพลีย ตลอดจนเสวยพระกระยาหารได้น้อยลง คณะแพทย์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อตรวจหาสาเหตุ พร้อมกับถวายการรักษาด้วยน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต ร่วมกับยาปฏิชีวนะ
ทันทีที่เหล่าพสกนิกรทั่วประเทศและต่างประเทศทราบข่าวพระอาการประชวรก็ต่างห่วงใยเดินทางมาเฝ้าติดตามพระอาการพร้อมถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระวรกายที่แข็งแรงโดยเร็ว ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช กันอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับรักษาพระวรกาย อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้มีขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป และโปรดเกล้าฯคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ เฝ้าฯถวายรายงานเพื่อป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงโปรดเกล้าฯให้คณะต่างๆ เข้าเฝ้าฯอย่างเนืองๆ
และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่พสกนิกรชาวไทยปราบปลื้มใจที่ได้ชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกจาก รพ.ศิริราช เสด็จทางชลมารคประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และ ภูมิพล 2 ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 เสด็จฯไปทรงติดตามความคืบหน้า การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระรชดำริ แก้มลิง ณ พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ความจุ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำที่กลากท่วมรอบพื้นที่พระรานุสาวรีย์ไว้ใช้ในฤดูแล้ง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯประทับเรือพระที่นั่งอังสนา เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปยังเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เปิดโครงการของกรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย เขื่อนขุนด่านประการชล จ.นครนายก ประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต จ.นครพนม เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพาะยังภูมิพัฒน์ จ.กาฬสินธุ์
วันนี้ 7 ธันวาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งอยู่ใกล้วัดอนงคาราม เขตคลองสาน กทม.เพื่อทรงทอดพระเนตรอาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนบริเวณอนุรักษ์อาคารเก่าแก่
ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกจาก รพ.ศิริราช ไปยังสถานตากอากาศบางปู เพื่อทรงเปลี่ยนพระอิริยาบท และทอดพระเนตรระดับน้ำ ระบบนิเวศน์วิทยา พื้นที่ป่าชายเลน ทัศนียภาพโดยรอบสถานตากอากาศบางปู ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล
ทั้งนี้ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช นั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ประทับที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยเพื่อถวายการดูแลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด
กระทั่ง วันที่ 22 ก.ค.2555 สำนักพระราชวังก็ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ว่า เมื่อเช้ามืดของวันที่ 21 ก.ค.2555 ความว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระดำเนินออกพระกำลัง ทรงรู้สึกเวียนพระเศียร และทรงเซเล็กน้อย แต่ทรงรู้สึกพระองค์ดี รับสั่งได้ คณะแพทย์จึงถวายการตรวจพระวรกาย ตรวจพระสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก พบว่ามีการขาดเลือดเล็กน้อยที่พระสมองส่วนหลังด้านขวา ไม่พบพระโลหิตออกในพระสมอง คณะแพทย์จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายพระโอสถทางหลอดพระโลหิต และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขอให้งดพระราชกิจชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อข่าวพระอาการประชวรของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เผยแพร่ออกไป ประชาชนที่ทราบข่าว ต่างเป็นกังวลและห่วงใย จึงนำแจกันดอกไม้และสิ่งของพร้อมกับสวดมนต์และตั้งจิตอธิฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระวรกายแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนสืบต่อไป