วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
กระบะ 2 คันชนสนั่นทางด่วนบูรพาวิถี ดับ 3 เจ็บ 7…รถตู้โดยสารชนเก๋งด่วนบูรพาวิถี เจ็บระนาว 7 ราย...ชนสนั่นยกระดับบูรพาวิถี คนขับ 6 ล้อร่วงทางด่วนดับ...นี่เป็นบางตัวอย่างของอุบัติเหตุที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะบริเวณทางพิเศษ หรือทางด่วน “บูรพาวิถี” เส้นทางมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออก ซึ่งแทบทุกครั้งมักเกิดความ “สูญเสีย” แบบที่เรียกว่า “น่าสลด”
ล่าสุดวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “ด่วน...บูรพาวิถี” กระชากวิญญาณผู้คนไปอีกครั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ “รถตู้โดยสาร” เส้นทางกรุงเทพฯ-ศรีราชา ทะเบียน 15-6539 กทม. ชนแท่งแบริเออร์ขอบทางแล้วพลิกคว่ำเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4 ราย บาดเจ็บ 7 ราย
ด้วยความ “สูญเสีย” แต่ละครั้ง ทำให้ “เส้นทางพิเศษ” แห่งนี้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มผู้ใช้เส้นทาง และในเว็บบอร์ดบางแห่งอยู่เนืองๆ ซึ่งมองว่าถือเป็น “ด่วนมรณะ” เป็นเส้นทางอันตราย ทั้งๆ ที่ตาม “หลักวิศวกรรม” บูรพาวิถีเป็นเส้นทางหนึ่งที่ “ปลอดภัย” แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นทางนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง...
“ซิ่ง ประมาท หรือระบบที่หละหลวม”.???
.jpg)
“ณัฐพงศ์ บุญตอบ” ผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ทางด่วน “บูรพาวิถี” อาจไม่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เพียงแต่เหตุที่เกิดขึ้นมีความสูญเสียเกิดขึ้นมาก และเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะกับเหตุที่เกิดจาก “รถตู้โดยสาร” ซึ่งตาม “หลักวิศวกรรม” ด่วนบูรพาวิถีมีการติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วทั้งขาเข้า-ขาออก ควบคุมการเข้า-ออกชัดเจน และยังติดตั้งป้ายเตือน ป้ายนำทางต่างๆ ชัดเจนมาก ทำให้ความสับสนเรื่องเส้นทางมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับทางพิเศษอื่นๆถือว่าด่วนบูรพาวิถี “ปลอดภัย” มากกว่าเส้นทางพิเศษอื่นๆ แต่ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยส่วนหนึ่งมาจาก “พฤติกรรมการขับขี่” ของผู้ใช้เส้นทาง
“ด่วนบูรพาวิถี จะมีรถน้อย จึงใช้ความเร็วได้สูงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ อย่างเหตุที่เกิดกับรถตู้โดยสารล่าสุดก็ใช้ความเร็วสูงมาก ประกอบกับมีผู้โดยสารนั่งมาด้วยจำนวนมาก ทำให้น้ำหนักรถมากขึ้น ส่งผลให้การทรงตัวของรถน้อยลง เมื่อใช้ความเร็วช่วงเข้าโค้งก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้รถหลุดโค้งได้ง่ายขึ้น” ณัฐพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้จากงานวิจัย พบว่า ด่วนบูรพาวิถีบางช่วงเป็น “เขตลมแรง” โดยเฉพาะช่วงทางลง “เมืองใหม่บางพลี-บางบ่อ” ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.ได้ติดป้ายเตือนเอาไว้ด้วย โดยรถที่มีน้ำหนักเบา เช่น รถเก๋ง หากแล่นด้วยความเร็วสูงอาจเสียการทรงตัว ไม่ยึดเกาะถนน หรือที่เรียกว่า “ท้ายหวิว” ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ไม่นับรวมตอนฝนตกที่ผิวจราจรแบบ “แอสฟัสท์” ทำให้ถนนลื่นด้วย
สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่า “หลักทางกายภาพ-วิศวกรรม” ของด่วนบูรพาวิถี และถนนสายต่างๆ คือ “ระบบความปลอดภัย” ของบริการรถขนส่งสาธารณะมีความ “หละหลวม” จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่.???
“นพ.ธนะพงษ์ จินวงษ์” ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) ตั้งข้อสังเกต โดยใช้เหตุที่เกิดขึ้นกับรถตู้โดยสารครั้งล่าสุดเป็นกรณีศึกษา พบว่า โชเฟอร์รถตู้คันเกิดเหตุให้การว่า ปกติจะใช้เส้นมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าเข้า จ.ชลบุรี แต่รถติด และเสียเวลาแก้ปัญหา “ยางแบน” จึงขึ้นด่วนบูรพาวิถีแทน โดยขับรถมาด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ถ้าสังเกตจะมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ...
1.“ยางแบน” สะท้อนเรื่องการ “ตรวจสภาพรถ” เพราะปกติรถตู้โดยสารต้องผ่านการตรวจสภาพอย่างเป็นทางการทุก 6 เดือน และเจ้าของวินรถตู้สายนี้มีรถตู้ให้บริการ 23 คัน...“คำถาม” คือ เจ้าของวินมีการดูแลรักษารถอย่างไร ทำไมปล่อยให้ออกมาวิ่งบริการได้ทั้งๆ ที่ยางแบน...2.การ “เปลี่ยนเส้นทาง” จากข้อมูลของตนทราบว่าตามสัญญาแล้วรถตู้คันเกิดเหตุเป็น “รถร่วม บขส.” ดังนั้นการเปลี่ยนเส้นทางต้องขออนุญาตก่อน ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนได้ทันที จึงน่าคิดว่าทำไมจึงเปลี่ยนได้อย่างอิสระ
3.รถตู้คันที่เกิดเหตุติดสติ๊กเกอร์ว่า “ติด GPS” ซึ่งเป็นระบบติดตามรถ เมื่อเป็นรถร่วม บขส. สัญญาณ GPS จะยิงตรงไปเข้าระบบตรวจสอบของ บขส. ดังนั้นทำไมจึงปล่อยให้ “ขับเร็ว” ถึง 120 กม./ชม. ทั้งๆ ที่ GPS จะ “จำกัดความเร็ว” รถร่วม บขส.ที่ 90-100 กม./ชม. ...“คำถาม” คือ ระบบไม่มีการ “แจ้งเตือน” เมื่อความเร็วของรถเกินกำหนดเลยหรือ.??? หรือมีการแจ้งเตือนแล้ว แต่ไม่มีการแจ้งเตือนไปถึงโชเฟอร์.???
ทั้งหมดเป็นระบบควบคุมที่สำคัญ แต่เหตุใดจึงมี “จุดอ่อน” เหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นถือเป็น “บทเรียน” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ!!!
ขณะเดียวกันไม่เฉพาะ “ด่วนบูรพาวิถี” เท่านั้นที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น โดยจากการตรวจสอบ “สถิติ” ของ กทพ. พบว่า ในรอบปีงบประมาณ 2557 หรือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556-กันยายน 2557 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบริเวณ “ทางพิเศษ” 1,123 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 585 คน เสียชีวิต 17 คน จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุ 2,054 คัน ขณะที่ในรอบปีงบประมาณ 2558 ที่ล่าสุดรวบรวมไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557-สิงหาคม 2558 ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 958 ครั้งมีผู้บาดเจ็บ 451 คน เสียชีวิต 12 คน จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุ 1,761 คัน ซึ่ง กทพ.ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุบัติเหตุในทางพิเศษให้ได้มากที่สุด
“ประสิทธิ เดชสิริ” รองผู้ว่าการฝ่ายปฏิบัติการ กทพ. เคยกล่าวไว้ว่า กทพ.ได้ติดตั้ง “แครชคุชชั่น” หรืออุปกรณ์กันกระแทก ป้องกันรถตกทางด่วน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่แล้ว แต่ในจุดที่มีการติดตั้ง “กล้องตรวจจับความเร็วถาวร” บนทางด่วนพิเศษ 3 สายทาง คือ “บูรพาวิถี-กาญจนาภิเษก-ฉลองรัช” นั้น ความเร็วสูงสุดที่เคยตรวจจับได้อยู่ที่ 190 กม./ชม. บนเส้นทางพิเศษบูรพาวิถี ขณะที่ พ.ร.บ.จราจรฯ กำหนดความเร็วไว้ไม่เกิน 80 กม./ชม.ในเขตเมืองส่วนนอกเมืองกำหนดไว้ที่ 90 กม./ชม. ดังนั้น...
แม้ กทพ.จะออกมาตรการดูแลผู้ขับขี่รถอย่างไรก็คงไม่สามารถดูแลผู้ขับขี่ได้ หากผู้ขับขี่รถไม่มีจิตสำนึกที่ดีต่อการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี